เหตุใดกอริลลาอาจกุมกุญแจสู่การค้นพบยาใหม่ ๆ ของมนุษย์

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เฮเลน บริกส์
- Role, ผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อม
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ากอริลลาที่รักษาตัวเองได้อาจถือกุญแจสำคัญในการค้นพบยารักษาในอนาคต
นักวิจัยในประเทศกาบองได้ศึกษาเกี่ยวกับพืชเขตร้อนที่กอริลลาป่าในธรรมชาติกินเป็นอาหาร ซึ่งเป็นพืชที่มนุษย์ในท้องถิ่นใช้ในการรักษาด้วย โดยพบพืช 4 ชนิดที่มีสรรพคุณทางยา
การศึกษาทางห้องปฏิบัติการพบว่า พืชเหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านจุลชีพในปริมาณสูง
หนึ่งในพืชดังกล่าวมีแนวโน้มในการต่อสู้กับเชื้อดื้อยาได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ลิงใหญ่เป็นที่รู้จักกันดีว่าสามารถรักษาบำบัดความเจ็บป่วยตัวเองได้โดยการเลือกพืชที่มีสรรพคุณทางการรักษา
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับอุรังอุตังที่ได้รับบาดเจ็บและใช้พืชบดในการรักษาบาดแผล
ในงานวิจัยล่าสุด นักพฤกษศาสตร์ได้บันทึกพืชที่กอริลลาตะวันตกกินในอุทยานแห่งชาติมูคาลาบา-โตดู (Moukalaba-Doudou) ของกาบอง
พวกเขาได้เลือกต้นไม้ 4 ชนิดที่น่าจะมีประโยชน์โดยอิงจากการสัมภาษณ์กับหมอพื้นบ้าน ได้แก่ ต้นงิ้วป่า ต้นมัลเบอร์รียักษ์สีเหลือง ไม้สักแอฟริกา และต้นมะเดื่อ
นักวิจัยพบว่าเปลือกของต้นไม้เหล่านี้ซึ่งถูกใช้ในยาพื้นบ้านเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ ตั้งแต่ปัญหากระเพาะอาหารจนถึงภาวะมีบุตรยาก มีสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางยา เช่น ฟีนอลและฟลาโวนอยด์

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิจัยกล่าวว่าพืชทั้ง 4 ชนิดแสดงฤทธิ์ต้านแบคทีเรียต่อเชื้อที่ดื้อยาหลายขนานชนิดหนึ่ง ได้แก่ เชื้ออีโคไล
โดยเฉพาะต้นงิ้วป่า ที่พบว่าได้แสดง "ฤทธิ์ที่โดดเด่น" ต่อเชื้อแบคทีเรียทุกสายพันธุ์ที่ทดสอบ
"สิ่งนี้บ่งบอกว่ากอริลลาวิวัฒนาการมาเพื่อกินพืชที่เป็นประโยชน์ต่อพวกมัน และเน้นให้เห็นถึงช่องว่างความรู้ที่มีอยู่มากในป่าฝนแอฟริกากลาง" ดร.โจแอนนา เซตเชลล์ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดอแรม สหราชอาณาจักร ซึ่งทำงานวิจัยนี้ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวกาบอง กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
กาบองมีผืนป่าขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่า ลิงชิมแปนซี และกอริลลา รวมถึงพืชจำนวนมากที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จัก
การลักลอบล่าสัตว์และโรคภัยได้ทำให้จำนวนกอริลลาตะวันตกในธรรมชาติลดลงอย่างมาก
พวกมันถูกจัดให้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤตในบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)
งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE











