หัวหน้าข่าวกรองอังกฤษชี้ทัพรัสเซียอ่อนกำลัง แต่ยังไม่มีสัญญาณใช้อาวุธนิวเคลียร์

Newly-mobilised Russian reservists take part in a training on a range in Donetsk region

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ทหารเกณฑ์ใหม่ของรัสเซียกำลังฝึกฝนการใช้อาวุธในภูมิภาคโดเนตสก์

หัวหน้า GCHQ หน่วยงานด้านความมั่นคงและข่าวกรองของสหราชอาณาจักรระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่ารัสเซียกำลังพิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามรุกรานยูเครน แม้ดูเหมือนว่าอาวุธยุทโธปกรณ์กำลังร่อยหรอ และกำลังขาดแคลนกำลังพล 

เซอร์เจเรมี เฟลมมิง หัวหน้า GCHQ ไม่ได้บ่งชี้ว่าที่ผ่านมามีสัญญาณต้องสงสัยว่ารัสเซียกำลังคิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นความเห็นไปในทิศทางเดียวกับบรรดาเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่น ๆ

เซอร์เจเรมี ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ในรายการทูเดย์ ทางสถานีวิทยุช่อง 4 ของบีบีซี โดยระบุว่า ขณะนี้ กองทัพรัสเซียกำลัง “อ่อนกำลัง” อีกทั้งเสบียงและอาวุธยุทธภัณฑ์กำลังร่อยหรอลง 

เขาชี้ว่าการที่กองทัพรัสเซียเกณฑ์นักโทษและชายที่ไร้ประสบการณ์การฝึกทหารไปยังสนามรบนั้นสะท้อนให้เห็นถึง “สถานการณ์เข้าตาจน” และวิจารณ์ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ว่ากำลังกระทำการผิดพลาด 

Sir Jeremy Fleming, director of GCHQ, delivers the third annual Royal United Services Institute (RUSI) Security Lecture at The Science Gallery in London

ที่มาของภาพ, PA Media

คำบรรยายภาพ, เซอร์เจเรมี เฟลมมิง ระบุว่ากองทัพรัสเซียกำลัง “อ่อนกำลัง” อีกทั้งเสบียงและอาวุธยุทธภัณฑ์กำลังร่อยหรอลง

เซอร์เจเรมีกล่าวว่า การระดมขีปนาวุธโจมตียูเครนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ใช่การยกระดับความรุนแรงในแง่ของอาวุธที่ใช้ แต่ก็เตือนว่า การยิงขีปนาวุธถล่มทั่วประเทศยูเครนเมื่อ 10 ต.ค. นั้นแสดงให้เห็นว่ารัสเซียยังคงเต็มไปด้วยความสามารถที่จะสร้างความเสียหาย 

ส่วนความกังวลเรื่องที่รัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีนั้น หัวหน้าข่าวกรองอังกฤษรายนี้ชี้ว่าความเป็นไปได้เรื่องนี้ “น่าจะยังอีกยาวไกล” แต่ขณะเดียวกันเตือนว่า การพูดใด ๆ เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ “มีความอันตรายมาก” 

เขาแสดงความเชื่อมั่นว่า สหราชอาณาจักรและชาติพันธมิตรจะ “มีโอกาสดี” ที่จะสังเกตเห็นการสัญญาณต่าง ๆ ที่บ่งชี้การเตรียมการของรัสเซียในการใช้อาวุธอานุภาพร้ายแรงชนิดนี้

A medical worker walks near a burned car after Russian military strike, as Russia's invasion of Ukraine continues, in central Kyiv, Ukraine

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เหตุโจมตีเมื่อ 10 ต.ค. นับเป็นการโจมตีย่านใจกลางกรุงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซียยูเครนขึ้น

การถล่มระลอกล่าสุด

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ต.ค. กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และพื้นที่อีกหลายเมือง ถูกถล่มโจมตีด้วยขีปนาวุธ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน และได้รับบาดเจ็บเกือบร้อยคน จนถึงขณะนี้กรุงเคียฟยังไม่สงบ เสียงรถส่งสัญญาณเตือนภัยยังดังกระหึ่มทั่วเมือง

ยูเครนประกาศชัดว่าจะตอบโต้รัสเซียที่ถูกรัสเซียโจมตีอย่างหนักในครั้งนี้ โดยเฉพาะในกรุงเคียฟนั้นเรียกได้ว่าเป็นการโจมตีย่านใจกลางกรุงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซียยูเครนขึ้น 

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าบรรลุเป้าหมายในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางทหารและพลังงานของยูเครน ขณะที่ปูติน ออกมาระบุว่าได้สั่งการให้โจมตีพื้นที่หลายจุดของยูเครน โดยใช้ขีปนาวุธระยะไกลถล่มทั้งโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยทหารและการสื่อสาร และยูเครนจะโดนโจมตีหนักข้อขึ้นอีกเพื่อตอบโต้ที่ยูเครนกระทำการก่อการร้ายต่อรัสเซีย 

นายปูติน อ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัสเซียเมื่อวันที่ 8 ต.ค. หรือก่อนหน้านั้นเพียงสองวัน นั่นคือเหตุระเบิดบนสะพานเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคไครเมียกับรัสเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสามคน สะพานนี้ชื่อว่าเคิร์ช รัสเซียสร้างขึ้นหลังจากผนวกดินแดนไครเมียมาเป็นของรัสเซียในปี 2014

สะพานนี้ไม่ต่างจากสัญลักษณ์ของการผนวกดินแดนในครั้งนั้น แต่ที่สำคัญสะพานนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซีย เพราะเป็นสะพานเดียวที่เชื่อมไครเมียกับรัสเซีย และรัสเซียใช้ในการลำเลียงยุทโธปกรณ์และกำลังพลไปในพื้นที่สู้รบทางตอนใต้ 

ฝ่ายยูเครนนั้นไม่ได้ยอมรับตรง ๆ ว่าลงมือโจมตีสะพาน เหมือนที่นายปูตินยอมรับว่าโจมตีกรุงเคียฟกับอีกหลายเมือง แต่นายมิโคไล โพโดเลียก ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีวโลดีมีร์ เซเลนสกี บอกว่าความเสียหายนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น และทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกทำลาย อะไรที่ถูกขโมยไปจากยูเครน ต้องถูกนำกลับคืนมา พื้นที่ไหนที่รัสเซียยึดครองอยู่จะต้องถูกขับออกไป

คำบรรยายวิดีโอ, นาทีระเบิดบนสะพานเชื่อมต่อระหว่างไครเมียกับรัสเซียเมื่อ 8 ต.ค.

ดูเหมือนว่าสถานการณ์สู้รบจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอีกแล้ว แต่หลายฝ่ายมองว่ารัสเซียนั้นจงใจทำลายขวัญกำลังใจของชาวบ้าน บีบีซีได้คุยกับบรรณาธิการด้านข่าวกลาโหมของนิตยสารดิอิคอนอมิสต์ ซึ่งบอกว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนั้น เป็นเพราะรัสเซียต้องการทำลายเศรษฐกิจของยูเครน ทำให้การสู้รบลำบากมากขึ้น เนื่องจากยูเครนต้องดึงทหารมาช่วยเหลือชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าตอนนี้รัสเซียเองก็ไม่ได้มีขีนาวุธมากมายให้ใช้โจมตีได้อย่างที่เกิดขึ้น เพราะต้องสงวนไว้เผื่อว่าสงครามยกระดับความรุนแรงมากขึ้นไปอีก ในกรณีที่รัสเซียต้องสู้รบกับนาโต และชาติตะวันตก 

การโจมตีพื้นที่หลายเมืองของยูเครนครั้งนี้ แฟรงค์ การ์ดเนอร์ ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคงของบีบีซีบอกว่าเกิดขึ้นสองวันหลังจากที่รัสเซียแต่งตั้งผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียในยูเครนคนใหม่ นั่นก็คือพลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้บัญชาการกองทัพที่โหดเหี้ยมไร้ความปราณี เขาเคยนำทัพรัสเซียทำสงครามทั้งในซีเรีย อัฟกานิสถาน เชชเนีย ตอนที่ทำสงครามซีเรีย เขาคนนี้คือผู้บัญชาการที่ควบคุมน่านฟ้าของรัสเซีย และนำการโจมตีทางอากาศถล่มเมืองอเลปโปจนย่อยยับไม่เหลือซาก แต่ว่าในสงครามยูเครนนั้น รัสเซียต้องเผชิญกับทหารจริงที่มีอาวุธและได้รับการฝึกฝนจากชาตินาโต และที่ผ่านมารัสเซียก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ 

พลเอกซูโรวิคินไม่ใช่เพิ่งจะมาร่วมรบในสงครามยูเครนแต่ได้นำกองกำลังหลายกองเข้าไปร่วมรบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่แน่ว่าการตั้งให้เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียในยูเครนนั้นจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรได้แค่ไหน แต่ถ้าเขาคิดว่าจะปรับแผนรบอย่างถอนรากถอนโคนเลยนั้น เขาก็อาจจะตัดสินใจพุ่งเป้าโจมตีพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการโจมตีอย่างหนักหน่วงแบบไม่ให้เหลือซาก

สงครามจิตวิทยา

A Ukrainian rescuer helps an injured woman and her dogs after shelling in downtown Kyiv (Kiev), Ukraine, 10 October 2022.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่กู้ภัยยูเครนเข้าช่วยเหลือพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีกรุงเคียฟ

ยูเครนบอกว่าในบรรดาขีปนาวุธ 83 ลูกที่รัสเซียโจมตีมาระลอกล่าสุดนั้นรวมทั้งขีปนาวุธ Kalibr, Iskander and Kh-101 ที่ยิงมาจากทะเลสาบแคสเปียนและทะเลดำ

แฟรงค์ การ์ดเนอร์ นักข่าวสายความมั่นคงของบีบีซี บอกว่าการที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธทั้งเก่าและใหม่โจมตีข้ามหลายเมืองของยูเครนถือได้ว่าเป็นการยั่วยุในทางยุทธศาสตร์ เพื่อลงโทษที่ยูเครนโจมตีสะพานไครเมีย ซึ่งตอนที่สะพานแห่งนี้ถูกทำลายนั้น กระทรวงกลาโหมรัสเซียเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทหารรัสเซียนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะป้องกันได้

การโจมตีของรัสเซียที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ พลเอก เซอร์ริชาร์ด บาร์รอน อดีตนายทหารของกองทัพอังกฤษวิเคราะห์ว่าน่าจะหวังผลในทางจิตวิทยามากกว่าจะให้เกิดความเสียหายมากมายจริง ๆ เขาบอกว่านายปูตินพยายามทำให้ทั้งผู้สนับสนุนเขาและผู้ที่คัดค้านเชื่อว่ารัสเซียจะชนะสงครามนี้ได้ แต่อดีตนายทหารของกองทัพอังกฤษบอกว่าไม่มีทาง และยูเครนจะเป็นฝ่ายชนะ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นชาวยูเครนก็ต้องเผชิญกับผลพวงของสงครามกันไปเรื่อย ๆ

ขณะที่สหประชาชาติบอกว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นอาชญากรรมสงคราม ส่วนนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประณามรัสเซียที่โจมตียูเครนหลายจุด และรับปากว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือยูเครนให้สามารถป้องกันประเทศและประชาชนของตัวเองได้ นั่นก็หมายถึงการให้อาวุธเพิ่มขึ้นนั่นเอง นายบลิงเคนพูดแบบนี้ก่อนที่จะมีการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติซึ่งจะถกกันเรื่องการผนวกดินแดนยูเครนของรัสเซีย นายบลิงเคนพูดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพูดกันออกมาให้ชัดว่าต้องหนุนยูเครน ไม่ใช่เวลาที่จะมานิ่งเงียบไม่ออกเสียง 

นายบลิงเคนบอกว่า “ผู้รุกรานคนเดียวในสงครามครั้งนี้คือรัสเซีย ประเทศเดียวที่ทำให้สงครามขยายวงโดยพยายามผนวกดินแดนของยูเครนเอาไว้ และทำร้ายพลเรือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า บุคคลเดียวที่สามารถหยุดยั้งสงครามนี้ได้ตอนนี้และถอนกำลังรัสเซียออกไป คือวลาดิเมียร์ ปูติน” 

Gen Sergei Surovikin (right)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การโจมตีพื้นที่หลายเมืองของยูเครนครั้งนี้ เกิดขึ้นสองวันหลังจากที่รัสเซียแต่งตั้ง พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน (ขวาสุด) เป็นผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียในยูเครนคนใหม่

อย่างไรก็ตาม รัสเซียไม่ได้มองตัวเองอย่างที่อังกฤษหรือสหรัฐฯ มอง และได้ออกมาย้ำเตือนว่าจะต้องบรรลุเป้าหมายในยูเครนให้ได้ โฆษกหญิงของกระทรวงต่างประเทศรัสเซียบอกว่า การที่สหรัฐฯ สนับสนุนท่าทีหึกเหิมของยูเครนนั้นยิ่งทำให้ความพยายามทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เธอระบุในหน้าเว็บไซต์ของกระทรวงบอกว่าขอย้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะกับฝ่ายสหรัฐฯ ว่า รัสเซียต้องบรรลุเป้าหมายในยูเครน 

และนี่ก็จะเป็นเหตุผลที่ทำให้ยูเครนออกมาเรียกร้องขอให้ชาติตะวันตกส่งอาวุธให้เพิ่มอีก ซึ่งสหรัฐฯ เองบอกว่า เดือนพ.ย.นี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ NASAMS ซึ่งใช้ยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ ก็จะส่งไปถึงยูเครน ขณะที่เยอรมนีบอกว่าจะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศของเยอรมนีไปให้ยูเครนด้วย 

ตอนนี้การเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยูเครน เท่านั้น แต่โปแลนด์ ประเทศเพื่อนบ้านก็เริ่มตรวจสอบสภาพของหลุมหลบภัยที่มีอยู่ราวหกหมื่นหลุมแล้ว การตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณสองเดือน กระทรวงมหาดไทยโปแลนด์บอกว่าเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดแม้ว่าอาจจะมีความเป็นไปได้น้อยก็ตาม 

เมื่อเดือนที่แล้ว ทางการโปแลนด์ได้แจกจ่ายไอโอดีนเม็ดเผื่อว่าอาจต้องเผชิญกับกัมมันตรังสี หลังจากที่มีการโจมตีใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 

ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์บอกว่าโปแลนด์แนะนำให้พลเมืองเดินทางออกนอกประเทศแล้วด้วย