"ลองโควิด" จากการฉีดวัคซีนเป็นไปได้หรือไม่ ทำไมผู้เชี่ยวชาญและกระทรวงสาธารณสุข ไม่เห็นด้วย

getty

ที่มาของภาพ, GETTY images

อาการของร่างกายที่ป่วยเรื้อรังภายหลังหายจากการติดเชื้อโควิด-19 หรือ "ลองโควิด" รวมถึงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีงานศึกษาจำนวนมากจากทั่วโลก แต่ล่าสุด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยที่มีอาการลองโควิดจากการรับวัคซีนโควิด-19 ด้วย ทว่า ข้อมูลนี้ถูกโต้แย้งจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ว่าภาวะลองโควิดไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เปิดเผยเรื่องนี้ ในวาระที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ลงนามความร่วมมือทางด้านวิชาการและการวิจัย ร่วมกับวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเน้นทางด้านผลกระทบเกี่ยวกับภาวะลองโควิดและการรับวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.

แถลงการณ์ร่วมของสองสถาบันนี้ระบุว่า มีคนไทยและผู้คนทั่วโลกได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากภาวะลองโควิด หรือได้รับผลกระทบจากการรับวัคซีน ซึ่งพบอาการที่เกิดเป็นเวลานานเกินกว่า 3 เดือน ทั้งอาการทางระบบหัวใจและปอด ระบบสมองประสาทและกล้ามเนื้อ และภาวะที่มีการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

"ลักษณะที่ได้รับผลกระทบ เหมือนกับลองโควิดทุกประการ แต่ตรงนี้เองเรียกว่าลองวัคซีน" ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

"เราไม่ได้มีความประสงค์จะต่อต้านวัคซีนใด ๆ ทั้งสิ้น และข้อมูลที่เราจะนำเรียน เป็นการให้ข้อมูลทางสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป เพื่อจะรับทราบว่าวัคซีนมีประโยชน์หรือมีผลกระทบอะไรบ้าง”

จากการนำเสนอดังกล่าว ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาผลกระทบลองโควิด และผลกระทบจากการรับวัคซีน จากกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและการศึกษาในกลุ่มควบคุม ได้แก่ คนที่ไม่ได้เป็นโควิดและไม่ได้ฉีดวัคซีน

ด้านสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาชี้แจงว่า อาการลองโควิดไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับความรัดกุมของการศึกษาผู้ป่วยที่ถูกอ้างถึงโดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์

ผลกระทบต่อสมองและการอักเสบในร่างกาย

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ "เป็นการให้ข้อมูลทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์" ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงจากการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการลองโควิดและการศึกษาในผู้ที่มีอาการป่วยหลังการรับวัคซีนโควิด-19

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ฯ ร่วมกับภาควิชาอายุรศาสตร์และสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ติดตามผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อโควิดและผู้ฉีดวัคซีนในไทยเกือบ 100 ราย ในระยะเวลา 1 ปี พบค่าการอักเสบและโปรตีนที่แสดงให้เห็นว่าเกิดภาวะสมองเสื่อม ทั้งที่ยังไม่มีอาการและมีอาการแล้ว หรือแม้แต่ยังมีร่องรอยภาวะโรคสมองเสื่อมดำเนินต่อไปหากมีปัจจัยกระตุ้น แม้จะมีอาการป่วยดีขึ้นแล้วก็ตาม

การติดตามผลกระทบของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาฯ เสนอในที่ประชุมสมาคมอัลไซเมอร์ของอเมริกาและนานาชาติ ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อเดือน ก.ค. ปี 2566 ที่ผ่านมา

ข้าม Facebook โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Facebook

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด Facebook โพสต์

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยกตัวอย่างผลการตรวจประสิทธิภาพของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมรายหนึ่ง ซึ่งเดิมมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยชนิดที่แทบดูไม่ออก แต่เมื่อตรวจประสิทธิภาพของสมองหลังจากการติดเชื้อโควิดและหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 1-3 ปรากฏว่า หลังจากรับวัคซีนเข็มที่ 3 พบว่าอาการสมองเสื่อมปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจนรุนแรง จนกระทั่งช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

นอกจากนี้ ยังพบว่า มีผู้ป่วยที่มีภาวะอักเสบในร่างกาย ทั้งในสมองและนอกสมอง ซึ่งปรากฏออกมาจากการปวดกล้ามเนื้อ การอักเสบของผิวหนัง และเริม จากภาวะอักเสบในร่างกายผู้ป่วยเหล่านี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุว่า "ทำให้ทราบว่า การอักเสบที่เกิดจากลองโควิด และลองวัคซีนนั้นเหมือนกัน"

เนื้อหาจากแถลงการณ์ร่วมของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ฯ และวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ยังกล่าวถึงงานวิจัยจากนักวิจัยคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเผยแพร่รายงานในวารสาร Nature Scientific Report ได้กล่าวถึงประเด็นการฉีดวัคซีนหลังเข็มที่ 3 ว่าอาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันชนิดที-เซลล์ (T-Cell) หมดแรง โดยชี้ว่า "การฉีดวัคซีนมากเกินไปอาจทำให้ร่างการมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงได้"

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชี้งานวิจัยที่อ้างถึงยังไม่รัดกุมพอ

แถลงการณ์จากสถาบันวัคซีนแห่งชาติระบุว่า จากงานวิจัยที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ อ้างถึง ยังต้องวางแผนการศึกษาให้รัดกุม

สถาบันวัคซีนแห่งชาติระบุว่า ในการศึกษาผลกระทบเบื้องต้นจากการฉีดวัคซีนโควิด ยังต้องกำหนดกลุ่มเปรียบเทียบเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงอคติในการศึกษา ซึ่งจะทำให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลผลกระทบระหว่างผู้ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 และกลุ่มผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้อย่างแท้จริง

"การทำการศึกษาผลกระทบของสิ่งใดก็ตาม หากไม่มีกลุ่มควบคุม อาจทำให้มีอคติเกิดขึ้นในการศึกษานั้นได้" แถลงการณ์จากสถาบันวัคซีนแห่งชาติระบุ

ส่วนประเด็นภูมิคุ้มกันชนิดที-เซลล์ หมดแรง จากการฉีดวัคซีนหลังเข็มที่ 3 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชี้ว่า "เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน" จากการประสานข้อมูลกับนักวิจัยชุดดังกล่าวพบว่า "ประเด็นหลักที่นักวิจัยต้องการสื่อสาร คือการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นปริมาณมาก ๆ ในช่วงระยะห่างสั้น ๆ (ฉีดวัคซีนจำนวนมาก และฉีดก่อนครบกำหนด) ไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ดี การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นควรมีการวางแผน และกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ดีที่สุด"

getyy

ที่มาของภาพ, getty images

ข้อมูลการเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด สูงหรือไม่

แถลงการณ์โดย ศ.นพ.ธีรวัฒน์ และ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 ชี้ด้วยว่า มีขบวนการปกปิดข้อมูลและข้อเท็จจริงของผู้ที่เสียชีวิตหลังจากได้รับวัคซีน ทำให้ตัวเลขการรายงานผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวัคซีนต่ำกว่าความเป็นจริง และอ้างรายงานจากกลุ่มแพทย์และจิตอาสาคนไทยพิทักษ์สิทธิ ว่าสถิติการเสียชีวิตของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ (Excess Deaths) ในปี 2565 และปี 2566 ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงที่โรคโควิด-19 ได้หยุดการระบาดไปแล้ว

ประเด็นนี้ สถาบันวัคซีนฯ ชี้แจงว่า กรณีอัตราการตายส่วนเกินในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นข้อมูลการตายจากสาเหตุอื่น ๆ ด้วยในภาพรวม เช่น โรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรัง รวมทั้งเป็นผลจากจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด การเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้มีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งไม่เกี่ยวกับโรคโควิด

“การวิเคราะห์ข้อมูลอัตราการตายส่วนเกินไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แต่ประการใด จึงไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงว่าสาเหตุการตายเกิดจากวัคซีน”

getty images

ที่มาของภาพ, getty images

สำหรับสถิติของการเสียชีวิตหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด ข้อมูลจากระบบรับคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนโควิด-19 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2564 ถึง 17 ม.ค. 2567 มีการยื่นคำร้องเพื่อรับเงินช่วยเหลือจากการเสียชีวิตทั่วประเทศ 4,890 ราย

เมื่อคำนวณสัดส่วนจากจำนวนผู้รับวัคซีนในไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มี.ค. 2566) หากเทียบกับผู้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และ 2 จำนวนกว่า 54-57 ล้านราย อัตราการเสียชีวิตจะคิดเป็นประมาณไม่ถึง 0.01% เท่านั้น และหากเทียบกับผู้รับวัคซีนเข็มที่ 3 กว่า 27 ล้านราย อัตราการเสียชีวิตจะคิดเป็นไม่ถึง 0.02% เท่านั้นของผู้รับวัคซีนเข็มที่ 3 ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยล่าสุดในวันนี้ (17 ม.ค.) ว่า ระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 2564 - 31 ธ.ค.2566 มีรายงานอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีนโควิดกรณีร้ายแรง 5.09 รายต่อแสนโดส หรือคิดเป็นประมาณ 0.005%

และผลการพิจารณาจากคณะผู้เชี่ยวชาญต่อผู้เสียชีวิต 1,797 ราย มีเหตุการณ์ที่สรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน จำนวน 5 รายเท่านั้น ได้แก่ การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ 2 ราย, อาการแพ้รุนแรง 2 ราย และ Stevens-Johnson Syndrome 1 ราย ซึ่งคิดเป็นอุบัติการณ์เสียชีวิตที่ต่ำกว่าหนึ่งในล้านโดส

คำชี้แจงจากกรมควบคุมโรคยังระบุด้วยว่า กระทรวงสาธารณสุขยังติดตามเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีนในระยะยาว ตามคำแนะนำขององค์การอนามันโลก เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาจำนวนมากในหลายประเทศที่ยืนยันว่า วัคซีนโควิดได้ปกป้องสุขภาพและชีวิตของผู้คนที่รับวัคซีนไว้เป็นจำนวนหลายล้านคน และการฉีดวัคซีนโควิดยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะลองโควิดภายหลังจากการติดเชื้อได้ด้วย

"การศึกษาในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ พบว่าวัคซีนโควิด-19 สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดลองโควิดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้ 40-80% เทียบกับการไม่ได้รับวัคซีน" โดยอ้างอิงงานวิจัยในสหราชอาณาจักร สเปน และเอสโตเนีย ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ทว่าด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ (The Lancet Respiratory Medicine) และงานวิจัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในสวีเดนที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เดอะบีเอ็มเจ (The BMJ)

อาการลองโควิดหลังรับวัคซีน มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ข้อสรุป

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผอ.กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า แม้มีผู้ที่ปรากฏอาการที่ส่งผลต่อร่างกายหลังจากฉีดวัคซีนหรือผู้ที่ปรากฏอาการลองโควิด แต่ข้อมูลในปัจจุบันยังไม่สามารถจะสรุปว่า เป็นผลจากวัคซีนหรือลองโควิดได้ชัดเจน เนื่องจากมีตัวแปรอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ควบคุมในการตั้งข้อสรุป

"มันเป็นความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น conclusion (ข้อสรุป) ว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้แน่นอน ยังต้องหาดูว่า มันมีสาเหตุอื่นที่มาอธิบายตรงนี้ได้หรือเปล่า"

ดร.อนันต์ กล่าวว่า สำหรับอาการลองโควิดที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 ค่อนข้างชัดเจนกว่าเป็นผลจากไวรัสโควิดที่เคยเข้าไปติดในร่างกายทิ้งร่องรอยไว้ เมื่อระยะเวลาผ่านไปอวัยวะที่เคยถูกไวรัสก็เกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติที่เคยเจอ เช่น อาการทางสมองหรือโรคเบาหวานที่เชื่อมโยงกับลองโควิด

getty

ที่มาของภาพ, Getty images

อย่างไรก็ดี ดร.อนันต์ เห็นว่า การสรุปว่าการฉีดวัคซีนมีความเกี่ยวข้องกับลองโควิดอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน เพราะสิ่งที่อยู่ในวัคซีนไม่ได้เหมือนกับสิ่งที่ไวรัสทิ้งไว้ในร่างกายผู้ป่วยหลังจากที่หมดเชื้อแล้ว ดังนั้น ผลจากวัคซีนจึงเป็นคนละชนิดกับลองโควิด แต่เป็นกลุ่มอาการที่เป็นที่เฉพาะตัวบุคคล นอกจากนี้ยังมีการรายงานกลุ่มอาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับลองโควิดเข้ามาเรื่อย ๆ ยิ่งคนที่เคยติดเชื้อแล้วมีการติดซ้ำหลายครั้ง ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเจอภาวะลองโควิดที่ซับซ้อนมากขึ้น

"คนที่เป็นลองโควิดมาอยู่แล้ว สิ่งที่เคยเป็นมาก่อนมันก็จะบวกทับ ๆ ไป สุดท้ายก็จะกลายเป็นโรคที่รุนแรงขึ้นมา แล้วพอมันเป็นรวม ๆ กันเข้า คนก็จะคิดว่า อันนี้คือสิ่งใหม่ ที่เขายังไม่เคยพบมาก่อน"

ผอ.กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค ให้ความเห็นต่อกรณีการเปิดเผยเรื่องอาการที่คล้ายกับลองโควิดหลังการฉีดวัคซีนด้วยว่า ไม่ได้มีถูกผิด เพราะเป็นการพบกรณีที่เฉพาะกับตัวผู้ป่วย แต่ว่ายังไม่สามารถจะสรุปถึงสาเหตุได้ ขณะที่การชี้แจงของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กลับไม่ได้ตอบด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ ต่อกรณีผลกระทบเฉพาะรายที่อยู่ในงานศึกษา

"มันจะมีแบล็กบ็อกซ์ (กล่องดำ) อยู่ตรงกลางว่า แล้วอะไรล่ะคือคำตอบ มันคืองานวิจัยที่เรายังไม่รู้"

ในทัศนะของ ดร.อนันต์ เขาไม่เชื่อว่าวัคซีนจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีความชัดเจนว่า ประชากรฉีดวัคซีนโควิดกันครบทุกคนแล้ว หากวัคซีนเป็น "ยาพิษ" ที่เข้าไปสะสมในร่างกาย ต้องเจอสถานการณ์ที่มีคนเสียชีวิตตามท้องถนนมากยิ่งกว่าช่วงที่มีการระบาดของโควิด

"ถ้าหากว่าอันตรายจริง ๆ ต้องมีคนเข้าโรงพยาบาล เข้าไอซียูด้วยผลจากวัคซีนเยอะมากจนทางการแพทย์รับอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ชัดเจนว่า การจะสรุปว่าวัคซีนเป็นยาพิษ ผมว่าต้องมีตัวเลขอะไรที่ชี้ชัดมากกว่านั้น" ดร.อนันต์ กล่าว