ทำไมตูบชอบ “น้ำหอมธรรมชาติ” เกลือกกลิ้งตัวคลุกอึเป็นประจำ

บางครั้งสุนัขจะเกลือกกลิ้งตัวกับของเหม็นน่าขยะแขยง แต่ก็มีเหตุผลอยู่หลายประการที่มันทำเช่นนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บางครั้งสุนัขจะเกลือกกลิ้งตัวกับของเหม็นน่าขยะแขยง แต่ก็มีเหตุผลอยู่หลายประการที่มันทำเช่นนี้
    • Author, ริชาร์ด เกรย์
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

เหล่าคนรักสุนัขมักไม่เข้าใจว่า เหตุใดเจ้าตูบที่เลี้ยงไว้โดยหมั่นเช็ดตัวทำความสะอาดและอาบน้ำให้เป็นประจำ มักจะชอบลงไปคลุกคลีเกลือกกลิ้งกับของเหม็นเน่าน่าขยะแขยง อย่างเช่นมูลของสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่รังเกียจของมนุษย์เสมอ ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า มันอาจเป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งของน้องหมาที่เราเพิ่งจะรู้จักก็เป็นได้

เหตุการณ์ที่สร้างความกระอักกระอ่วนขมคอให้กับคนรักสุนัขเช่นนี้ เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อไซมอน แกดบัวส์ พาสุนัขพันธุ์บอร์เดอร์คอลลีตัวเมียของเขาที่ชื่อ “ไซลา” ออกไปเดินติดตามแกะรอยสัตว์ป่า ในถิ่นทุรกันดารของรัฐโนวาสโกเชียในประเทศแคนาดา ซึ่งการเดินป่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัยของเขา

ทุกครั้งระหว่างการติดตามร่องรอยของสัตว์ป่า จู่ ๆ ไซลาก็จะหยุดเดิน แล้วกดจมูกของมันติดแน่นกับพื้นดิน ก่อนจะทิ้งตัวลงเกลือกกลิ้งไปมาอย่างบ้าคลั่ง แต่กว่าที่แกดบัวส์จะเข้าไปห้ามได้ทัน เขาก็ได้กลิ่นเหม็นคลุ้งโชยมาเข้าจมูกแล้ว

“หากคุณไม่เคยได้กลิ่นอึของตัวบีเวอร์มาก่อน ผมจะบอกให้นะ มันเหม็นอย่างร้ายกาจและให้ความรู้สึกโสโครกมาก มันจะเหม็นติดสิ่งที่ไปสัมผัสนานหลายสัปดาห์เลยละ”

แกดบัวส์เป็นนักวิจัยที่ศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ป่า อย่างเช่นหมาจิ้งจอก, โคโยตี้, และหมาป่า โดยเขาฝึกให้ไซลาเป็นผู้ช่วยในการติดตามแกะรอยของสัตว์เหล่านี้โดยเฉพาะ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไซลามักจะเสียสมาธิในการทำงานไปกับกลิ่นเย้ายวนใจของมูลสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอึที่ตัวบีเวอร์ถ่ายออกมากองทิ้งไว้

“ก่อนหน้านี้ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมไซลาชอบทำแบบนี้ พวกคุณคงคิดว่ามันจะทำให้หมาของผมตามกลิ่นและแกะรอยสัตว์ชนิดอื่นได้ยากขึ้น แต่เปล่าเลย มันไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของไซลาสักนิด” แกดบัวส์กล่าว

สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเจ้าของสุนัขคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน แต่แกดบัวส์นั้นเป็นนักวิจัยที่กำลังพยายามศึกษาพฤติกรรมการใช้จมูกของสัตว์ในตระกูลสุนัข ซึ่งทำให้เขาค้นพบเรื่องที่น่าประหลาดใจมากมาย

มนุษย์ได้เริ่มคัดเลือกสายพันธุ์ของสุนัขป่า แล้วนำมาเลี้ยงเป็นสุนัขบ้านเมื่อราว 23,000 ปีก่อน แต่แม้คนกับหมาจะอยู่ร่วมกันมานานถึงขนาดนี้ เราก็ยังไม่เข้าใจพฤติกรรมคลุกตัวกับของเหม็นของสุนัข และที่ผ่านมายังมีการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้น้อยมาก

สมมติฐานหนึ่งที่มีการยอมรับกันมากที่สุด เชื่อว่าพฤติกรรมของเจ้าตูบที่ชอบคลุกอุจจาระ จนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเส้นขนไปทั่วตัวนั้น น่าจะเป็นนิสัยที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการในอดีต เมื่อตอนที่ยังเป็นสัตว์ป่าผู้ล่าอยู่ ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นสัญชาติญาณที่สุนัขไม่อาจหักห้ามใจและมนุษย์ไม่อาจลบล้างได้ แม้ว่าเราจะฝึกให้สุนัขทำสิ่งต่าง ๆ ตามคำสั่งได้มากมายก็ตาม

“พฤติกรรมนี้อาจเคยมีความสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างมากกับสุนัข ในยุคใดยุคหนึ่งเมื่อครั้งบรรพกาล” แกดบัวส์กล่าวอธิบาย “แต่ต่อมาพฤติกรรมนี้ไม่มีความจำเป็นกับการดำรงชีวิตของสุนัขอีกต่อไป ทว่ามันได้กลายเป็นสัญชาติญาณและอุปนิสัยติดตัวไปเสียแล้ว”

หมาป่าจะคลุกตัวกับกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงมูลของสัตว์กินเนื้อชนิดอื่น ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หมาป่าจะคลุกตัวกับกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงมูลของสัตว์กินเนื้อชนิดอื่น ๆ

เหตุผลหนึ่งที่บรรพบุรุษของสัตว์ตระกูลสุนัขชอบเกลือกกลิ้งตัวกับมูลสัตว์หรือซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย อาจเป็นเพราะกลิ่นเหม็นร้ายกาจเหล่านี้ช่วยกลบกลิ่นตัวของมันเอง ซึ่งจะมีประโยชน์ในการอำพรางตัวเพื่อเข้าใกล้เหยื่อ

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 1986 กลับแสดงหลักฐานที่โต้แย้งสมมติฐานข้างต้น โดยนักชีววิทยาชาวแคนาดาได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมการถูไถเกลือกกลิ้งตัวกับวัตถุส่งกลิ่น ซึ่งเกิดขึ้นกับหมาป่าสองกลุ่มที่ถูกกักขังเอาไว้ ซึ่งผลปรากฏว่าพวกมันไม่สนใจจะถูตัวกับมูลของสัตว์กินพืช อย่างเช่นแกะหรือม้าเลย รวมทั้งไม่ถูตัวกับอาหารกลิ่นหอมหวนชนิดต่าง ๆ ด้วย แต่กลับให้ความสนใจเป็นพิเศษกับกลิ่นสังเคราะห์ อย่างเช่นน้ำหอมหรือน้ำมันเครื่องมากกว่า

หากสุนัขป่าต้องการอำพรางตัวด้วยกลิ่นที่ทำให้เหยื่อสับสน การเลือกถูไถกับกลิ่นที่ไม่มีอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ นับว่าเป็นพฤติกรรมประหลาดที่เข้าใจยากอย่างยิ่ง แต่นักวิจัยกลุ่มเดียวกันก็พบด้วยว่า กลิ่นที่สุนัขป่าชอบเป็นอันดับสองรองลงมาจากกลิ่นสังเคราะห์ คือกลิ่นของมูลสัตว์กินเนื้อ อย่างเช่นหมีดำและเสือคูการ์

แพต กู้ดแมน สัตวบาลอาวุโสแห่งสวนสัตว์ Wolf Park ที่รัฐอินเดียนาของสหรัฐฯ ซึ่งศึกษาพฤติกรรมเกลือกกลิ้งตัวกับของเหม็นในหมาป่ามานานหลายปี บอกว่าหมาป่าที่เธอดูแลอยู่ก็มีอุปนิสัยที่ไม่แตกต่างกัน “หมาป่าที่สวนสัตว์ของฉัน ชอบคลุกตัวกับอึของหมาชนิดอื่นและแมวบ้านมาก แสดงว่าพวกมันชอบให้ตัวเองมีกลิ่นของสัตว์ผู้ล่าชนิดอื่น ซึ่งไม่เป็นประโยชน์เลยในการอำพรางตัวล่าเหยื่อ นอกจากนี้ หมาป่ายังชอบวิ่งไล่กวดเพื่อจับเหยื่อมากกว่าจะซุ่มโจมตี ดังนั้นการอำพรางตัวด้วยกลิ่นจึงไม่มีความจำเป็นสักเท่าไหร่”

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าการคลุกตัวกับมูลของสัตว์ผู้ล่าชนิดอื่น อาจมีประโยชน์ต่อสัตว์ตระกูลสุนัขตัวเล็ก ๆ ในแง่ที่ช่วยอำพรางตัวจากสัตว์ผู้ล่าที่ตัวใหญ่และแข็งแกร่งกว่า

งานวิจัยของแม็กซ์ อัลเลน นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยวิสคอนซินวิทยาเขตแมดิสัน ขณะที่ตีพิมพ์ผลงานของเขาในปี 2016 พบว่ากล้องจับภาพระยะไกลได้พิสูจน์ว่า หมาจิ้งจอกสีเทาในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ปกติมีนิสัยชอบแยกตัวอยู่โดดเดี่ยว กลับชอบไปยังป่าส่วนที่สิงโตภูเขา (เสือพูมา) ตัวผู้ ทิ้งร่องรอยของกลิ่นเพื่อแสดงอาณาเขตเอาไว้ แล้วใช้แก้มถูไถกับพื้นดินที่เปียกชื้นด้วยปัสสาวะกลิ่นแรงซึ่งสิงโตภูเขาเพิ่งปล่อยทิ้งไว้ใหม่ ๆ โดยอัลเลนสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพฤติกรรมอำพรางตัวด้วยกลิ่นของหมาจิ้งจอกสีเทา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากผู้ล่าที่ตัวใหญ่กว่าเช่นโคโยตี้

“สุนัขป่าโคโยตี้นั้นตัวใหญ่กว่าจิ้งจอกสีเทาหลายเท่า แถมยังชอบไล่ล่าพวกมัน เพื่อกำจัดศัตรูคู่แข่งที่คอยแย่งชิงทรัพยากรบางอย่าง” อัลเลนกล่าว “จิ้งจอกเทานั้นไม่มีทางจะสู้กลับได้เลย พวกมันจึงใช้ประโยชน์จากกลิ่นของเสือพูมาเพื่อป้องกันตัว และช่วยให้มีเวลาหลบหนีเมื่อเจอเข้ากับโคโยตี้ได้”

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สมมติฐานนี้ยังไม่อาจจะอธิบายได้ว่า เหตุใดหมาป่าตัวใหญ่ที่น่าเกรงขามจึงยังคงคลุกตัวกับกลิ่นของสัตว์ผู้ล่าชนิดอื่นอยู่ นักวิจัยบางกลุ่มมองว่า พฤติกรรมนี้อาจเป็นเพียงการทิ้งกลิ่นของตัวเองไว้กับวัตถุต่าง ๆ โดยใช้การถูไถส่วนคอและหัวเป็นหลัก เพราะมีต่อมกลิ่นจำนวนมากล้อมรอบบริเวณใกล้กับปากของมัน ซึ่งต่อมกลิ่นเหล่านี้จะขับสารจำพวกไขมันออกมา

หมาป่าแอฟริกันตัวเมีย เกลือกกลิ้งตัวในปัสสาวะของตัวผู้จากฝูงอื่นที่มันต้องการไปอยู่ด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หมาป่าแอฟริกันตัวเมีย เกลือกกลิ้งตัวในปัสสาวะของตัวผู้จากฝูงอื่นที่มันต้องการไปอยู่ด้วย

ในกรณีของสุนัขบ้าน การนอนคลุกตัวเกลือกกลิ้งกับวัตถุกลิ่นแรง อาจเป็นพฤติกรรมทางสังคมรูปแบบหนึ่ง โดยน้องหมาของคุณอาจพยายามแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับกลิ่นที่น่าสนใจกับเจ้าของ ส่วนสัตว์ตระกูลสุนัขที่มีประสบการณ์โชกโชนในการใช้จมูกดมกลิ่นเพื่อดำรงชีวิตในป่า อาจทำเช่นนี้เพื่อแบ่งปันข้อมูลกับสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมฝูงก็เป็นได้

ตัวอย่างเช่นหมาป่าไฮยีนาลายจุดซึ่งชอบถูไถตัวกับซากสัตว์อื่นนั้น มีงานวิจัยกับไฮยีนาลายจุดที่ถูกเลี้ยงไว้ในกรง ซึ่งชี้ว่าพวกมันจะได้รับการดมกลิ่น, เลียตกแต่งขน, และได้รับความสนใจในรูปแบบอื่น ๆ จากเพื่อนร่วมฝูงอย่างมาก หลังคลุกตัวกับซากสัตว์กลิ่นแรงมา แต่ไฮยีนาลายจุดที่นักวิจัยเอากลิ่นการบูรทาตัวไว้ กลับไม่ได้รับความสนใจจากเพื่อน ๆ มากเท่า

ส่วนผลการศึกษากับหมาป่าเอธิโอเปียก็พบเช่นกันว่า พวกมันชอบเกลือกกลิ้งตัวไปมาบนพื้นหลังมื้ออาหาร ทั้งยังคลุกตัวกับอุจจาระของมนุษย์ หรือถูไถตัวกับพื้นบริเวณที่มนุษย์เพิ่งจะนั่งหรือนอนอยู่ก่อนหน้านั้นไม่นาน

กู้ดแมนบอกว่า เอริก คลิงแฮมเมอร์ อดีตเพื่อนร่วมงานของเธอและผู้ก่อตั้งสวนสัตว์ Wolf Park ผู้ล่วงลับ ได้เคยเสนอแนวคิดที่ว่า การคลุกตัวกับวัตถุกลิ่นแรงของสัตว์ตระกูลสุนัขอาจเป็น “การสื่อสารแบบผิวเผิน” (non-insightful communication) เนื่องจากในบางครั้งพวกมันอาจนำกลิ่นแปลก ๆ ที่สื่อสารถึงข้อมูลบางอย่าง ติดตัวกลับมายังฝูงโดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้

กู้ดแมนยังสังเกตเห็นด้วยตนเองว่า พฤติกรรมนี้มีความเกี่ยวข้องกับอาหารอย่างมาก “ฉันพบว่าเมื่อหมาป่าได้กินเนื้อกวางเอลก์ชิ้นใหญ่ มันจะเกลือกกลิ้งถูไถตัวเพื่อให้ขนติดกลิ่นอาหารด้วยเสมอ แต่พฤติกรรมนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อมันได้กินแค่เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ฉันเดาว่ากลิ่นอาหารที่ติดอยู่กับลมหายใจและขนของมัน ทำให้เพื่อนร่วมฝูงรู้ว่า อาจยังมีซากสัตว์ที่มันกินหลงเหลืออยู่ ซึ่งเพื่อนของมันสามารถจะตามรอยกลิ่นดังกล่าวไปกินได้”

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจสรุปได้ว่า พฤติกรรมชื่นชอบของเหม็นของสัตว์ตระกูลสุนัขมีที่มาจากสาเหตุเดียว เพราะมีหลักฐานจากผลการศึกษาอื่น ๆ เช่นงานวิจัยที่ทำกับหมาป่าในสวนสัตว์โครเอเชีย ระบุว่าการเกลือกกลิ้งถูไถตัวกับวัตถุส่งกลิ่นต่าง ๆ อาจเป็นการสื่อสารข้อมูลในการดำรงชีวิต ในระดับที่ซับซ้อนและลึกซึ้งก็เป็นได้

งานวิจัยดังกล่าวพบว่า หลังหมาป่าในสวนสัตว์ได้ทดลองดมกลิ่นต่าง ๆ อย่างหลากหลายมานานติดต่อกัน 2 ปี พวกมันจะเลือกคลุกตัวเฉพาะกับกลิ่นบางอย่างมากขึ้นเป็นพิเศษ แม้ในชีวิตประจำวันพวกมันจะได้ดมกลิ่นของสัตว์กินพืชเช่นกวางและหนูพุกอยู่เสมอ แต่กลับเลือกที่จะคลุกตัวกับกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย อย่างเช่นกลิ่นแกงกะหรี่, โรสแมรี, และขนแกะมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมนี้เป็นการสื่อสารข้อมูลที่แปลกใหม่ล่าสุดกับเพื่อนร่วมฝูง

ด้านแกดบัวส์เห็นแย้งว่า น่าจะมีคำอธิบายที่เข้าใจง่ายกว่าสำหรับพฤติกรรมดังกล่าว เพราะเขาสังเกตเห็นว่าฝูงหมาป่าในธรรมชาติที่แคนาดานั้น ตัวที่ลงไปคลุกเกลือกกลิ้งกับของเหม็นเน่าก่อนคือจ่าฝูง ตามมาด้วยสมาชิกในฝูงชั้นรอง ๆ ลงไป

“มันอาจเป็นการสร้างกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ประจำฝูงก็เป็นได้ ในบรรดาหมาป่าที่ผมศึกษาอยู่ หากตัวหนึ่งเริ่มถูไถตัวกับซากกวาง ตัวอื่น ๆ ที่เหลือทั้งฝูงจะทำตามในทันที ผมเห็นพฤติกรรมนี้ในจิ้งจอกและโคโยตี้ในป่าด้วยเช่นกัน”

กล้องจับภาพระยะไกล บันทึกภาพจิ้งจอกเทาคลุกตัวกับกลิ่นของสัตว์ผู้ล่าที่มีขนาดใหญ่กว่า

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กล้องจับภาพระยะไกล บันทึกภาพจิ้งจอกเทาคลุกตัวกับกลิ่นของสัตว์ผู้ล่าที่มีขนาดใหญ่กว่า

การแบ่งปันกลิ่นกับเพื่อนร่วมฝูงเช่นนี้ อาจช่วยสร้างความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวภายในกลุ่ม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถพบได้ในหมาป่าแอฟริกันด้วย โดยพวกมันจะถูไถตัวกับต่อมกลิ่นของเพื่อนร่วมฝูง เพื่อให้ต่างก็มีกลิ่นของกันและกัน ส่วนหมาป่าแอฟริกันตัวเมียจะเกลือกกลิ้งตัวคลุกกับปัสสาวะของตัวผู้นอกฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผู้จากฝูงอื่นที่มันอยากย้ายไปอยู่ด้วย

หลักฐานในส่วนนี้สนับสนุนสมมติฐานที่ว่า สัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูงอย่างสุนัขบ้านและสุนัขป่า อาจใช้การถูไถตัวกับกลิ่นต่าง ๆ เพื่อรวมตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฝูงอย่างแนบแน่นขึ้น ทั้งยังใช้พฤติกรรมนี้ยกระดับฐานะทางสังคมด้วย เช่นการถูไถตัวกับผู้อาวุโสหรือผู้นำฝูง ทำให้มีกลิ่นของสุนัขตัวที่มีสถานะสูงติดมา

ผลการศึกษาล่าสุดโดยทีมนักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยโบโลญญาของอิตาลี ซึ่งนำโดยโรแบร์โต คาสโซลลา กัตติ พบว่าเรื่องนี้อาจมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิดกันเอาไว้ หลังพบว่าหมาป่าที่พวกเขาเลี้ยงไว้สามารถจะ “รู้จักตนเอง” ได้ ผ่านการดมกลิ่นที่พวกมันทิ้งเอาไว้ในที่ต่าง ๆ ซึ่งคล้ายกับการที่คนเราส่องดูตัวเองในกระจกนั่นเอง

หมาป่าพวกนี้ไม่เคยเกลือกกลิ้งกับวัตถุที่มีกลิ่นของตนเอง แต่จะคลุกตัวกับกลิ่นของหมาป่าตัวอื่นทั้งในและนอกฝูง รวมทั้งกับกลิ่นของหมาบ้านและกลิ่นที่แปลกใหม่ของน้ำมันโป้ยกั๊ก (anise oil) ด้วย

กัตติกล่าวอธิบายว่า “พฤติกรรมนี้ชี้ว่าพวกมันตระหนักรู้และแยกแยะได้ ว่าอะไรคือตนเองและอะไรคือผู้อื่น ผ่านการเลือกเก็บรวบรวมกลิ่นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นพฤติกรรมเกลือกกลิ้งตัวคลุกกับกลิ่นจึงอาจมีบทบาทหน้าที่ในหลายด้าน ทั้งในการลอกเลียนแบบ, การเข้าสังคม, และการแสดงอัตลักษณ์”

แต่แน่นอนว่ายังมีผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนที่ลงความเห็นว่า สุนัขคลุกตัวกับของเหม็นเพียงเพราะเป็นความชื่นชอบเฉพาะตัวของมันเท่านั้น โดยไมเคิล ฟ็อกซ์ ผู้เชี่ยวชาญพฤติกรรมสัตว์เคยระบุในหนังสือของเขาชื่อ “กายหมา ใจหมา” (Dog Body, Dog Mind) ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2007 ว่าสุนัขอาจจะเก็บรวบรวมกลิ่นต่าง ๆ เพียงเพื่อความรื่นรมย์เพลิดเพลินใจ เหมือนคนแตะหรือฉีดน้ำหอมใส่ตัวนั่นเอง เขาจึงแนะนำว่าคนที่ไม่ต้องการให้สุนัขไปเที่ยวคลุกตัวกับ “น้ำหอมธรรมชาติ” ที่เหม็นเน่าน่ารังเกียจ อาจลองฉีดน้ำหอมของคนใส่ตัวมันบ้างก็ได้

สแตนลีย์ คอเร็น นักจิตวิทยาสุนัขมีความเห็นไปในทางเดียวกับฟ็อกซ์ว่า เราอาจแก้ไขนิสัยที่ไม่พึงปรารถนาของเจ้าตูบนี้ได้ ด้วยการแก้ไขรสนิยมในเรื่องกลิ่นของมัน โดยเขาเปรียบเทียบการคลุกตัวกับของเหม็นในสุนัขว่า เหมือนกับ “รสนิยมที่ย่ำแย่ในทางสุนทรียศาสตร์” ซึ่งทำให้คนบางคนเลือกฉีดน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือสวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดบาดตาที่แรงเกินไปนั่นเอง

สาเหตุของพฤติกรรมนี้ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป แต่เมื่อพิจารณาถึงกลไกทางกายภาพโดยพื้นฐานแล้ว สมองของสุนัขจะเคลื่อนไหวรับส่งกระแสประสาทรวดเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อได้พบกับกลิ่นที่ตนเองจดจำได้ เช่นกลิ่นเจ้าของหรือคนคุ้นเคย

นอกจากนี้ สัตว์ชนิดพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในตระกูลสุนัข ก็มีพฤติกรรมคลุกตัวกับกลิ่นได้เช่นกัน เช่นแมวบ้านและหมูที่เลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งเพิ่งมีการค้นพบว่า หมูชนิดนี้ชอบคลุกตัวกับน้ำมันพืชมากกว่ากลิ่นน้ำหอมสังเคราะห์ แม้ว่ามันจะมีจมูกไวซึ่งรับรู้กลิ่นได้อย่างซับซ้อนยิ่งกว่ามนุษย์ก็ตาม