จากหญิงไทยไร้บ้านในอเมริกาสู่เจ้าของคลินิกความงามกลางเบเวอร์ลีฮิลส์
ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Destination LA/CBS
หญิงไทยผมสีบลอนด์ เดินผ่านโถงทางเดินสีขาว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายและพูดคุยกับพนักงานที่ล้วนเป็นชาวตะวันตก เมื่อลูกค้าสาวชาวอเมริกันเดินเข้ามาในคลินิกที่ตั้งอยู่ย่านเบเวอร์ลีฮิลส์ ถิ่นพำนักหรูของชนชั้นสูงและดาราฮอลลีวูด เธอไม่รอช้าที่จะเข้าไปต้อนรับและให้คำแนะนำด้วยภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ
“โอ้ย ตอนมาอยู่อเมริกาครั้งแรก ภาษาอังกฤษพี่มินต์เป็นศูนย์ค่ะ... วิ่งหนีฝรั่งตลอด” มินต์ หรือ มินตา เปรมกมล ซาริส วัย 44 ปี บอกกับบีบีซีไทย
เรื่องราวการสู้ชีวิตของมินต์ในอเมริกา เปรียบเสมือน “รถไฟเหาะตีลังกา” หรือซีรีส์ดรามาที่มีจุดพลิกผันหลายครั้ง ผ่านไปจนเกือบ 20 ปี เธอภาคภูมิใจที่จะประกาศตนว่าเป็นเจ้าของคลินิกความงาม “ยี่ห้อไทย” ที่เชื่อว่าเป็นรายแรกและรายเดียวในสหรัฐฯ
ในช่วงที่ปัญหาอาชญากรรมจากความเกลียดชัง หรือ Hate Crime ต่อคนเชื้อสายเอเชียในอเมริกา กำลังระบาดหนัก มินต์ เป็นหนึ่งในคนไทยที่ลุกขึ้นมายืนหยัด ใช้อุปนิสัย และความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นคนไทยหรือเอเชีย ไม่ใช่ความต่างและอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตในอเมริกา ผ่านการออกรายการ "เดสติเนชัน แอลเอ"ในช่องซีบีเอส
“เห็นข่าวหญิงไทยถูกทำร้าย โดนทุบตีทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย... เดี๋ยวนะพวกเธอ หยุดเถอะ ถ้ากรีดเลือดออกมาเราก็เลือดสีแดงเหมือนกัน ไม่ว่าภายนอกจะเป็นคนเอเชีย คนดำ หรืออะไรก็แล้วแต่”
บีบีซีไทยชวนค้นหาเรื่องราวชีวิตของหญิงไทยที่เกิดใน “แดนสิงห์” จ.สิงห์บุรี ก่อนไปเป็น “ลูกหลานชาละวัน” ที่พิจิตร ย้ายไปเติบโตและทำงานในกรุงเทพฯ ท้ายสุด มาประสบความสำเร็จในอเมริกา
เสมียนหน้าศาลที่ชื่อ “มินตา”
มินต์ ศึกษาจบระดับอนุปริญญาในสาขาการตลาด และทำงานเป็นเสมียนหน้าศาลที่ศาลแพ่งรัชดาภิเษกเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะได้พบรักกับชายชาวอเมริกัน ที่ตกลงปลงใจ ไปสร้างชีวิตคู่ในบ้านเกิดของสามี ในช่วงวัยเพียง 20 กลาง ๆ
อุปสรรคแรกของเธอคือเรื่องภาษาที่แทบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทั้งที่ทักษะด้านภาษาไทยในอดีตเสมียนหน้าศาลของเธอนั้นเรียกว่า “ระดับมืออาชีพ” แต่ “พอมาที่อเมริกาปุ๊บ ความมืออาชีพของเราไม่เหลือเลย... มันทำให้พี่คิดว่า ไม่ได้ละ ฉันจะต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้ได้ เพื่อที่ฉันจะอยู่ประเทศนี้และไม่เป็นใบ้”

ที่มาของภาพ, Minta Sarris
เรื่องราวของเธอคงคล้ายกับหญิงไทยหลายคนที่ย้ายมาอยู่ในชาติตะวันตก ที่เชื่อว่าความรักจะชนะอุปสรรคทางภาษาและเขตแดนได้ ซึ่งเป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพราะแม้จะก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษาได้สำเร็จ แต่ก็เช่นเดียวกับหญิงไทยจำนวนไม่น้อย ที่ความฝันถึงชีวิตคู่นั้นต้องพังทลายลง
ไม่กี่ปีผ่านไป ชีวิตคู่ของมินต์กับสามีก็จบด้วยการแยกทาง เหลือไว้เพียงสถานะผู้มีถิ่นอาศัยอย่างถูกกฎหมายในอเมริกาผ่านกรีนการ์ด และทรัพย์สินส่วนตนอีกเล็กน้อย
อดีตเสมียนสาวหน้าบัลลังก์ผู้พิพากษาเผชิญกับทางเลือกว่า จะเดินทางกลับไทย หรืออยู่ต่อ แต่ในช่วงนั้น ซึ่งเป็นปีหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ค่าเงินไทยเทียบกับดอลลาร์สหรัฐต่างกันมาก เธอจึงตัดสินใจพยายามหารายได้ที่อเมริกาต่อ เพราะมองว่าอย่างไรก็ยังได้เงินมากกว่าที่หาได้ในไทย
ทรยศ หมดตัว นอนในรถ
มินต์ ในวัยราว 26 ปี เปิดธุรกิจนำเข้าส่งออกผลิตภัณฑ์ อาทิ เครื่องดื่ม ชาไทย กาแฟไทย และน้ำมะพร้าว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และต่อยอดเงินเก็บด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จนมีบ้านสำหรับอยู่อาศัย 1 หลัง และสำหรับซื้อมาขายไปอีก 3 หลัง ด้วยความเชื่อว่า “บ้านมันต้องราคาขึ้น”
แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ขณะกำลังสร้างตัวในแดนเสรี สายไทยรายนี้บอกว่าถูกพันธมิตรทางธุรกิจ “หักหลัง” ซึ่งเธอไม่ขอลงลึกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทำให้บริษัทนำเข้าส่งออกของเธอถึงจุดที่ไปไม่รอด
ซ้ำร้าย วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2551 หรือที่เรียกว่า “วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์” อันเป็นผลจากหนี้ด้อยคุณภาพปริมาณมหาศาล จนทำให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ฟองสบู่แตก นั่นหมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ทั้ง 4 แห่งที่มินต์เป็นเจ้าของ ต้องถูกธนาคารยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้หนี้
ท้ายสุด เธอเหลือเพียงเงินราว 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับรถยนต์ 1 คัน ที่เธอใช้เป็นทั้งพาหนะและบ้านเพื่อหลับนอน

ที่มาของภาพ, Minta Sarris
“ถามว่าเหมือนคนไร้บ้านไหม ก็ใช่” มินต์ บอกบีบีซีไทย “แต่ละวันเหมือนผ่านไปเป็นปีเลย สองอาทิตย์ของพี่ (ที่ไร้บ้านอยู่) เหมือนสิบปีที่มันนานเหลือเกิน”
เธออธิบายต่อว่า นำรถยนต์ไปจอดไว้ใกล้กับสถานที่ออกกำลังกาย หรือยิมแบบเปิด 24 ชั่วโมง เวลาจะเข้าห้องน้ำหรืออาบน้ำ ก็แอบเข้าไปใช้บริการในยิม แต่ช่วงยามวิกาลที่อันตรายสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวน้ำหนัก 45 กิโลกรัม ในเวลานั้น “ไม่กล้าออกมาฉี่ ต้องตัดกระป๋องไว้ฉี่ในรถ ต้องพยายามไม่ให้รถขยับ คนจะได้ไม่สงสัยว่าในรถมีคน”
“ถ้ามีใครมาเห็น แล้วประทุษร้าย มันก็น่ากลัว หรือโทรแจ้งตำรวจว่าเราเป็นพวกจรจัดที่มานอนอยู่” แต่ถึงแม้จะเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต มินต์ยังตัดสินใจอยู่ต่อในอเมริกา
เสมียนหน้าบัลลังก์ สู่ สาวอะโกโก้เงินล้าน
“รู้จักบาร์อะโกโก้ไหม” มินต์ถามบีบีซีไทย
บาร์อะโกโก้ (A Go Go bar) เป็นสถานบันเทิงที่มีนักเต้นลักษณะโชว์รูดเสา นุ่งน้อยห่มน้อย บางที่ให้บริการเป็นระบำเปลื้องผ้า ซึ่งสถานบันเทิงลักษณะนี้มีอยู่ทั่วไปในสหรัฐฯ ส่วนที่ไทยนั้น พบเห็นได้ในย่านพัฒน์พงษ์ ซอยคาวบอย และที่พัทยา

ที่มาของภาพ, Reuters
การทำงานในบาร์อะโกโก้ กลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของหญิงไทยไร้บ้านวัยเกือบ 30 ปี จากคำแนะนำของเพื่อนที่ให้ไปสมัครเป็นสาวเสิร์ฟที่ “บาร์หรู” แห่งหนึ่ง
“ถ้าสมัครเป็นสาวเสิร์ฟ ต้องทำงานเก็บเงินไปอีก 4-5 เดือน และก็ยังต้องนอนอยู่ในรถ” เธอพูดทวนคำที่ผู้จัดการบาร์อะโกโก้แห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส บอกกับเธอในวันนั้น
“เธอดูดี ทำไมไม่มาเป็นโกโก้แดนเซอร์ล่ะ”
“อ๊าก! เธอจะให้ฉันเต้นโกโก้แดนซ์ ฉันทำงานศาลมาก่อนนะเว้ย เป็นเจ้าของธุรกิจ แล้วจะให้มาแทบไม่ใส่เสื้อผ้า มันใช่เหรอวะ ไม่เอาหรอก” นี่คือความคิดแรกในหัวของมินต์ แต่ท้ายสุดก็เลือกทำงานนี้ เพราะหางานอื่นที่เพียงพอต่อค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ในแคลิฟอร์เนียซึ่งสูงมาก ไม่ได้

ที่มาของภาพ, Minta Sarris
ฉายาบนเวทีอะโกโก้ของมินต์ คือ “Thai U Up” ให้คล้องจองกับ “tie you up” หรือแปลเป็นไทยว่า “ฉันจะมัดตัวคุณไว้” และด้วยความที่เป็น 1 ใน 3 สาวเอเชียในร้าน พร้อมอุปนิสัยที่สนุกสนานและเข้าหาคนง่าย ไม่นานเธอก็กลายเป็น “ดาวอะโกโก้” ของร้าน ทำงานให้กับแขกระดับวีไอพี
“คืนที่ 2 พี่มินต์ทำงานได้ 3,000 เหรียญ (113,000 บาท)” เธอบอก พร้อมเสริมว่า เธอทำงานได้เงินเฉลี่ย 1,000-5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน หรือคิดเป็นเงินไทยในอัตราปัจจุบัน คือ 35,000-188,000 บาท
“เงินเยอะจนกระทั่ง พี่ซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาทที่ไทยได้ในสองปี” ส่วนอีกประโยชน์ของอาชีพนี้ คือ “ทำให้เราไม่บ้าผู้ชาย เพราะเราปั่นหัวผู้ชาย”
แต่แม้เงินเยอะแค่ไหน มินต์พบว่า การเป็นสาวอะโกโก้ขัดกับเป้าหมายของตนเอง และสักวันการใช้ “ความสาวและสวย” เพื่อแลกรายได้คงไม่ยืนยาว
“มันเหนื่อยมาก รู้สึกว่าเราไปหลอกเขา แม้แต่ชื่อจริง เราก็บอกเขาไม่ได้ว่าเราเป็นใคร” อดีตสาวอะโกโก้ ที่ยังดูโฉบเฉี่ยวในวัยเลขสี่ กล่าว
“สองปี (2551-2552) ถึงจุดอิ่มตัว มีเงินเก็บแล้ว เลยอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น... แม้เงินจะเยอะ แต่มันก็ไม่ใช่อาชีพ เป็นอนาคตให้เราไม่ได้”
สู่พยาบาลสักคิ้วให้ผู้ป่วยมะเร็ง
หากย้อนดูแล้ว แต่ละอาชีพของเปรมกมล ซาริส ล้วนจะแตกต่างจากอาชีพก่อนหน้าเกือบสิ้นเชิง จาก เสมียนหน้าศาล สู่เจ้าของธุรกิจนำเข้าและส่งออก ตกอับเป็นสาวเต้นอะโกโก้
อาชีพต่อมาของเธอก็สร้างความตกใจให้ตัวเธอเองไม่น้อย กับการเป็น “พยาบาลสักผิวหนังสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง” ในคลินิกรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ตามคำเชิญชวนของแพทย์ศัลยกรรมที่รู้จักกัน โดยก่อนเริ่มงาน ก็ได้เข้าคอร์สเรียนกการสักคิ้ว สักตา สักปาก และสักหัวนม ทางการแพทย์ สำหรับปกปิดรอยแผลการผ่าตัดหรือผลกระทบจากการรักษาโรคมะเร็ง
ผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาแบบใช้ยาเคมีบำบัด หรือ chemotherapy นั้น มีผลข้างเคียงรวมถึงผมร่วงและคิ้วร่วง อาชีพใหม่ของเธอจึงเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีความมั่นใจในตัวเอง เพื่อออกไปใช้ชีวิตให้เหมือนปกติมากที่สุด

ที่มาของภาพ, Minta Sarris
“เขากอดเรา น้ำตาไหล บางคนถึงกับบอกว่า ‘เธอรู้ไหมว่าฉันชอบคิ้วนี้มาก แม้พรุ่งนี้ฉันจะตายไป ฉันก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าคิ้วฉันจะไม่สวย ฉันตายตาหลับแล้ว’ ” มินต์ เล่าถึงคำขอบคุณและพลังใจที่ได้รับจากผู้ป่วยมะเร็งที่เธอได้ช่วยเหลือ จนทำให้ตัดสินใจยึดเป็นอาชีพเป็นเวลาหลายปี
ก่อนจะตัดสินใจเปิดคลินิกเสริมความงามทางการแพทย์แบบถาวรของตนเอง ให้บริการสักคิ้ว สักตา สักผิวหนัง สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงฝึกสอนเยาวชนที่สนใจด้วย แม้รายได้จะไม่มากเท่าสมัยเป็นสาวอะโกโก้ แต่ก็เป็นอาชีพที่เธอรัก
อุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ชีวิตของช่างสักทางการแพทย์ไทยถึงจุดหันเหอีกครั้ง เพราะทำให้กระดูกมือขวาแตกเป็น “เสี่ยง ๆ” และไหปลาร้าร้าว ต้องใส่เฝือกนานกว่า 8 เดือน จนทำงานและรับสอนไม่ได้ แต่ค่าใช้จ่ายและค่าเช่าคลินิกยังต้องจ่ายทุกเดือน

ที่มาของภาพ, Minta Sarris
ในช่วงที่เจอวิกฤตชีวิตรอบที่ 3 หลังเลิกกับสามี และบริษัทปิดตัวจนต้องไร้บ้าน ลูกค้าที่ผันตัวกลายเป็นเพื่อนของเธอได้มาชวนทำธุรกิจด้านความงามทางการแพทย์ หรือ Medical Cosmetics ที่ช่วยให้ผู้หญิงผู้ชายมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เธอก็ตอบว่า “เอา! เสี่ยงเว้ย” เพราะตอนนี้ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
“ราชวงศ์ (ครอบครัว) มินตา”
หากขับรถจากชายหาดซานตาโมนิกาอันเลื่องชื่อของนครลอสแองเจลิส เข้าไปในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์ ถิ่นพำนักของผู้ร่ำรวย ดาราฮอลลีวูด และเหล่าผู้มีอันจะกินในอเมริกา แต่บรรยากาศบริเวณหน้าคลินิกที่ตกแต่งแบบมินิมัล โทนสีขาว กลับเต็มไปด้วยเสียงพูดเสียงหัวเราะเป็นภาษาไทย
วันที่ 22 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา มินต์ ได้จัดงานบุญใหญ่ในโอกาสครบรอบ 1 ปี ที่เปิดสาขา 2 ของธุรกิจคลินิกความงามที่ชื่อว่า “เอ็มดี เมดิคัล สปา” และเป็นสาขาที่เธอภาคภูมิใจ เพราะได้เปิดในย่านทำเลทอง และคนไทยในแอลเอ สามารถเข้าถึงได้ง่าย

ที่มาของภาพ, MD Medical Spa
นับจากวันที่เธอตัดสินใจทำธุรกิจความงาม เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องการฉีดโบท็อก ฉีดฟิลเลอร์ หรือนวัตกรรมเพื่อความงามอื่น ๆ มาวันนี้ มินต์กำลังเตรียมทำแฟรนไชส์คลินิกความงาม “แบรนด์ไทย” ที่เธอประกาศว่าเป็นแบรนด์คลินิกความงามที่มีเจ้าของเป็นคนไทยด้วยเป้าหมายขยายสาขาไปทั่วอเมริกา
บีบีซีไทยสอบถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นแบรนด์ไทยแห่งเดียว เธอตอบว่า แม้ไม่มีสถิติยืนยัน แต่จากการที่ “ออกรายการโทรทัศน์มาหลายรายการและหลายโชว์... ก็ยังไม่มีใครมาคัดค้าน” โดยจากที่เธอพบนั้น คลินิกที่มีเจ้าของเป็นคนไทย จะเป็นคลินิกตรวจรักษาโรค และคลินิกทันตกรรม แต่ยังไม่มีคลินิกความงาม
พนักงานส่วนใหญ่ของเธอในคลินิก เป็นแพทย์ความงามและพยาบาลที่เป็นชาวอเมริกันหรือชาวตะวันตก ที่เธอปฏิบัติเสมือนคนครอบครัว ซึ่งตรงตามชื่อคลินิก “เอ็มดี” ย่อมากจาก “มินตา ไดแนสตี” แปลว่า ราชวงศ์ของมินตา

ที่มาของภาพ, Minta Sarris

ที่มาของภาพ, Minta Sarris
“ฉันไม่เพียงเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่เป็นเจ้าของธุรกิจที่เป็นคนเอเชีย” เธอให้สัมภาษณ์กับรายการ “เดสติเนชัน แอลเอ” ซีซัน 2 ออกอากาศทางช่องซีบีเอส
“มันใช้พลังมากนะเพื่อแสดงและพิสูจน์ให้เห็นว่า ฉันเป็นผู้นำของเธอได้นะ”
คลินิกของมินต์ยังเป็นที่พึ่งสำหรับคนไทยที่อยากเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง แต่ยังไม่กล้าเข้าไปใช้บริการคลินิกอเมริกัน หรืออยากใช้บริการคลินิกความงามที่ปฏิบัติกับลูกค้าแบบคนไทยมากกว่า
“ค่อนข้างมั่นใจ เพราะที่นี่ใช้ของดี อีกอย่างอายุ 35 แล้ว... สาขาแรกเขาเปิดมา 10 กว่าปีแล้ว เลยดูเป็นมืออาชีพ” หญิงไทยที่เป็นลูกค้า กล่าว
ลูกค้าหญิงอีกคนหนึ่งที่มาฉีดฟิลเลอร์เป็นครั้งแรก บอกว่า “แอบกลัวอยู่เพราะมันมีผลข้างเคียง แต่ที่นี่ไว้ใจได้”
อเมริกา = ดินแดนแห่งโอกาส ?
ด้วยความที่คลินิกอยู่ในถิ่นอาศัยของเหล่าคนดังในอเมริกา มินต์ยอมรับว่า มีดาราฮอลลีวูด หรือครอบครัวของพวกเขา ไปจนถึงระดับนายกเทศมนตรี เคยมาใช้บริการหลายครั้ง แต่ขอไม่ระบุตัวตน เพราะเป็นนโยบายของทางร้าน สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้รักษาข้อมูลการใช้บริการ
สำหรับรายได้ในช่วงก่อนโควิด อยู่ที่ 80,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (หักค่าใช้จ่าย) หรือสูงสุดกว่า 3.5 ล้านบาท แต่ในช่วงโควิด และเงินเฟ้อจากสงครามในยูเครน ทำให้รายได้ลดลงบ้างแต่ก็ไม่ต่ำกว่า 2.6 ล้านบาทต่อเดือน

ที่มาของภาพ, Minta Sarris
จากหญิงไร้บ้านที่ต้องนอนในรถ มาสู่เจ้าของแบรนด์คลินิกความงามที่เป็นคนไทย ทำให้เธอตระหนักว่า “ประเทศนี้เองนี้ เป็นดินแดนแห่งโอกาส ขนาดพี่มินต์ไปนอนอยู่ในรถ ยังกัดฟันลุกขึ้นมาประสบความสำเร็จได้” หากมีความพยายาม และไม่ให้คำว่า “ทำไม่ได้” และ “กลัว” มาตีกรอบ
ดังนั้น มินต์ถึงเสียใจที่นับแต่เกิดโควิด เกิดเหตุอาชญากรรมจากความเกลียดชังพุ่งเป้าไปที่คนเอเชีย รวมถึงคนไทยแบบเหมารวม
“เราเป็นสปีชีส์เดียวกัน ทำไมต้องมาเกลียดกัน” มินต์ กล่าวเสียงเศร้า
บีบีซีไทยถามย้อนกลับไปว่า ถ้าสถานการณ์ที่ต้องไร้บ้านเกิดขึ้นกับเธอ แต่เป็นที่ประเทศไทย เธอคิดว่าจะลุกกลับขึ้นมาประสบความสำเร็จได้เหมือนที่อเมริกาไหม มินต์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “เมืองไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ มีปลาในน้ำ มีทรัพย์ที่ดี มีพี่น้องที่ช่วยเหลือกัน”
“ถึงแม้ว่าคุณอยู่เมืองไทยก็ทำได้ แต่ต้องทำให้ถูกทาง... เราต้องให้โอกาสตัวเอง เดินออกมาจากกล่องที่เรียกว่า 'กลัว'”
ท้ายสุดเธออยากฝากถึงผู้หญิงไทยที่อยากประสบความสำเร็จ หรือมีความสุขด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ในไทยหรือต่างแดนว่า "แพ้ไม่ได้ แพ้ไม่ได้... อย่าเอาคำว่าทำไม่ได้มาเป็นข้ออ้าง"
เพราะ "ไม่มีใครเกิดมา สองมือสองเท้า แล้วจะทำเป็นทุกอย่าง นั่นคือสิ่งที่พี่มินต์เชื่อ"











