กรณ์-สุวัจน์ ประกาศจับมือการเมือง สู้ศึกเลือกตั้ง 66 ในนามพรรคชาติพัฒนา
หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายกรณ์ จาติกวณิช เตรียมทิ้งพรรคกล้าที่เขามีส่วนร่วมในการจัดตั้งขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อเข้าร่วมเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ด้านประธานพรรค ชพน. ยังไม่ขอเปิดจำนวนที่นั่งเป้าหมายในศึกเลือกตั้ง 2566 แต่หวังกลับมาเป็นพรรคใหญ่อีกครั้ง
การประกาศจับมือทางการเมืองของ 2 แกนนำพรรคเกิดขึ้นที่บ้านพักย่านราชวิถีของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค ชพน. ซึ่งเป็นที่รับรู้กันในหมู่นักเลือกตั้งและสื่อมวลชนว่าบ้านหลังนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เจรจาทางการเมืองมายาวนาน อีกทั้งยังใช้ประชุมพรรค และ “แสดงพลัง” ของเจ้าของบ้านในจังหวะสำคัญ ๆ ทางการเมือง
การเลือกตั้งทั่วไปคาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าเดือน มี.ค. 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันครบวาระ
ในระหว่างการแถลงข่าว นายสุวัจน์ได้ร่ายปัญหาเศรษฐกิจที่เขาให้คำจำกัดความไว้ว่า “วิกฤตที่สุด” ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสถานการณ์สงคราม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จึงจำเป็นที่ ชพน. ต้องดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ และมี “มืออาชีพ” เข้ามาทำงาน
“พรรคชาติพัฒนาอยากเรียนเชิญท่านกรณ์มาจับมือกัน มารวมพลังกัน มาร่วมทำงานกับเรา มาแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของของประเทศในวันนี้” นายสุวัจน์ส่งเทียบเชิญหัวหน้าพรรคกล้าให้เข้าร่วมงานกับพรรคของเขา และย้ำว่า “ไม่ใช่การรวมพรรค สถานะของสองพรรคก็ยังเหมือนเดิม”
ประธานพรรค ชพน. ยังแสดงความมั่นใจด้วยว่า นี่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวทางการเมือง โดยเป็นการผสมผสานความเป็นมืออาชีพทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองเข้าไว้ด้วยกัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้เขายังไม่ปิดกั้นการแสวงหาพันธมิตรการเมืองเพิ่มเติม หลังสื่อมวลชนถามว่ามีโอกาสเห็นการจับมือรวมพลังกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) หรือไม่ โดยนายสุวัจน์ยิ้มรับคำถาม ก่อนกล่าวว่า วันนี้การเมืองต้องหันหน้าเข้าหากัน “วันนี้ผมขอเริ่มต้นที่ท่านกรณ์ก่อน ส่วนท่านอื่นยังไปตอบแทนไม่ได้”
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า หลีกเลี่ยงจะตอบคำถามถึงรูปแบบความร่วมมือทางการเมือง โดยให้เหตุผลว่าต้องระมัดระวังการให้รายละเอียด เพราะมีขั้นตอนทางกฎหมายที่เขาต้องดำเนินการ แต่ยืนยันว่า “ผมกับพี่สุวัจน์ร่วมมือกัน 100%” และ “วันนี้มาในนามนายกรณ์ จาติกวณิช” ไม่ใช่ในนามหัวหน้าพรรค
จุดแข็ง สุวัจน์-กรณ์ ผ่านสายตาพันธมิตรใหม่ทางการเมือง
แกนนำทั้ง 2 พรรคผ่านการหารือนอกรอบมาระยะหนึ่ง ก่อนเปิดหน้า-เปิดตัวเป็น “พันธมิตรใหม่ทางการเมือง” อย่างเป็นทางการในวันนี้ (2 ก.ย.)
นายสุวัจน์ วัย 67 ปี สั่งสมประสบการณ์การเมืองมานาน 35 ปี เรียกนายกรณ์ว่า “ท่าน” ทุกคำ
ขณะที่นายกรณ์ วัย 58 ปี เข้าสู่สนามการเมืองเมื่อ 17 ปีก่อน เรียกนายสุวัจน์ว่า “พี่” ทุกครั้งในระหว่างตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน
นี่คือ “จุดแข็ง” ที่ต่างฝ่ายต่างมองเห็นกันและหยอดคำหวานใส่กันกลางวงแถลงข่าว
นายสุวัจน์มองว่า นายกรณ์เป็นผู้มีประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ เคยทำงานทั้งด้านการเงิน การคลัง ผ่านการเป็น รมว.คลัง เมื่อปี 2551-2554 ในช่วงที่เกิด “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” และได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์การเป็น ส.ส. ในพื้นที่ที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งยังเป็น “นักเรียนนอก” จบด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร
ส่วนในสายตาของหัวหน้าพรรคกล้า เห็นนายสุวัจน์ “ยึดหลักปฏิบัตินิยมในชีวิตมาตลอด” ไม่ว่าในฐานะนักการเมือง หรือนักธุรกิจ ไม่พูดมาก แต่ลงมือทำ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้ในช่วงที่เขาเป็น “ขุนคลัง” ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีโอกาสทำงานร่วมกับ ชพน. ที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน จึงเห็นว่ามีปรัชญาทางการเมืองใกล้กัน นั่นคือ หลักปฏิบัตินิยม
ชาติพัฒนากับความเปลี่ยนแปลงหลังรัฐประหาร 3 ยุค
พรรคชาติพัฒนาแจ้งเกิดและเกิดความเปลี่ยนแปลงภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 3 ครั้งหลังสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หลังรัฐประหารปี 2534 ซึ่งตามมาด้วยเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ปี 2535 พรรคปวงชนชาวไทย เปลี่ยนชื่อเป็น ชพน.
พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ขึ้นเป็นหัวหน้า ชพน. คนแรก และนำพรรคขึ้นสู่จุดรุ่งเรืองสูงสุดในฐานะ "พรรคอันดับ 3" หิ้ว ส.ส. เข้าสภาได้ 60 ชีวิตในการเลือกตั้ง ก.ย. 2535
ก่อนที่อีก 12 ปีต่อมา สุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้า ชพน. คนที่ 3 จะประกาศยุบพรรคไปควบรวมกับพรรคไทยรักไทย (ทรท.)
หลังรัฐประหารปี 2549 พลพรรค ชพน. กลับมาเกาะกลุ่ม-รวมตัวกันใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ รวมใจไทยชาติพัฒนา ในปี 2550 และเปลี่ยนชื่ออีก 3 ครั้ง (รวมชาติพัฒนา - 2553, ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน - 2554, ชพน. - 2554) จนได้กลับมาใช้ชื่อเดิม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก ชพน.
หลังรัฐประหารปี 2557 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรค ชพน. คนที่ 5 ซึ่งเป็นน้องชายของนายสุวัจน์ นำลูกพรรคลงสนามเลือกตั้ง มี.ค. 2562 ภายใต้ชื่อพรรคชาติพัฒนาในรอบ 15 ปี หลังใช้ชื่อนี้สู้ศึกเลือกตั้ง 2544 เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนยุบพรรค
แม้ ชพน. นำ ส.ส. เข้าสภาได้เพียง 3 คน แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน และ ส.ส.นครราชสีมา 1 คน แต่ก็ได้เก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” มาให้นายเทวัญได้รองก้นเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่ “หัวหน้าพรรคเล็ก” จะถูกสะกิดให้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อคืนโควตาให้พรรคแกนนำรัฐบาล และนำไปสู่การปรับ ครม. หลังจากนั้น
อย่างไรก็ตามในระหว่างนี้ ชพน. สามารถเก็บเสียงในสภาเพิ่มอีก 1 เสียงจาก ส.ส.สมุทรสาคร เขต 2 พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เดิม ที่แยกตัวมาสังกัด ชพน. ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค อนค. เมื่อ 21 ก.พ. 2563
เมื่อได้หัวหน้าพรรคกล้ามาเสริมทัพด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประธานพรรค ชพน. ถูกตั้งคำถามถึงที่นั่งเป้าหมายในศึกเลือกตั้ง 2566 ทว่าเขาไม่ได้ระบุถึงตัวเลข โดยบอกเพียงว่าเมื่อมองย้อนอดีตตอนตั้ง ชพน. ปี 2535 พล.อ. ชาติชายเป็นหัวหน้าพรรค “ตั้งพรรค 60 วัน ได้ 60 คน เวลานึกถึงอดีตจะเห็นถึงความเป็นพรรคการเมืองที่ถือเป็นพรรคใหญ่ในยุคนั้น... วันนี้ผมไม่สามารถตอบได้ว่าเท่าไร แต่คาดหวังจะเห็นบทบาทกลับมาเหมือนเดิม เป็นพรรคใหญ่อีกครั้ง กลับมาสู่จุดเดิมเป็นทางเลือก มีบทบาทลดความขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพทางการเมือง ทรงพลัง และสามารถกู้วิกฤตประเทศได้”
จุดเริ่มต้นและจุดหมายใหม่ของชาวพรรคกล้า
ขณะที่พรรคกล้าเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง 2562 โดยนายกรณ์ตัดสินใจทิ้งสภา-ทิ้งบ้านหลังเก่า ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก่อนใช้ฤกษ์วันแห่งความรัก 14 ก.พ. 2563 ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ใช้ชื่อว่า พรรคกล้า
4 เดือนต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้การรับรองการจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการเมื่อ 29 มิ.ย. 2563 มีนายกรณ์เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. ปชป. เป็นเลขาธิการพรรค
พรรคเกิดใหม่มีโอกาสทดสอบแบรนด์การเมืองครั้งแรกผ่านสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 เมื่อ 7 มี.ค. 2564 ซึ่งปรากฏว่าทำคะแนนเป็นอันดับ 3 ได้มา 6,216 คะแนน จากผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 4 คน

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคกล้า
นอกจากนี้ยังส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมอีกหลายสนาม แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แม้แต่นายอรรถวิชช์ อดีต ส.ส.กทม. 2 สมัย ผู้เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) เมื่อ 30 ม.ค. 2565 ก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่นายสุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ด้วยคะแนน 29,416 ต่อ 20,047 คะแนน
ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานกับ ชพน. นายกรณ์ยอมรับว่าได้พูดคุยกับพรรคพวกที่พรรคกล้ามาโดยตลอด เรื่องเจตนา ความตั้งใจ และยุทธศาสตร์การเดิน โดยทุกคนเห็นตรงกันว่าควรจะเดินในยุทธศาสตร์ไหน
“ทุกคนเห็นประโยชน์ ทุกคนมีความรู้สึกว่านี่คือแนวทางที่จะทำให้ผมและเขาสามารถทำงานตามความตั้งใจได้” หัวหน้าพรรคกล้า วัย 58 ปี กล่าว
สถานะใหม่ของกรณ์
ถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานะใหม่ของนายกรณ์ใน ชพน. คืออะไร โดยนายสุวัจน์ระบุว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของที่ประชุมใหญ่พรรค ชพน.
ในสัปดาห์หน้า หัวหน้าพรรค ชพน. จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่พิจารณาปรับโครงสร้างพรรค ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่ง กก.บห. ว่างลง 7 ตำแหน่งจากการลาออก และยังมีตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ 4 ด้านที่รอการแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และเทคโนโลยี
ส่วนนายกรณ์จะมีโอกาสเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของ ชพน. หรือไม่ ก็เป็นอีกคำถามที่นายสุวัจน์ไม่ได้ตอบ โดยให้เหตุผลว่า ชพน. ยังไม่ได้มองไปถึงจุดนั้น ยังไม่ได้พูดจุดนั้น “ตำแหน่งในอนาคตค่อยว่ากันอีกที เป็นไปตามจังหวะการเมือง ปฏิทินการเมือง”
เช่นเดียวกับคำถามที่ว่า ชพน. พร้อมร่วมงานกับทั้ง พปชร. และ พท. ใช่หรือไม่ ที่นายสุวัจน์บอกว่าเร็วเกินไปที่จะตอบ








