โลกดึกดำบรรพ์ยุคไดโนเสาร์ ดึงดูดใจเอเลียนมากกว่าสมัยนี้

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
หากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวมีอยู่จริง และกำลังค้นหาเพื่อนร่วมจักรวาลอยู่ เหมือนกับที่มนุษย์โลกกำลังพยายามมองหามนุษย์ต่างดาวหรือเอเลียนอยู่ในทุกวันนี้ โอกาสที่กล้องโทรทรรศน์หรือยานสำรวจอวกาศของพวกเขาจะตรวจจับดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตได้ มีอยู่แค่ไหนกันแน่ ?
ล่าสุดงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร MNRAS ของราชสมาคมดาราศาสตร์อังกฤษ ได้ตอบคำถามดังกล่าวโดยระบุว่า หากมีเอเลียนที่ค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอื่นจริง สภาพแวดล้อมของโลกเราในปัจจุบันจะไม่ส่งสัญญาณบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers) ที่โดดเด่นสะดุดตามากนัก ต่างจากยุคดึกดำบรรพ์ในตอนที่ไดโนเสาร์ยังครองโลกอยู่ เพราะขณะนั้นโลกเต็มไปด้วยสัญญาณชีพที่จะดึงดูดความสนใจจากเอเลียนได้เป็นอย่างดีทีเดียว
ทีมนักชีวดาราศาสตร์หญิงจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลของสหรัฐฯ ประกอบด้วยดร.รีเบกกา เพย์น และดร.ลิซา คาลเทนเนกเกอร์ ได้สร้างแบบจำลองของประวัติความเป็นมาทางธรรมชาติวิทยาในช่วงบรมยุคฟาเนอโรโซอิก (Phanerozoic Eon) ซึ่งก็คือประวัติศาสตร์ของสิ่งแวดล้อมโลกตลอดช่วง 540 ล้านปีที่ผ่านมานั่นเอง เพื่อตรวจสอบดูว่าสัญญาณบ่งชี้ทางชีวภาพที่สำคัญของโลก มีความเปลี่ยนแปลงขึ้นลงหรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดบ้างในอดีต
มีการนำข้อมูลทางธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยามาคำนวณด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ จนพบว่ามีสัญญาณของคู่สารอินทรีย์ที่น่าสนใจ 2 คู่ ปรากฏขึ้นมาอย่างโดดเด่นชัดเจนในช่วง 100-300 ล้านปีที่แล้ว ได้แก่คู่ของออกซิเจนกับมีเทน (O2 / CH4) และคู่ของโอโซนกับมีเทน (O3 / CH4) ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วปริมาณออกซิเจนและมีเทนที่มากมายมหาศาลในยุคนั้น มาจากการแผ่ขยายตัวของป่าไม้จนปกคลุมพื้นที่กว้างบนโลกมากขึ้น รวมทั้งพืชได้ปลดปล่อยออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นด้วย

ที่มาของภาพ, CARL SAGAN INSTITUTE
หากมีอารยธรรมของเอเลียนที่ใช้กล้องโทรทรรศน์สำรวจดวงดาวแบบเดียวกับที่มนุษย์ใช้ อุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถตรวจจับสัญญาณของออกซิเจนและมีเทน ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่มาจากสิ่งมีชีวิตบนโลกได้อย่างง่ายดาย โดยการวิเคราะห์สเปกตรัมของแสงขณะโลกเคลื่อนผ่านตัดหน้าดวงอาทิตย์ในปรากฏการณ์ทรานซิต (transit) จะชี้ให้เอเลียนเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สิ่งมีชีวิตจำนวนมากจะอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้
อย่างไรก็ตาม สัญญาณของออกซิเจน, โอโซน, และมีเทน ในช่วงบรมยุคฟาเนอโรโซอิก พุ่งขึ้นสูงสุดในยุคที่ไดโนเสาร์ครองโลกหรือยุคจูราสสิก (Jurassic) ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง ซึ่งหมายความว่าเอเลียนในยุคดึกดำบรรพ์มีโอกาสที่จะค้นพบโลกของเราในตอนนั้น มากกว่าเอเลียนที่กำลังค้นหาเพื่อนร่วมจักรวาลอยู่ในปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศโลก โดยนอกจากความหนาแน่นของพืชหรือป่าไม้บนแผ่นดินแล้ว ยังรวมถึงปริมาณของสิ่งมีชีวิตที่ผลิตออกซิเจนในมหาสมุทร และแบบแผนของสภาพอากาศในแต่ละยุคสมัยด้วย ซึ่งตลอดช่วง 400 ล้านปีที่ผ่านมา ปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศโลกอยู่ที่ 16-35% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมกำลังดีกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต
ดร.เพย์น บอกว่า “ช่วงเวลาของบรมยุคฟาเนอโรโซอิก คิดเป็นเพียง 12% ของประวัติความเป็นมาทางธรรมชาติของโลกใบนี้เท่านั้น แต่ก็เป็นช่วงเวลาเกือบทั้งหมดที่สิ่งมีชีวิตแบบซับซ้อนได้อุบัติขึ้นบนโลก นอกเหนือไปจากจุลชีพและฟองน้ำ”
ส่วนดร.คาลเทนเนกเกอร์ บอกว่า “หวังว่าผลการศึกษาของเราจะช่วยให้มนุษย์สามารถมองหาและค้นพบโลกอื่น ซึ่งมีปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศสูง และอาจจะเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่และซับซ้อน เหมือนกับไดโนเสาร์ในยุคจูราสสิกก็เป็นได้”











