องค์การอนามัยโลก หาทางคุมบริษัทนมผง ที่ส่งเสริมการขายทางออนไลน์ แนะในช่วง 6 เดือนแรก ทารกควรทานนมแม่อย่างเดียว

A woman with her baby having a bottle

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรให้ทารกกินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หากเป็นไปได้
    • Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

หากคุณคือคุณแม่ที่กำลังหาข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วยความไม่แน่ใจว่าควรจะให้นมลูกต่อไปหรือไม่ เมื่อลูกน้อยกำลังอายุใกล้ 6 เดือน และได้เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์เกี่ยวกับเด็กจนพบกับอินฟลูเอนเซอร์ (influencer) หรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด แต่ก่อนที่จะรู้ตัว คุณอาจตกเป็นเป้าหมายของโพสต์ที่มี่เนื้อหาเกี่ยวกับนมผงเด็กแล้วก็ได้

องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า “สารทดแทนนมแม่” หรือที่เรียกกันอีกในชื่อหนึ่งว่า “นมผงสำหรับทารก” กำลังถูกใช้ในการรณรงค์เพื่อการตลาดในลักษณะ “แสวงหาผลประโยชน์”

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าทารกควรรับประทานนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ควรให้การสนับสนุนด้านสุขภาพและสังคมที่จำเป็นเพื่อให้คุณแม่มือใหม่สามารถให้นมลูกเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกได้ และหลังจากพ้นช่วงเวลา 6 เดือนดังกล่าวไปแล้ว ก็สามารถให้นมวัว นมแพะ หรือนมอื่น ๆ แก่ทารกได้

องค์การอนามัยโลกได้พยายามรณรงค์เพื่อเพิ่มสัดส่วนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนคุณแม่ทั่วโลกที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ที่ 44%

ในปี 1981 องค์การอนามัยโลกได้รออกหลักปฏิบัติใหม่เพื่อควบคุมอุตสาหกรรมนมผงเด็ก หลังจากมีรายงานในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ระบุถึงปัญหาการขาดสารอาหารในทารกซึ่งถูกเลี้ยงด้วยนมผงในประเทศกำลังพัฒนา

มีเพียงนมผงสำหรับทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนและยาสูบเท่านั้น ที่มีแนวทางปฏิบัติสากลเพื่อป้องกันการทำการตลาดกับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม มีเพียง 32 ประเทศเท่านั้นที่นำหลักปฏิบัติโดยองค์การอนามัยโลกนี้ไปออกเป็นกฎหมาย

คณะกรรมการบริหารขององค์การอนามัยโลกจะประชุมกันที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 22-27 ม.ค.นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางควบคุมการทำการตลาดในโลกดิจิทัล

แต่องค์การอนามัยโลกก็กำลังเผชิญแรงต่อต้านอย่างหนัก จากอุตสาหกรรมนมผงเด็กที่มีมูลค่ากว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นประมาณ 1.75 ล้านล้านบาทต่อปี)

“ลูกของฉันจะได้รับนมไม่เพียงพอ”

Three women breastfeed their babies during World Breastfeeding Week in the central square of Albacete, Castilla-La Mancha, Spain on 21 October 2023

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีหลากหลายแคมเปญระดับโลกที่รณรงค์การให้นมบุตรด้วยนมแม่

ทิพย์ (นามสมมติ) คุณแม่มือใหม่จากประเทศไทย บอกว่า เธอมักเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์นมผงเด็กบนสื่อสังคมออนไลน์อยู่บ่อย ๆ ซึ่งหลายบริษัทใช้ดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์

ทิพย์ให้ลูกรับประทานนมผงมาตั้งแต่เกิดในโรงพยาบาล ด้วยความกังวลว่าตนเองอาจมีน้ำนมไม่เพียงพอ แม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม ตอนนี้ลูกของเธอมีอายุ 3 เดือนแล้ว และเธอยังคงซื้อนมสูตรเดิมซึ่งมีราคาประมาณ 1,500 บาท ทุกเดือน

“ฉันเลือกนมยี่ห้อเดิมที่โรงพยาบาลเอามาให้ลูกกินตอนแรก และเขาก็ไม่มีอาการแพ้หรือปฏิกิริยาที่ไม่ดีอะไร” ทิพย์ อธิบาย

ปัจจุบัน เธอให้ลูกชายดื่มทั้งนมแม่และนมผงเด็กสูตรพิเศษทุกมื้อ “ฉันกังวลว่าลูกจะไม่ได้รับนมที่เพียงพอ ดังนั้นเลยให้กินทั้งสองอย่าง”

ทิพย์บอกกับบีบีซีว่า โฆษณาที่เธอเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเธอในอนาคต “ฉันจดจำโฆษณาที่เห็นบนฟีด (feed) ได้แล้ว และนั่นอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในอนาคต หากต้องเปลี่ยนจากนมผงสูตรสำหรับทารกไปเป็นนมผงสูตรเด็กสำหรับวัยหัดเดิน”

ใครต้องรับผิดชอบ

องค์การอนามัยโลกบอกว่าบริษัทนมผงเด็กกำลังใช้กลยุทธ์ทางการตลาดซึ่งโดยทั่วไปไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการโฆษณา

กลยุทธ์เหล่านี้ก็เช่น โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ การสตรีมวิดีโอ เกม พอดแคสต์ ดาร์คโพสต์ (Dark post คือ โพสต์ของบริษัทที่กำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้ผ่านช่องทางอื่น โดยไม่ใช้ช่องทางสังคมออนไลน์ของบริษัท) การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ และการสร้างกลุ่มออนไลน์เกี่ยวกับเด็กทารก

องค์การอนามัยโลกได้เผยแพร่แนวปฏิบัติในเดือน พ.ย. 2023 ซึ่งมีคำแนะนำว่าจะโต้กลับกิจกรรมออนไลน์เหล่านี้อย่างไร

แนวปฏิบัติดังกล่าวขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา ผู้เผยแพร่ และผู้แพร่กระจายเนื้อหาที่ส่งเสริมการใช้ “สารทดแทนนมแม่” ควรต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตน

องค์การอนามัยโลกยังแนะนำด้วยว่า รัฐบาลควรกลั่นกรอง ปิดกั้น ควบคุม หรือลบเนื้อหาการตลาดดังกล่าวทันที

คณะกรรมการบริหารขององค์การอนามัยโลก จะพิจารณารายงานในการประชุมเดือน ม.ค. นี้ เพื่อดูว่าจะเสริมสร้างความเข้มแข็งในเรื่องนี้ได้อย่างไร

แต่ในตอนนี้ยังไม่มีการริเริ่มกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวขององค์การอนามัยโลก แม้ว่าบางประเทศจะสนับสนุนแนวปฏิบัตินี้ก็ตาม

นมสูตรสำหรับเด็กวัยหัดเดิน

This photo taken on 5 August 2020 shows Chao Anya feeding her child at their home in Shanghai

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยูนิเซฟระบุว่า การอนุญาตให้ลาคลอดบุตรได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ และสถานที่ทำงานซึ่งไม่เป็นมิตรต่อแม่ที่กำลังให้นมบุตร ส่งผลให้มีผู้หญิงชาวจีนเพียง 28% เท่านั้นที่ให้นมลูกได้

เมื่อทารกอายุครบ 6 เดือน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าพวกเขาสามารถเริ่มรับประทานอาหารแข็งได้ ขณะที่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถทำได้ถึงอายุ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แม่หลายคนหยุดให้นมลูกเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าว และตกเป็นเป้าของการโฆษณาหรือการตลาดที่แนะนำว่าพวกเขาควรให้ “นมสูตรสำหรับเด็กวัยหัดเดิน” แก่เด็ก

ในเดือน ต.ค. 2023 สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Paediatrics: AAP) เผยแพร่รายงานวิจัยทางคลินิกที่ระบุว่า ไม่มีข้อได้เปรียบทางโภชนาการสำหรับนมสูตรสำหรับเด็กวัยหัดเดิน ซึ่งใช้ในเด็กอายุมากกว่า 12 เดือนขึ้นได้

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกากล่าวว่า ผู้ปกครองสามารถ “อ่านซ้ำให้แน่ใจ” เมื่อพบข้อความบนฉลากที่อ้างว่า “การพัฒนาสมองดีขึ้น” หรือ “การทำงานของภูมิคุ้มกันดีขึ้น” สำหรับเด็กกลุ่มอายุเหล่านี้

นอกจากความสับสนดังกล่าวแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังโปรโมตสินค้าข้ามกลุ่มร่วมกับนมผงสูตรสำหรับเด็กทารกด้วย ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์เป็นยี่ห้อเดียวกัน และมีบรรจุภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน

“ข้อความโฆษณาซึ่งวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ว่าเป็นขั้นต่อไปสำหรับเด็กวัยหัดเดิน อาจทำให้เกิดความสับสน และกีดกันการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือแทนที่การใช้นมผงสูตรสำหรับทารก” สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา เตือน

คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาไม่ได้ควบคุมนมผงสูตรสำหรับเด็กวัยหัดเดิน ซึ่งแตกต่างจากนมผงสูตรสำหรับเด็กทารก ทำให้ไม่มีคำสั่งจากรัฐบาลกลางว่าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางโภชนาการอะไรบ้าง

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกายังกล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ “นมสูตรสำหรับเด็กวัยหัดเดิน” ควรติดฉลากว่าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่นมผงสำหรับเด็ก และไม่ควรวางเคียงข้างนมผงสูตรสำหรับเด็กทารกเมื่ออยู่บนชั้นวางในร้านจำหน่าย

กลยุทธ์ทางการตลาด

เมื่อปีที่แล้ว วารสารทางการแพทย์ Lancet ของอังกฤษ ได้ตีพิมพ์รายงานที่วิพากษ์วิจารณ์กลยุทธ์การตลาดระหว่างประเทศซึ่งพุ่งเป้าไปที่ผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย โดยกลยุทธ์นี้ถูกใช้โดยบริษัทผู้ผลิตนมผงเด็กเชิงพาณิชย์

รายงานดังกล่าวอ้างถึงฉลากผลิตภัณฑ์นมสูตรสำหรับเด็กหลายอันในประเทศต่าง ๆ รวมถึง Enfamil และ Aptamil ยกตัวอย่างเช่น Enfamil Neuro Pro ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทอาหารข้ามชาติสัญชาติอังกฤษ-ดัตช์ ซึ่งอ้างว่า “เสริมสร้างสมอง”

A Kenyan woman breastfeeds her child as she waits in line to vote during the general elections which took place on 9 August 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในปี 1981 องค์การอนามัยโลกนำกฎโดยสมัครใจมาใช้เป็นครั้งแรกเพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ ห้ามโฆษณานมผงสำหรับทารก หลังจากมีการหยิบยกข้อกังวลเกี่ยวกับการโฆษณาอย่างเข้มข้นในประเทศกำลังพัฒนาขึ้นมา

ดร.เซซิลา โทโมริ รองศาสตราจารย์ประจำโรงเรียนพยาบาลจอห์น ฮอปกินส์ หนึ่งในผู้เขียนรายงานเรื่องนี้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า การอวดอ้างดังกล่าวทำให้พ่อแม่เชื่อว่าส่วนผสมในนมผงสูตรสำหรับเด็กจะช่วยเสริมสร้างการพัฒนาสมอง กระตุ้นการเรียนรู้และสติปัญญา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ชี้ให้เห็นว่าการใช้คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ในโฆษณาได้สร้างความประทับใจแบบผิด ๆ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนมาสนับสนุนคำกล่าวอ้างเหล่านี้

“คำกล่าวอ้างบางส่วนเป็นคำพูด บ้างก็เป็นภาพ ที่บ่งบอกว่าทารกจะเติบโตเป็นคนฉลาดมาก ๆ หรือบอกเป็นนัยว่าทารกจะกลายเป็นอัจฉริยะ ข้อความมักจะเขียนบางอย่างเกี่ยวกับไอคิว การเสริมสร้างสมอง หรือคำกล่าวอ้างอื่น ๆ ที่คล้ายกัน” ดร.โทโมริ กล่าว

ในตัวอย่างอื่น ๆ ที่อ้างถึงในรายงานของ Lancet ยังทำให้เห็นว่ามีบางโฆษณาที่อ้างว่านมผงดังกล่าวสามารถบรรเทา “ความงอแง ร้องไห้ เรอ หรือการถ่มน้ำลาย” ได้

ซึ่ง ดร.โทโมริ บอกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมปกติของทารก

Danone บริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ผลิต Aptamil บอกกับบีบีซีว่า บริษัทใช้เวลานานกว่า 50 ปีในการค้นคว้านมผงสูตรสำหรับเด็กและทารก ก่อนที่จะมีข้อความทางการตลาดที่สำคัญเกี่ยวกับ “สูตรตามหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก”

“เราปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด ควบคู่ไปกับนโยบายการตลาดชั้นนำระดับโลกสำหรับการอวดอ้างที่เกี่ยวกับสุขภาพและการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของเรา เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการตลาดของเรามีมาตรฐานและมีความรับผิดชอบ” Danone กล่าวในแถลงการณ์

Reckitt ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ ไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ แต่ได้แนะนำให้บีบีซีไปสอบถาม International Special Dietary Foods Industries หรือ ISDI ซึ่งเป็นตัวแทนองค์กรการค้าของอุตสาหกรรมนี้

ISDI บอกกับบีบีซีว่าการสื่อสารในอุตสาหกรรมทั้งหมด ทั้งต่อผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ ล้วนได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดและเป็นวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเป็นข้อเท็จจริง การอวดอ้างด้านสุขภาพและโภชนาการที่บริษัทสมาชิกจัดทำนั้น ขึ้นอยู่กับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจ และสอดคล้องกับกฎระเบียบในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ รวมถึงระดับระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์