นักวาดภาพไทยปรับตัวอย่างไร เมื่อ "เอไอ" กำลังมาแย่งงาน

stock photo

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

พิพม์วิภา อุปถัมภกานนท์ นักวาดภาพประกอบฟรีแลนซ์สาววัย 28 ปี นึกสงสัยว่า ลูกค้าประจำของตัวเองหายไปไหน คนที่มักจะจ้างเธอวาดภาพตัวละครในเกมออนไลน์ปีละ 4-5 ครั้ง

“ตัวละครที่เขาเคยจ้างให้เราวาด… เขาใช้เอไอเจน(สร้าง)แล้ว”

สมัยก่อนเธออาจจะได้ค่าจ้างวาดภาพที่งานละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,800 บาท) แต่ว่า ตอนนี้งานเหล่านั้นกำลังลดลงเรื่อย ๆ

ภาพของศิลปิน

ที่มาของภาพ, พิพม์วิภา อุปถัมภกานนท์

คำบรรยายภาพ, พิพม์วิภามีความเชี่ยวชาญในการวาดรูปสัตว์เป็นพิเศษ

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่ชื่อว่า “Generative AI” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “เจนเอไอ” ซึ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ทั้งข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ โดยเรียนรู้จากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ กำลังเติบโตแบบหลักล้านล้านบาท

S&P Global บริษัทด้านข้อมูลการเงินและการวิเคราะห์ ออกมาประเมินว่า ภายในปี 2028 อุตสาหกรรมเกิดใหม่นี้จะมีรายได้สูงถึง 36,358 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.33 ล้านล้านบาท) นับเป็นการปรับตัวสูงขึ้นถึงปีละ 57.9% เมื่อนับว่ารายได้ในปี 2023 อยู่ที่ราว 3,704 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.35 แสนล้านบาท)

25 ต.ค. 2018 รูปภาพที่มีชื่อว่า “ภาพถ่ายของเอ็ดมอนด์ เบลามี” (Portrait of Edmond Belamy) ถูกขายในราคา 432,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.58 ล้านบาท) ภาพดังกล่าวไม่ได้วาดโดยมนุษย์ ปัจจุบันยังคงเป็นภาพที่ไม่ได้วาดด้วยมนุษย์ที่มีราคาซื้อขายสูงที่สุดในโลก

“เครื่องมือ” ของศิลปิน

ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ นักวาดการ์ตูนเจ้าของเพจ Sa-ard สะอาด ซึ่งมีผลงานปรากฏอยู่บนสื่อออนไลน์หลายสำนักของไทย รวมถึงการทำหนังสือการ์ตูนเป็นของตัวเอง บอกกับบีบีซีไทยสำหรับอาชีพของเขา “สุดท้าย (เอไอ) จะมาเป็นคุณ(ประโยชน์)กับอาชีพของผม มากกว่าจะเป็นโทษ”

การทำงานของนักวาดการ์ตูนกับเจนเอไอมีส่วนที่สนับสนุนกันอยู่บ้าง ธนิสร์อธิบายว่ามิติแรกคือการมีส่วนช่วยด้านเนื้อหาแม้จะเรียกไม่ได้ว่าสมบูรณ์แบบและ “ยังไม่ใกล้เคียงกับมนุษย์” แต่สิ่งที่เจนเอไอทำได้ค่อนข้างดีสำหรับเขาคือเมื่อเขาใส่แนวความคิดไปว่าอยากวาดการ์ตูนเรื่องอะไร เครื่องมือเหล่านี้สามารถไปค้นหาแนวคิดต่าง ๆ ที่มาจากหลากหลายช่องทางได้

ภาพของธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์

ที่มาของภาพ, ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์

คำบรรยายภาพ, หนึ่งในขั้นตอนการวาดการ์ตูนของธนิสร์ คือการเปลี่ยนจากร่างแรกบนกระดาษ มาเป็นสตอรี่บอร์ดแบบหยาบ ๆ ก่อนจะส่งให้ทีมงานช่วยจัดการในขั้นตอนต่อ ๆ ไป

“มันจะมีไอเดียบางอย่างที่เราคงคิดไม่ถึง มีไอเดียแปลก ๆ แต่จะติดว่าพอลงลึกไปเรื่อย ๆ จะเริ่มซ้ำ ไม่เพียงพอจะเอามาใช้งานแล้ว จะเริ่มสู้คนไม่ได้แล้ว” ธนิสร์ กล่าว

อีกประเด็นที่นักวาดการ์ตูนคนนี้มองว่าเอไออาจเป็นประโยชน์ได้ในอนาคตคือ การเป็นผู้ช่วยนักวาด เขาอธิบายว่า ในการทำหนังสือการ์ตูนที่มีจำนวนหลายร้อยหน้านั้น ขั้นตอนที่ค่อนข้างใช้พลังงานและต้องใช้เวลาเยอะคือ การวาดฉากพื้นหลัง

ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์

ที่มาของภาพ, ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์

“ถ้าวันนึงเอไอไปถึงจุดที่มันพัฒนาฉากหลังขึ้นมาจากลายเส้นผมได้ โดยที่ผมเป็นคนเทรนมันด้วยตัวเอง เมื่อนั้นผมจะไม่ต้องไปจ้างคนช่วยงานส่วนฉากหลังเลย” ธนิสร์ เล่า

ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์

ที่มาของภาพ, ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์

การจ้างงานหรือการเลิกจ้างงานเพราะเอไอเป็นประเด็นที่ทุกคนในทุกอุตสาหกรรมพูดถึง ข้อมูลจาก Goldman Sachs และ World Economic Forum พบว่า ภายในปี 2027 จะมีตำแหน่งงานใหม่ ๆ อันเป็นผลจากเอไอ 69 ล้านตำแหน่ง แต่ก็จะมีตำแหน่งงานที่ลดลงไปถึง 83 ล้านตำแหน่ง

จากข้อมูลชุดเดียวกันนี้ พบว่า ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมกลุ่มศิลปะและความบันเทิง ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป จะได้รับผลกระทบราว 26%

พิพม์วิภา อุปถัมภกานนท์

ที่มาของภาพ, พิพม์วิภา อุปถัมภกานนท์

คำบรรยายภาพ, พิพม์วิภาบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอไม่ได้กลัวการแข่งขัน แต่สิ่งที่เธอกำลังแข่งอยู่คือ “เครื่องจักร”

สำหรับพิพม์วิภา เธอบอกว่า ตัวเธอเองพยายามเข้าใจเรื่องการปรับตัว เรื่องการอยู่กับเอไอ หรือการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ แต่เธอชี้ว่าถ้าพื้นฐานการพัฒนาเอไอมาจากการนำผลงานของศิลปินมาใช้อย่าง “ไร้จริยธรรม” หรือไม่มีกฎเกณฑ์กำกับที่เป็นธรรม

“ถ้ามันยังเป็นอยู่อย่างนี้ เราอยู่กับมันได้ไม่นานนะ คือศิลปินก็วาดไปสิ เอไอก็ดูดไปผลิตของมันเอง แล้วก็ขายงานของเราในราคาถูก ๆ สุดท้ายคนวาดขายไม่ได้ แต่คนขายไม่ได้วาด”

เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอไม่ได้กลัวการแข่งขัน แต่เธอชี้ว่าสิ่งที่เธอกำลังแข่งอยู่คือ “เครื่องจักร”

“เราอยากจะพูดว่ามันเป็นสิทธิของเขา เราอยากจะคิดว่าเขามีสิทธิที่จะใช้เอไอ เขามีสิทธิไม่อยากจ่ายเงินเยอะ เราอยากพูดอย่างนั้นจริง ๆ”

ทว่าเธอเปรียบเทียบให้บีบีซีไทยฟังว่า ที่เธอพูดแบบนั้นไม่ได้เป็นเพราะ ถ้าเปรียบว่าเธอเป็นคนขายเค้ก แล้วมีร้านคู่แข่งมาขายราคาถูกกว่า ก็จะนับว่าปกติที่ลูกค้าจะซื้อเค้กที่ราคาถูกกว่า แต่สำหรับกรณีนี้ เธอเทียบว่ามันคือการที่ “ร้านที่ถูกกว่า มาแย่งเค้กของเราไป แล้วก็เอาไปขาย… เพราะตัวละครนี้เราเป็นคนออกแบบให้เขา”

จริยธรรม - ลิขสิทธิ์ - กฎหมาย

ในบทสัมภาษณ์กับนิตยสารฟอร์บส์เมื่อปี 2022 เดวิด โฮลซ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Midjourney ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเจนเอไอจากข้อความให้กลายเป็นภาพชื่อดัง ตอบคำถามว่าฐานข้อมูลในการพัฒนาเจนเอไอของแพลตฟอร์มมาจากไหน

“มันก็แค่ ‘การสเครป’ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่” เขาตอบ

การสเครปข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเปรียบได้กับการดึงข้อมูลที่เผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ต่าง ๆ จำนวนมากตามรูปแบบที่นักสเครปต้องการเพื่อนำไปสอนให้กับโปรแกรม

บทความดังกล่าวถามเดวิดต่อว่าเขาได้ขออนุญาตจากศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่ไหมหรือกำลังดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์อยู่หรือเปล่า เดวิดตอบว่า “ไม่ เพราะไม่มีทางที่จะขอ(ลิขสิทธิ์)จากภาพนับร้อยล้านรูปได้ หรือจะรู้ที่มาว่าพวกมันจากไหน”

เมื่อการเทรนเอไอต้องใช้ชุดข้อมูลมหาศาลที่ไม่อาจขออนุญาตจากเจ้าของได้ การเรียกร้องให้มีการควบคุมดูแลความเป็นธรรมให้กับศิลปินหรือเจ้าของผลงานจึงเกิดขึ้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2024 รัฐสภายุโรปผ่านกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Act) เป็นกฎหมายควบคุมดูแลเอไอฉบับแรกของโลก

ในมาตราที่ 105 ของกฎหมายฉบับนี้ มีท่อนหนึ่งที่ระบุว่าต่อจากนี้ “การใช้เนื้อหาที่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่มีข้อยกเว้นและข้อจำกัดลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง” และยังมีอีกหลายมาตราที่กำหนดให้ผู้สร้างเอไอเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหภาพยุโรป

ในบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของบีบีซี เคลลี แม็คเคอร์นาน ศิลปินสาวพบว่าผลงานของเธอมากกว่า 50 ชิ้น ถูกขโมยเพื่อนำไปใช้ในการเทรนเอไอบนโปรแกรมที่มีชื่อว่า Stable Diffusion ขณะที่ก่อนหน้านี้ยัง ก่อนหน้านี้มีกรณีที่บริษัทเก็ตตี้ อิมเมจส์ (Getty Images) ซึ่งเป็นคลังภาพขนาดใหญ่ ฟ้องร้องบริษัท Stability AI ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโปรแกรม Stable Diffusion ว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพของบริษัทมากถึง 12 ล้านภาพ โดยไม่ได้รับอนุญาต

เจสัน เบอร์นากอซซี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านศิลปะอิเล็กทรอนิกส์ จากมหาวิทยาลัยโคโรลาโด เสตท บอกกับบีบีซีไทยถึงประเด็นที่เขากังวลเกี่ยวกับโครงสร้างและการกำกับเอไอที่วงการเทคโนโลยีพยายามผลักดันกันอย่างสิ่งที่เรียกว่า “AI safety and alignment”

AI Safety แปลอย่างง่ายดายว่า เป็นความปลอดภัยทางเอไอ ทว่าการแปลคำว่า AI alignment อาจไม่ได้ตรงตัวเช่นนั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว AI alignment คือแนวคิดในการทำให้พฤติกรรมของเอไอสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์

แม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าในวงการผู้พัฒนาเอไอมีบางกลุ่มที่มองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถึงขั้น “สิ้นอารยธรรมมนุษย์” ตัวอย่างเช่น OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT เขียนไว้ในบล็อกของบริษัทว่า “เราต้องการความก้าวหน้าทางเทคนิคและทางวิทยาศาสตร์ในการบังคับและควบคุมระบบเอไอซึ่งฉลาดกว่าเรามาก” เพราะหากทำไม่ได้เช่นนั้น เอไอจะกลายมาเป็นภัยใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ

ผศ.เจสัน กล่าวว่า เมื่อมองโดยผิวเผินแนวคิดเช่นนี้ก็เหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี ที่บริษัทเทคโนโลยีออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเทคโนโลยีที่พวกเขาสร้างขึ้น “แต่ผมคิดว่า นี่เป็นวิธีการของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติที่จะผูกขาดผู้ที่จะสามารถสร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ได้”

“พวกเขาทำเช่นนั้นโดยปล่อยภาพนิยายวิทยาศาสตร์ยุคดิสโทเปียที่เลวร้าย เพื่อทำให้คุณต้องพึ่งพาพวกเขาในการ ‘ช่วยเรา’ เราปล่อยให้เทคโนโลยีล่าอาณานิคมในจินตนาการของเราไม่ได้” เขากล่าว

ก่อนกฎหมายจะใช้ได้จริง

กฎหมายฉบับแรกของโลกจากสหภาพยุโรปยังไม่เริ่มบังคับใช้จริง และยังต้องผ่านการตรวจสอบขั้นสุดท้ายก่อน และหลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น กฎหมายจะเริ่มใช้จริง 24 เดือนหลังจากนั้น คำถามคือ แล้วศิลปินจะทำอย่างไรกันต่อไปทั้งระหว่างนี้หรือต่อให้กฎหมายเป็นผลแล้ว แต่ก็แค่ในสหภาพยุโรปเท่านั้น ยังมีศิลปินอีกมากทั่วโลกที่ไม่ได้รับการปกป้องสิทธิของพวกเขา

ทุกวันนี้ พิพม์วิภา ใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า “Glaze” และ “Nightshade” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ในขั้นตอนสุดท้ายของการวาดผลงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เอไอเอาภาพไปใช้งานได้ แต่เธอเสริมว่า แม้นี่จะเป็นโปรแกรมที่ดีมากสำหรับศิลปินที่ต้องพยายามปกป้องงานศิลปะของตัวเอง ทว่าไม่ใช่ศิลปินทุกคนที่จะเข้าถึงโปรแกรมนี้

“ไม่ใช่ศิลปินทุกคนจะวาดงานบนคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ศิลปินทุกคนที่จะคอม(พิวเตอร์)แรงพอที่จะใช้ Glaze โปรแกรมนี้กินแรมเยอะมาก เวลาจะ Glaze ภาพที่ ขนาดคอมเราไม่ได้เก่าขนาดนั้น ตอนซื้อมาสเปคก็แรงอยู่นะ แต่นี่ก็ใช้เวลาภาพละเกือบครึ่งชั่วโมง ถ้าภาพใหญ่หน่อยก็ 1 ชั่วโมง”

Jingna Zhang

ที่มาของภาพ, Jingna Zhang/SAND LAB, UNIVERSITY OF CHICAGO

คำบรรยายภาพ, ผลงานศิลปะของจิงนา จาง แบบต้นฉบับ (ซ้าย) และที่เคลือบด้วย Glaze แล้ว (ขวา) ซึ่งภาพนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ของสหรัฐอเมริกา

โปรแกรมทั้ง Glaze และ Nightshade ถูกพัฒนาโดยทีมจากมหาวิทยาลัยชิคาโก โดยมี เบน เจา ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เป็นผู้นำทีมพัฒนา

Glaze ทำงานโดยการทำความเข้าใจโมเดลเอไอที่มีการฝึกฝนจากศิลปะของมนุษย์ จากนั้นใช้ขั้นตอนการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) คำนวณการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่สุดของผลงานศิลปะ โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่ส่งผลต่อสายตาของมนุษย์ แต่จะส่งผลต่อโมเดลเอไอให้มองเห็นสไตล์ศิลปะที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง

Nightshade ทำงานคล้ายกับ Glaze แต่แทนที่จะเป็นการป้องกันการเลียนแบบสไตล์ มันถูกออกแบบเป็นเครื่องมือจู่โจมเพื่อบิดเบือนการแปลความของข้อมูลภายในโมเดลเอไอสร้างภาพ ตัวอย่างเช่น ตาของมนุษย์อาจจะมองเห็นภาพวัวในทุ่งหญ้าสีเขียวที่ปรับแต่งแล้วแทบจะไม่ต่างจากเดิม แต่โมเดลเอไอ อาจจะมองเห็นกระเป๋าสตางค์หนังขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นหญ้า

โดยสรุปนั้น ศ.เบน กล่าวว่า “เราสามารถคำนวณการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยระดับพิกเซลที่ทำให้โมเดลเอไอ ‘มองเห็น’ ภาพที่แตกต่างไปจากสายตาของมนุษย์” เขาเสริมว่านับตั้งแต่เปิดตัว Glaze ทีมงานได้รับเสียงตอบรับ “อย่างท่วมท้น” จากศิลปินจากทั่วโลก

อิเล็กทรอนิกส์สูงส่งสู่การวาดมือ

กฤติน ธีรวิทยาอาจ นักวาดภาพประกอบอีกหนึ่งคนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วย โลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจอีเวนต์ที่หลากหลาย เขาทั้งวาดภาพประกอบให้กับสินค้า หรือแม้แต่การร่วมออกบูธในฐานะช่างเขียนตัวอักษร (calligrapher) ให้กับผู้ซื้อสินค้าแต่ละคน

สำหรับเขางานหลายอย่างที่เขาทำ เขามองว่าเอไอยังเข้ามาแทนไม่ได้ เพราะหลาย ๆ อย่างเป็นงานที่วาดด้วยมือ หรือการไปวาดที่หน้างานต่อหน้าลูกค้าจริง ๆ ทว่า เขาเองก็มีโอกาสได้ลองใช้ลูกเล่นต่าง ๆ ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้และมองว่ามันเป็น “เครื่องมือหนึ่งที่เราสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์ได้”

งานของกฤติน ธีรวิทยาอาจ

ที่มาของภาพ, กฤติน ธีรวิทยาอาจ

คำบรรยายภาพ, กฤติน มักออกงานที่มีการวาดรูปสด ๆ ในงานให้กับลูกค้าของแบรนด์ที่เขาร่วมงานด้วย และเขามองว่าสิ่งนี้คือความแตกต่างระหว่างผลงานศิลปะของเขากับเอไอ

เขายกตัวอย่างว่า เวลาขายงานให้กับลูกค้านั้น ในช่วงแรกที่ต้องมีการระดมความคิดและลองร่างแบบต่าง ๆ ออกมา เทคโนโลยีของเอไออาจเข้ามาช่วยให้งานตรงนั้นรวดเร็วขึ้นได้ เช่น ศิลปินสามารถบอกให้เอไอลองร่างภาพตามโจทย์ของลูกค้าขึ้นมา 5 แบบ แล้วนำภาพตรงนั้นไปคุยกับลูกค้าก่อน เมื่อตกลงกันได้แล้ว สามารถนำชิ้นตัวอย่างนั้นมาจบงานด้วยมือของศิลปินเอง

“เอไอยังไงก็ไม่ใช่งานฝีมือ ไม่ใช่งานที่มนุษย์ทำด้วยมือ ในอนาคตเมื่อเอไอมันทำงานในส่วนที่ใครก็สามารถสั่งเอไอทำได้แล้ว แต่ว่างานที่ต้องอาศัยการฝึกฝน งานฝีมือที่ทำมาจากมือของมนุษย์ มันอาจน้อยลงเรื่อย ๆ ดังนั้นมันอาจจะมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ”

ผลงานการออกแบบตัวอักษรภาษาไทยของกฤติน

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผลงานการออกแบบตัวอักษรภาษาไทยของกฤติน

นักวาดการ์ตูนเจ้าของเพจ Sa-ard สะอาด อย่างธนิสร์คิดเห็นคล้าย ๆ กัน เขามองว่า งานวาดด้วยมือจะกลับมามีความสําคัญมากขึ้น เพราะเมื่อลูกค้าเสพงานที่ทำมาจากเอไอไปประมาณหนึ่งอาจถึงจุดอิ่มตัว “เพราะว่าทุกคนสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ว่าคนวาดรูปเป็นหรือไม่เป็น มันก็มีสิทธิที่กระแสจะถูกตีกลับมาเป็นงานคราฟต์ งานวาดมือ งานที่แบบสามารถมาเห็นความดิบ ความหยาบของต้นฉบับได้ ผมคิดว่าอย่างนั้นก็มีแนวโน้ม”

คำถามสำคัญที่อาจไร้คำตอบอยู่ คือกว่าจะถึงตอนที่ผู้บริโภคหันกลับมาเสพงานวาดด้วยมือ จะมีศิลปินรอดจากการเข้ามาของวงการเอไอได้มากน้อยแค่ไหน...

สำหรับประเด็นนี้ ผศ.เจสัน กล่าวว่า ขณะนี้ผู้คนกำลังหวาดกลัวผลกระทบของเอไอต่อแวดวงแรงงาน ในมุมมองของเขาสำหรับวงการศิลปะ เขามองว่า “ผมมองไม่เห็นอนาคต แต่เชื่อว่าเราจะเห็นการขยายตัวของศิลปะมากขึ้น เมื่อเทียบกับการลบล้างศิลปะแบบดั้งเดิม”

เขาเปรียบเทียบว่า วันที่เทคโนโลยีการถ่ายภาพมาถึง การวาดรูป การวาดภาพประกอบ หรือการพิมพ์ ไม่ได้ถูกทำลาย พวกมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของบนสนทนา “ด้วยสำเนียงน้ำเสียงของตัวพวกมันเอง” และเขาคิดว่าเอไอก็จะเข้ามาในมิติที่คล้ายคลึงกัน

เขาอธิบายว่าเทคโนโลยีเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทุกวงการ สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เราจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถของเราเอง หรือปล่อยให้มันคิดแทนเรา

“ผมคิดว่าศิลปินควรจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ พัฒนาฝีมือของตัวเองต่อไป คุณไม่รู้หรอกว่ามุมมองที่คุณมีต่อโลกนี้อาจจะไปตรงกับกระแสสังคมในอนาคตก็ได้ ผมมักจะบอกนักเรียนของผมเสมอว่าอย่าวิ่งตามกระแส อย่าสร้างงานโดยหวังว่า มันจะไปถูกใจใคร ถ้าคุณสนใจปัญญาประดิษฐ์ ลองถามตัวเองดูว่าทำไม และวิสัยทัศน์ของคุณจะเสริมสร้างมันได้อย่างไร”