จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เมื่อนายกฯ ฝรั่งเศสถูกขับออกจากตำแหน่ง ?

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, ลอรา กอซซี
- Role, บีบีซีนิวส์
เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส ?
นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส มิเชล บาร์นิเยร์ ถูกขับออกจากตำแหน่ง หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของเขา ด้วยคะแนน 331 เสียง เมื่อช่วงเย็นของวันพุธที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เป็นคนเลือกให้ บาร์นิเยร์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้เจรจา อียู-เบร็กซิท มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อราว 90 วันก่อนหน้านี้
มาครงบอกก่อนหน้านี้ว่า เขาเชื่อว่ารัฐบาลของบาร์นิเยร์จะสามารถผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจนี้ไปได้ โดยเขากล่าวว่า "ผลประโยชน์ของชาติสำคัญกว่าผลประโยชน์ของแต่ละพรรคการเมือง"
อย่างไรก็ตาม สส. จากกลุ่มพันธมิตรกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายอย่าง นิว ป๊อปปูลาร์ ฟรอนท์ (New Popular Front) และพรรคเนชั่นแนลแรลลี (National Rally) ขวาจัดของมารีน เลอ เปน ได้ประกาศก่อนหน้านี้แล้วว่าจะลงคะแนนเสียงคัดค้านบาร์นิเยร์ ทำให้กลายเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ที่เขาจะดำรงตำแหน่งได้ต่อไป
ทำไมถึงเกิดเหุตการณ์นี้ ?
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บาร์นิเยร์ใช้อำนาจพิเศษในการผลักดันงบประมาณปี 2025 ให้ผ่าน โดยปราศจากเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา
สาเหตุที่เขาต้องทำเช่นนั้น เนื่องจากบาร์นิเยร์ทราบดีว่าเขาจะไม่มีทางได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน
การตัดสินใจใช้อำนาจพิเศษของบาร์นิเยร์เพื่อผ่านงบประมาณทำให้พรรคการเมืองทั้งสองขั้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิว ป๊อปปูลาร์ ฟรอนท์ และพรรคเนชั่นแนลแรลลี ล้วนไม่พอใจ และต่างยื่นญัตติไม่ไว้วางใจต่อเขา
ทำไมบาร์นิเยร์จำเป็นต้องผ่านงบประมาณให้ได้ ?
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา บาร์นิเยร์ในวัย 73 ปี ก็ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่ตลอด
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขาเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลาสองเดือนหลังจากเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เมื่อผลจากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันไม่มีพรรคใดชนะที่นั่งมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยพรรคเดียวหรือกลุ่มเดียว
เขาจึงต้องบริหารงานภายใต้สภาผู้แทนราษฎรที่มีความขัดแย้งสูง
พรรคสายกลางของเขาจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากหนึ่งในสองกลุ่มใหญ่ นั่นคือกลุ่มนิว ป๊อปปูลาร์ ฟรอนท์ หรือไม่ก็พรรคเนชั่นแนลแรลลี เพื่อให้กฎหมายผ่านการพิจารณาจากสภาได้
ทว่าเพราะกลุ่มนิว ป๊อปปูลาร์ ฟรอนท์ ถูกประธานาธิบดีมาครงปฏิเสธผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงฤดูร้อน พวกเขาจึงแสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อการแต่งตั้งบาร์นิเยร์ และให้คำมั่นว่าจะลงคะแนนเสียงคัดค้านเขาเสมอ อีกทั้งยังมองว่างบประมาณของบาร์นิเยร์ ซึ่งจะลดการขาดดุลงบประมาณลง 60,000 ล้านยูโร (2.16 ล้านล้านบาท) เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของบาร์นิเยร์จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคเนชั่นแนลแรลลีเพื่อความอยู่รอด และแม้ว่าจะมีการยอมประนีประนอมหลายครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาพิจารณางบประมาณ พรรคเนชั่นแนลแรลลีก็ได้ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนร่างงบประมาณของบาร์นิเยร์อยู่ดี
ดังนั้น บาร์นิเยร์จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้อำนาจพิเศษเพื่อผลักดันงบประมาณให้ผ่านไปได้

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ?
เมื่อคืนวันอังคาร บาร์นิเยร์แสดงความพยายามครั้งสุดท้ายผ่านการออกโทรทัศน์ระดับชาติ เพื่อโน้มน้าว สส. ไม่ให้ลงมติคัดค้านเขา โดยเรียกร้องให้ สส. "ก้าวข้ามความแตกต่างทางการเมือง" และคำนึงถึง "ผลประโยชน์ร่วมกันที่สำคัญกว่า"
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์กันก่อนหน้านี้แล้วว่าสุดท้าย สส. จะลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล โดยนี่จะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลฝรั่งเศสถูกโหวตไม่ไว้วางใจนับตั้งแต่ปี 1962
หากเป็นเช่นนั้นจริง บาร์นิเยร์จะถูกขอให้อยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไป ในขณะที่ประธานาธิบดีมาครงต้องพยายามหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการจะหานายกรัฐมนตรีคนถัดไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะครั้งก่อนหน้าต้องใช้เวลาถึงสองเดือนกว่าจะหาบุคคลที่รัฐสภายอมรับได้โดยไม่ถูกปฏิเสธจากหนึ่งในกลุ่มใหญ่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสภา ดังนั้นการค้นหาผู้สมัครคนต่อไปอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์อีกครั้ง
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ มาครงอาจแต่งตั้งรัฐบาลเทคโนแครตที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลลักษณะนี้มักมีอายุสั้นเนื่องจากขาดความชอบธรรมในสายตาของประชาชน
ส่วนการเลือกตั้งครั้งใหม่ก็ไม่ใช่ทางเลือก เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ภายในหนึ่งปีหลังจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อมาครงหรือไม่ ?
ในฐานะประธานาธิบดี มาครงได้รับเลือกตั้งผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุก ๆ 5 ปี
อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้มาครง ซึ่งมีกำหนดดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2027 ลาออกจากตำแหน่ง
แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าไม่มีความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น โดยกล่าวว่าเขาจะ "รักษาความไว้วางใจ [จากประชาชนชาวฝรั่งเศส]... จนถึงวินาทีสุดท้ายของวาระ เพื่อรับใช้ประเทศ"











