ฟังมุมมองผู้เกี่ยวข้อง อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ถล่ม น่าจะเกิดจากอะไร ?

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและอาสาสมัคร ระดมกำลังค้นหาผู้สูญหายเป็นวันที่ 2 หลังจากอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างถล่ม

อาคาร 30 ชั้น ที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ที่กำลังก่อสร้างด้วยงบประมาณ 2,136 ล้านบาท บนถนนกำแพงเพชร 2 ใกล้ตลาดนัดส่วนจตุจักร ที่ถล่มลงมาในช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ (28 มี.ค.) ส่งผลให้มีคนงานเสียชีวิต และสูญหายอีกจำนวนมาก กลายเป็น 'อาฟเตอร์ช็อก' ที่เสียหายที่สุดในไทย จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา

อาคารดังกล่าวดำเนินการก่อสร้างโดยกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง "บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)" และ "บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด" โดยได้รับการอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างจากคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ต้นปี 2563 ก่อนจะเริ่มก่อสร้างจริงในช่วงต้นปี 2564 โดยมีกำหนดสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค. 2566

ในขณะเกิดเหตุ โครงการดังกล่าวใช้เวลาก่อสร้างเกินกำหนดเดิมมาแล้วกว่า 1 ปี ประกอบกับการเป็นอาคารในประเทศไทยแห่งเดียวที่ถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ จึงทำให้เกิดคำถามมากมายว่าเหตุใดโครงการของรัฐที่ใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท จึงไม่สามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวนี้ได้

บีบีซีไทย รวบรวมคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่าอะไรน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้อาคารแห่งนี้ถล่มลงมา

'พังเหมือนแพนเค้ก'

"ลักษณะการพังนี่ มันลักษณะเป็นเหมือนแพนเค้กครับ มันทับมาเป็นชั้น ๆ" นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยกับสื่อไทยหลายสำนัก ขณะลงพื้นที่ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตวันที่ 28 มี.ค.

"เนื่องจากอาคารเป็นอาคารซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ความแข็งแรงของตัวอาคารก็เลยยังไม่เซ็ทตัว พอการสั่นไหวก็เลยทำให้เกิดการพังมา" เขาระบุ พร้อมเน้นย้ำว่าภารกิจที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญในขณะนี้ คือเน้นค้นหาผู้รอดชีวิตก่อน

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, คนงานและครอบครัวของผู้สูญหาย มาเฝ้ารอสังเกตการณ์ภารกิจค้นหาที่ด้านนอกรั้วซากอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เขตจตุจักร เมื่อ 29 มี.ค. ด้วยความหวังจะพบเพื่อนและครอบครัวรอดชีวิต

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่คืนวันเดียวกัน ระบุถึงความผิดปกติในการพังถล่มของอาคารดังกล่าวว่า "เราเห็นว่ามันมีเสา อันนี้พูดแบบเคยอยู่ในวงการนี้มาก่อนนะ... ก็ต้องดูว่าทำไมเสามาฉีกจากข้างล่าง ไปดูวิดีโอ ก็แสดงว่ามัน [เผื่อ] ไม่พอ" เขาวิเคราะห์โดยเน้นย้ำว่านี่เป็นเพียงการคาดการณ์เบื้องต้นเท่านั้น

"ผมไม่ได้เป็นวิศวกรโครงสร้าง แต่ผมดู... แสดงว่ามันไม่ใช่ถล่มจากข้างบนลงมา มันเกิดการฉีก เขาเรียกอะไร การฉีกขาดของเสาที่รับน้ำหนักของตึกทั้งหมดอยู่ข้างล่าง ตรงนี้ต้องไปดูว่าตอนออกแบบเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าเขาเผื่อไว้" นายอนุทิน ระบุ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ซึ่งเคยอยู่ในวงการรับเหมาก่อสร้างมาก่อน มองว่าการก่อสร้างอาคารลักษณะนี้ ต้องคำนวณเผื่อการรับน้ำหนักและแรงต่าง ๆ ไว้แล้ว ตามข้อกฎหมายที่กำหนดในการออกใบอนุญาต

"จริง ๆ ตึกแบบนี้ต้องเผื่อไว้เยอะเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กฎหมายใหม่ ซึ่งถ้าเกิดไม่เผื่อนี่ เขาออกใบอนุญาตไม่ได้" นายอนุทินเผย "แล้วตึกนี้ยังต้องรับน้ำหนักอีกเยอะ เพราะว่าตึกนี้เท่าที่ทราบคือผนังจะเป็นผนังกระจก นี่ยังไม่ทันติดกระจกเลย เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว กระจกลองนึกดู ตึก 30 ชั้นจะต้องเพิ่มน้ำหนักไปอีกเท่าไหร่ ตอนนี้ขณะนี้ยังไม่ทันติดกระจกแล้วตึกลงมาแบบนี้ อันนี้ต้องไปดูแล้ว"

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าอย่าเพิ่งไปตั้งสมมุติฐานถึงสาเหตุการถล่มไปก่อน เดี๋ยวผู้คนจะแตกตื่น เพราะ "ของอย่างนี้มันพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์" พร้อมเน้นย้ำว่าไม่ต้องกังวล หลังจากนี้ต้องใช้หลักวิศวกรรมในการตรวจสอบ สุดท้ายจะพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

"วิศวกรก็ต้องกางแบบกันแหละ ของตรงนี้เราอย่าเพิ่งไปคาดเดา เพราะว่ามันเป็นหลักวิทยาศาสตร์หมด ถ้าเขาออกแบบไม่พอ มันก็จะฟ้องว่าออกแบบไม่พอ ถ้าเขาออกแบบพอ เราก็จะไปดูสาเหตุใหม่ว่า แล้วมันมีแรงอะไรที่ โห แสดงว่า ที่เราเคยคิดว่าเผื่อไว้เท่านี้พอ ต่อไปอาจจะต้องเพิ่มแล้ว อย่างนี้เป็นต้น" เขาระบุ

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สภาพความเสียหายของซากอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เขตจตุจักร ที่มีเคยมีความสูงราว 30 ชั้น หลังพังถล่ม โดยยังมีคนงานจำนวนมากที่ติดอยู่ภายใน

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุในการให้สัมภาษณ์ ช่วงเย็นวันที่ 28 มี.ค. ว่า อาคาร สตง. ที่ถล่มลงมานั้น นับเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว "รุนแรงมากที่สุด" ในกรุงเทพฯ ซึ่งนอกจากอาคารแห่งนี้ ยังได้รับรายงานเหตุนั่งร้านและเครนถล่ม ในอาคารที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกจุด พื้นที่ย่านวงศ์สว่าง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย นอกจากนั้นยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายรุนแรงกับอาคารแห่งอื่น ๆ

ขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุการพังถล่มของอาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้ มีเพียงแต่โพสต์บนเฟซบุ๊กของสำนักงานฯ ที่ระบุว่าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ "พร้อมตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดขึ้น และจะได้ชี้แจงให้ทุกท่านทราบโดยเร็วต่อไป"

บีบีซีไทย ติดต่อนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 มี.ค. เขาระบุเพียงสั้น ๆ ว่ากำลังประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี และให้รอฟังรายละเอียดจากการแถลงข่าวที่กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.)

ล่าสุด นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุในการแถลงข่าว เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 29 มี.ค. ระบุว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรุงเทพมหานคร และสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงอาคารที่ทำการ สตง. ที่ถล่มลงมา ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร โดยขอให้รายงานนายกรัฐมนตรีภายใน 1 สัปดาห์

อธิบดี ปภ. ยังยืนยันว่า เหตุการอาคารถล่มนี้ ถือเป็นผลกระทบที่รุนแรงที่สุดในประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ซึ่งรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ใน 57 จังหวัด โดย ปภ. ได้รับรายงานจำนวนผู้ประสบเหตุอาคาร สตง. ถล่ม มีทั้งสิ้น 96 คน ซึ่งพบว่าเสียชีวิตแล้ว 8 คน บาดเจ็บอีก 9 คน ส่วนที่เหลือยังคงสูญหาย

ขณะที่สื่อไทยหลายสำนัก รายงานอ้างอิงการให้ข้อมูลของ ศ.ดร. อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและนักวิจัยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตั้งข้อสังเกตการถล่มของอาคาร ว่ามีจุดที่พังทลายที่สำคัญ 3 จุด ได้แก่

  • เสาชลูดชั้นล่างหักที่บริเวณกลางเสา
  • รอยต่อระหว่างพื้นไร้คานกับเสาชั้นบนเฉือนขาดในแนวดิ่ง
  • การพังที่เกิดจากปล่องลิฟต์

เขาระบุในการให้ข้อมูลกับสำนักข่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สรุปว่า จุดเริ่มต้นการถล่มเกิดที่จุดใด และการถล่มดังกล่าวอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วยซึ่งต้องรอการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม อาคารดังกล่าวควรต้องออกแบบให้ต้านแผ่นดินไหวในระดับที่ไม่ควรถล่ม ตามกฎกระทรวงแผ่นดินไหว ปี 2550 และ 2564 จึงจำเป็นต้องตรวจสอบทุกปัจจัย ทั้งแบบ การก่อสร้าง รวมถึงคุณภาพวัสดุ ก่อนจะสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้

ด้าน นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้ความเห็นในกรณีนี้เช่นกัน โดยระบุถึงข้อสังเกตหลายจุดในโครงการ จากการที่องค์กรฯ ได้ร่วมสังเกตการณ์ด้วย จากการลงนามกับ สตง.ใน "โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)" ก่อนที่อาคารจะพังถล่ม

ข้อแรก เขาระบุถึงการอนุญาตให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เข้าไปสังเกตการณ์ในโครงการต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติรัฐจะอนุญาตให้เข้าไปสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนของการเขียนข้อกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) เพื่อป้องกันการล็อคสเปก การฮั้วประมูล และการตั้งงบประมาณสูงเกินจริง

แต่โครงการนี้ ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรฯ เพื่อได้ทำหน้าที่หลัง สตง. คัดเลือกผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน และมี TOR พร้อมแบบก่อสร้างแล้ว

นอกจากนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ยังพบว่าผู้รับเหมาโครงการดังกล่าวมีการหยุดงานเป็นช่วง ๆ ในช่วงแรก และเมื่อทำงานต่อก็ทำอย่างล่าช้ามาก ซึ่งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ทักท้วงมาโดยตลอด จนเมื่อเดือน ม.ค. 2568 สตง.แสดงท่าทีเตรียมยกเลิกสัญญาก่อสร้าง

เขาระบุต่อไปว่า ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ มีขอบข่ายหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารสัญญาก่อสร้างว่าถูกต้องตรงตามแบบก่อสร้างตามสัญญาหรือไม่ หากมีการแก้แบบ เพิ่มลดงานหรือวัสดุก่อสร้าง สตง. และผู้ควบคุมงานจะต้องแจ้งให้ผู้สังเกตการณ์ทราบ

ส่วนเรื่องการป้องกันการทุจริตต่าง ๆ เช่น การแก้แบบ เพิ่มลดงาน เปลี่ยนวัสดุก่อสร้าง หรือดึงงานล่าช้า เป็นความรับผิดชอบของ สตง.และบริษัทผู้ควบคุมการก่อสร้างที่ได้รับว่าจ้างเป็นผู้กำกับควบคุมผู้รับเหมาให้ก่อสร้างตามสัญญา

ข้อสงสัยจากฝ่ายการเมืองต่าง ๆ

.

ที่มาของภาพ, Chavalit Laohaudomphan/Facebook

คำบรรยายภาพ, พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ให้ความเห็นกรณีอาคาร สตง. ถล่ม

พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ภาพอาคาร สตง. ที่ถล่มผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเอง ระบุว่า เขาได้ไล่ดูคลิปของตึกที่ถล่ม มองว่าส่วนของอาคารที่ทรุดตัวก่อนส่วนอื่น คือส่วนที่เป็น "แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป" ที่เรียกว่า "พรีแคส"

อดีต สส. ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้นี้ มองว่าส่วนพรีแคสที่ทรุดตัวลงพร้อม ๆ กันทุกชั้น ดึงพื้นแต่ละชั้นที่ติดกันทั้งสองข้าง และส่วนอื่น ๆ ของทั้งอาคารในแต่ละชั้นเลื่อนตามลงมา ซึ่งเขามองว่าต้นตอของปัญหาที่ทำให้พรีแคสทรุดตัว มาจาก "เสาที่เป็นฐานราก" ใต้พรีแคส เกิดปัญหาขึ้นก่อน

อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่า นี่เป็น "ข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ได้พิสูจน์" พร้อมระบุว่าหากจะตรวจพิสูจน์สาเหตุการถล่มของอาคาร ควรมุ่งเป้าส่วนนี้ และหาตำแหน่งรอยแตกหัก เพื่อดูว่าฐานรากดังกล่าวเป็นไปตามสเปกที่กำหนดไว้หรือไม่

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระดมกำลังค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่ยังไม่มีรายงานสาเหตุการถล่มของอาคารอย่างชัดเจนจากทางการ

"ตึกไม่ได้อยู่บนดินนะครับ ตึกอยู่บนเสาเข็ม ดังนั้นกรณีของดินอ่อนนี่ไม่ใช่แน่นอน" ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ซึ่งเป็นอดีตนายกสภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย อธิบายกับสื่อขณะลงพื้นที่ตรวจสอบซากอาคารเมื่อวันที่ 29 มี.ค.

เขาร่างภาพบนกระดาษให้ผู้สื่อข่าวหลายสำนักดู พร้อมประเมินว่า ในการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ส่วนของลิฟต์ที่เขานับว่าเป็น "กระดูกสันหลังของตึก" น่าจะสร้างเสร็จแล้ว และเหลือเพียงส่วนประกอบด้านนอก

"ลิฟต์นี่ปกติแล้วเป็นกระดูกสันหลัง ท่านไปขึ้นลิฟต์เห็นไหมมันจะอยู่ตรงกลางตึก แล้วผนังลิฟต์ ปล่องลิฟต์มันจะใหญ่ มันเหมือนจะค้ำไว้ เป็นกระดูกสันหลังของตึกเลย ซึ่งทั้งคานทั้งเสานี่มันน่าจะเชื่อมกับกระดูกสันหลัง แต่สุดท้ายมันพังลงมา แล้วพังแบบนี้เลย" เขาอธิบาย

"ลักษณะการพังเนี่ย มันเหมือนระเบิดเลย เราบอกอะไรไม่ได้มากกว่านี้นะครับ เพราะมันต้องดูในการคำนวณ ไปเก็บตัวอย่าง มันเหมือนระเบิดลงมาเลยครับ และจากที่เราดูภาพสโลว์โมชั่น เสา [ที่รับน้ำหนักอาคาร] ตรงนี้ระเบิดทันที" อดีตวิศวกรผู้ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

เขาอ้างถึงเหตุการณ์อาคารถล่มที่เกิดขึ้นในไทย ที่ผ่านมาในอดีตเคยมีอาคารสูงประมาณ 6 ชั้นถล่ม เช่น เหตุโรงแรมรอยัลพลาซ่าถล่มที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อปี 2536 และเหตุอาคารถล่มเมื่อปี 2557 ที่ อ.คลองหก จ.ปทุมธานี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่อาคารสูงระดับ 30 ชั้นถล่มลงมาระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเขามองว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุ

"เราไม่ควรสันนิษฐานอะไรไปเกินกว่านี้ เพราะเราก็เป็นวิศวกรที่เราเห็นการพังทลายมาไม่น้อย มันเป็นเรื่องที่เราต้องดูตั้งแต่การออกแบบนะครับ ว่าทำไมออกแบบแบบนี้ เราต้องไปดูเรื่องการก่อสร้าง ตรงนี้ต้องใช้เวลา และต้องเก็บข้อมูลไปพร้อม ๆ กับการที่เราจะช่วยชีวิต ทำไม ถึงแม้เราไม่โทษใครและไม่ตำหนิใคร แต่นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย" ศ.ดร.สุชัชวีร์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า การที่อาคารถล่มลงมาระหว่างการก่อสร้าง ถือว่า "ผิดปกติ" ชัดเจน

"อยากจะบอกอย่างนี้นะครับว่า กฎหมายในเรื่องของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ของเราไม่ได้ล้าหลังนะครับ มีการพัฒนามาตั้งแต่ [ปี] 2522 หรือแม้แต่กฎกระทรวงมหาดไทย ก็ปรับเปลี่ยนจากปี 50 นะ มาปี 64-65 ได้ระบุเรื่องแผ่นดินไหวมาแล้ว แล้วท่านก็เห็นนะครับว่า ตึกอื่นปลอดภัย ถึงแม้ว่ามีรอยร้าวมีอะไร แต่ไม่พังทลาย ดังนั้นผมบอกเลยว่านี่คือผิดปกติ และพูดไม่ได้นะครับว่าตึกระหว่างการก่อสร้างจะพังลงมา ไม่ได้เด็ดขาด มันต้องปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์"

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำว่า ต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าเหตุใดอาคารดังกล่าวจึงพังถล่ม ก่อนที่จะโทษว่าเป็นความผิดของใคร แต่ทุกอย่างต้องมีคำตอบ พร้อมบอกว่าไม่อยากให้ไปเหมารวมว่าเป็นเพราะบริษัทต่างชาติที่เข้ามาร่วมก่อสร้าง เพราะที่ผ่านมาก็มีบริษัทต่างชาติเข้ามาก่อสร้างโครงการของรัฐและประสบความสำเร็จมากมาย

"ผมว่าบริษัทเองก็เสียใจ ที่จริงแล้วบริษัทต่างชาติที่มาทำโครงการใหญ่ ๆ จะประสบความสำเร็จก็มีมากมาย โครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน บริษัทต่างชาติที่ญี่ปุ่นและเยอรมนีก็มาช่วยไทย ทำให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นไม่อยากให้เหมารวม" ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว "เราจะไม่เหมารวมได้ เราต้องรู้สาเหตุ [ถ้า] มันมาจากการออกแบบ บางครั้งเราก็ไปโทษผู้รับเหมาไม่ได้ ถูกต้องไหม เราก็ต้องไปหาสาเหตุให้เจอ แต่ถ้าเกิดออกแบบถูก เราก็ต้องไปดูว่าการก่อสร้างนั้นมันมีอะไรผิด มันต้องศึกษา" เขากล่าวสรุป

บริษัทควบคุมงานก่อสร้างชี้แจงอย่างไร ?

โครงการก่อสร้างที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่นี้ นอกจากจะว่าจ้าง "กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี" ก่อสร้างด้วยงบประมาณ 2,136 ล้านบาท แล้ว ยังมีการว่าจ้างผู้ให้บริการควบคุมงานจ้างก่อสร้าง คือ "กิจการร่วมค้า พีเคดับเบิ้ลยู" (PKW) ซึ่งประกอบด้วยบริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท ว. และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด, และบริษัท เคพี คอนซัลแทนท์ จำกัด เป็นผู้ชนะการยื่นข้อเสนองานจ้างควบคุมงาน ด้วยวงเงิน 74.65 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้เพจเฟซบุ๊ก "PN Synchronize Co.,Ltd." (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด) เคยโพสต์ความคืบหน้าโครงการดังกล่าวอยู่เรื่อย ๆ ในช่วงปี 2564 – 2568 โดยโพสต์ล่าสุด เมื่อ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบุว่าโครงการก่อสร้างมีความคืบหน้า 37%

.
คำบรรยายภาพ, เพจเฟซบุ๊ก "PN Synchronize Co.,Ltd." เพิ่งโพสต์ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา ก่อนที่โพสต์นี้จะหายไปในคืนวันเดียวกับที่อาคารถล่ม พร้อมกับโพสต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว บีบีซีไทยพบว่าเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง. ออกจากเพจเฟซบุ๊กของตนเองทั้งหมด เหลือเพียงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารอื่น ๆ

บีบีซีไทย โทรศัพท์ติดต่อไปยังเบอร์กลางของ บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด เพื่อสอบถามสาเหตุของอาคารถล่มดังกล่าว โดยปลายสายระบุว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากกรรมการผู้จัดการบริษัทได้แต่งตั้งกลุ่มบริษัท PKW ร่วมกันควบคุมงาน

เมื่อสอบถามกรณีที่เพจเฟซบุ๊กของทางบริษัทเคยโพสต์อัพเดตความคืบหน้าในการก่อสร้างอาคารดังกล่าวอยู่เรื่อย ๆ ปลายสายระบุว่า บริษัทฯ "ยังไม่ได้เกี่ยวข้องในส่วนของอาคารเท่าไหร่" ส่วนจะเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ขอให้ทางกรรมการผู้จัดการเข้ามาที่บริษัทฯ ก่อน จึงจะสามารถให้คำตอบได้

กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี มีประวัติเป็นอย่างไร ?

.
คำบรรยายภาพ, ภาพกลุ่มชายถือป้ายภาษาจีนและไทยหน้าอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่กำลังก่อสร้าง ที่เว็บไซต์จีนเผยแพร่ เมื่อ เม.ย. 2567

กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ประกอบด้วย "บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)" และ "บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด"

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้าง "ที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่" ที่ถล่มลงมานั้น เคยเกิดอุบัติเหตุเครนก่อสร้างพังถล่มมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อ 27 ก.พ. 2566 จนคนงานเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 2 คน

นอกจากโครงการดังกล่าว ในห้วงเวลาที่ผ่านมา "บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)" เจอมรสุมหลายประการ เช่น เมื่อกลางเดือน มี.ค. ที่โครงการก่อสร้างทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก สัญญาที่ 3 ทรุดตัวลงบริเวณหน้าด่านฯ ดาวคะนอง ก็ปรากฏชื่อของบริษัทฯ อยู่ในกลุ่มกิจการร่วมค้าด้วย

และย้อนไปในห้วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ก็มีรายงานว่าบริษัทฯ ประสบปัญหา "ขาดสภาพคล่องทางการเงิน" ทำให้จ่ายเงินเดือนพนักงานไม่ครบถ้วน ซึ่งแถลงการณ์ของบริษัทฯ ในขณะนั้นยอมรับว่า ต้อง "ขอกู้ยืมเงินจากธนาคารเพิ่มเติมเพื่อนำเงินมาบริหารกิจการ" แต่ก็ได้ยืนยันว่า สถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 2-3 เดือน

ขณะที่ข้อมูลของ "บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด" พบว่ามีเว็บไซต์จีนเคยเผยแพร่ภาพผลงานของบริษัทดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 2567 โดยปรากฏภาพกลุ่มชายถือป้ายภาษาจีนและไทยหน้าอาคารที่กำลังก่อสร้าง ระบุว่า "พิธีเฉลิมฉลองสิ้นสุดงานโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่)" โดยมีป้ายสีแดงที่ติดบนตัวอาคารเป็นพื้นหลัง ระบุว่า "พิธีฉลองสิ้นสุดงานโครงสร้าง"

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากสื่อหลายสำนักว่า บริษัทฯ ไล่ลบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารดังกล่าวออก ภายหลังเกิดเหตุถล่ม

นอกจากนี้ เมื่อปี 2564 - 2566 เคยมีรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างบริษัทฯ กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ในโครงการประกวดราคาจ้างโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 3-1 งานโยธาสำหรับช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า อยู่ในชั้นศาลด้วย

โดยจากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัทนี้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2561 ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ระบุประเภทธุรกิจเป็นการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย โดยมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการบริการด้านการทรัพยากรมนุษย์และรับเหมาก่อสร้างอาคาร อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย สถานที่ทำการ ทางรถไฟ ทางรถสาธารณะ ทางรถไฟฟ้าใต้ดิน

สตง.แจง ดำเนินโครงการชอบด้วยกฎหมาย

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในช่วงบ่ายของวันที่ 30 มี.ค. แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมระบุว่าจะเร่ง "ตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไข พร้อมชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว"

ในแถลงการณ์ดังกล่าว สตง. ได้ชี้แจงกระบวนการดำเนินโครงการก่อสร้าง โดยระบุรายชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องในแต่ละกระบวนการ และวงเงินที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน ประกอบด้วย

  • การออกแบบอาคาร:บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ใช้วงเงิน 73 ล้านบาท
  • การก่อสร้างอาคาร: กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดด้วยวงเงิน 2,136 ล้านบาท โดย "ได้ดำเนินการเบิกจ่ายมาแล้วทั้งสิ้น 22 งวด เป็นจำนวนเงินที่เบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 966.80 ล้านบาท"
  • การควบคุมงานก่อสร้าง:กิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท ว. และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ จำกัด) ชนะการยื่นข้อเสนองานด้วยวงเงิน 74.65 ล้านบาท

โดย สตง. ยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการก่อสร้างให้ถูกต้องตามรูปแบบรายการและข้อกำหนดในสัญญา และเป็นไปตามกฎหมาย โดยมีการพิจารณากรณีที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 รวมถึงกฎกระทรวงและประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งสัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าวมีการประกันภัยครอบคลุมวงเงินทั้งหมดของสัญญา

แถลงการณ์ดังกล่าว ยังปฏิเสธข่าวการปรับแก้ไขแบบโครงสร้างให้มีขนาดเล็กลง ระบุว่า "เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน" โดย สตง. ยืนยันขนาดของเสาอาคารเป็นไปตามที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้ ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง และ สตง.ติดตามตรวจสอบระหว่างการก่อสร้างอยู่เสมอ

แถลงการณ์ของ สตง. ระบุด้วยว่า ในการดำเนินการโครงการก่อสร้างดังกล่าว สตง. ได้ยึดหลักความสุจริต คุ้มค่า โปร่งใส ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

"สตง. ได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างโดยมีการเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอน มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน ตลอดจนกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการยื่นข้อเสนอ... จนกระทั่งได้ผู้ชนะการประกวดราคาด้วยวงเงิน 2,136 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับราคากลางงานก่อสร้าง จำนวน 2,522.15 ล้านบาท (คิดเป็นจำนวนเงินที่ต่ำกว่า ราคากลางทั้งสิ้น 386.15 ล้านบาท"

แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุต่อไปอีกว่า "สตง. ได้แสดงเจตนารมณ์ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยร่วมกับองค์รต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อีกทั้งยังได้ร่วมกับกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ผู้ประกอบการ) จัดพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรมความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564"