วัฒน์ วรรลยางกูร : มิตรสหายร่วมไว้อาลัยการจากไปของวัฒน์ในฝรั่งเศส

วัฒน์ วรรลยางกูร

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วัฒน์ วรรลยางกูร ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยและเดินทางถึงฝรั่งเศสเมื่อเดือน พ.ค. 2562

มิตรสหายร่วมไว้อาลัยการจากไปของ วัฒน์ วรรลยางกูร ภายหลังเสียชีวิตที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

วจนา วรรลยางกูร ลูกสาววัฒน์ วรรลยางกูร โพสต์ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเองเมื่อ 05.31 น. ของ 22 มี.ค. ระบุว่าบิดาเสียชีวิตแล้วเมื่อ 21.30 น. ของ 21 มี.ค. หรือ 03.30 น. ของ 22 มี.ค. ตามเวลาในประเทศไทย

"คุณพ่อวัฒน์ วรรลยางกูร จากไปแล้วราวช่วงสามทุ่มครึ่งตามเวลาในฝรั่งเศส

หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมทางครอบครัวจะแจ้งอีกครั้งค่ะ" วจนา โพสต์ผ่านบัญชี Toei Wajana (วจนา วรรลยางกูร)

ในเวลาต่อมา วจนา โพสต์ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อ 20.04 น. ของวันเดียวกันเล่าถึงความประทับใจวัยเด็กที่มีร่วมกับพ่อ และไว้อาลัยต่อการจากไปของพ่อ

"เป็นลูกพ่อแม่งชีวิตโคตรยาก ไม่มีอะไรง่ายเลย มันไม่ได้ยากเพราะพ่อหรอก มันยากเพราะประเทศนี้แหละที่ทำให้คนอย่างพ่ออยู่ไม่ได้

เสียใจแน่ เสียใจมาก แต่มันมากกว่านั้น พ่อเป็นชีวิตของเตย เตยเป็นลูกสาวพ่อมาทั้งชีวิตและจะเป็นไปตลอดกาล"

วจนา วรรลยางกูร

ที่มาของภาพ, Facebook/Toei Wajana

คำบรรยายภาพ, บัญชีเฟซบุ๊กของ วจนา วรรลยางกูร

ขณะที่ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ต่างพากันแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของวัฒน์ นักเขียนเจ้าของรางวัลศรีบูรพา

จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ร่วมดูแลนายวัฒน์ขณะลี้ภัยและในช่วงล้มป่วย ระบุผ่านเฟซบุ๊กตอนหนึ่งว่า "จะไปช่วยจัดการศพอย่างสมเกียรตินักปฏิวัติ หลับเถิดสหายไม่ต้องห่วง ลูกหลานและเพื่อนจักต่อสู้ต่อไป เพื่อโค่นระบอบเผด็จการ…'

อานนท์ นำภา แกนนำ "ราษฎร" ระบุว่า "หลับให้สบายครับพี่ น้อง ๆ จะสานต่ออุดมการณ์พี่ให้สำเร็จครับ"

สกุล บุณยทัต นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ระบุผ่านแฟนเพจของสมาคมว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัววรรลยางกูร ต่อการจากไปของคุณวัฒน์ วรรลยางกูร มา ณ โอกาสนี้

"คนบางคนตายไปแล้วก็ยังเหมือนกับว่ายังมีชีวิตอยู่

แต่...สำหรับคนบางคนมีชีวิตอยู่แต่ก็เหมือนกับว่าได้ตายไปแล้ว..."

ส่วน ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และอดีตนักศึกษา 6 ตุลา ได้แต่งกลอนไว้อาลัยให้แก่วัฒน์ โดยใช้ชื่อว่า "แด่ดินสอโดมผู้จากไป" มีเนื้อหา ดังนี้

เหลาขึ้นทั้งกายใจจากไม้สัก

ได้จารึกจำหลักเป็นหลักฐาน

เสียงดนตรีเสียงกวีดังกังวาน

บันทึกเป็นพยานตลอดไป

เขียนเอาไว้กลางใจแห่งแผ่นดิน

เลือดที่รินร่างที่เรียงเสียงร่ำไห้

ป่าที่เข้าศึกที่สู้เพื่อกู้ไท

สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่ไม่จำนน

แผ่นดินกว้างทางกลับช่างคับแคบ

ประคองแผลเจ็บแสบไปห่างหน

สู่โลกใหม่หายใจเสรีชน

ฝากฝันให้ทุกคนข้ามฟากฟ้า

ดินสอโดมขีดครบจบบรรทัด

ตำนานการยืนหยัดของคนกล้า

เรียกหนุ่มสาวพลิกฟื้นตื่นเต็มตา

เรียงสัมผัสพลิกหน้าต่อตำนาน

วัฒน์ วรรลยางกูร

ที่มาของภาพ, วัฒน์ วรรลยางกูร

ก่อนหน้านี้วัฒน์เข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกที่ตับเมื่อกลางปีที่แล้ว ซึ่งผ่านไปด้วยดี ประกอบกับต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่ที่เขาใช้เวลาเขียนนานถึง 7 ปี เสร็จสมบูรณ์ นักเขียนและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยวัย 67 ปี บอกกับลูก ๆ ว่า "ปี 2565 จะเป็นปีที่ดีสำหรับพ่อ"

แต่ยังไม่ทันผ่านพ้นเดือนแรกของปี วัฒน์ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสก็ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง การทำงานของอวัยวะหลายอย่างล้มเหลว เขาหมดสติไปนานถึง 4 วัน อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์พยุงชีพต่าง ๆ แพทย์ส่งข่าวแจ้งครอบครัวของเขาในไทยช่วงปลายเดือน ม.ค. ว่า "โอกาสรอดมีน้อย"

ข่าวนั้นทำให้วนะ วรรลยางกูร ลูกชายคนโตของวัฒน์ ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ในภาวะที่บีบคั้นหัวใจอย่างที่สุด เขากับน้อง ๆ อีก 2 คนยังหวังว่าจะมีปาฏิหารย์

สามคนพี่น้องวางแผนและจัดเตรียมการเดินทางไปฝรั่งเศสอย่างเร่งรีบ มิตรสหายในแวดวงวรรณกรรมประกาศระดมทุนเพื่อสมทบทุนค่าเดินทางของพวกเขา ไม่กี่วันเงินจำนวนหลายหมื่นบาทก็ถูกโอนเข้าบัญชีของวจนา วรรลยางกูร ลูกสาวคนสุดท้องของวัฒน์ เพื่อน ๆ อีกส่วนหนึ่งช่วยกันจัดเตรียมเอกสารสำหรับขอวีซ่าและเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน/การตรวจโควิด-19

ระหว่างนั้นลูก ๆ ได้รับข่าวดีเล็ก ๆ ว่าวัฒน์มีอาการดีขึ้นเล็กน้อย เขาฟื้นกลับมามีสติอีกครั้ง แม้หมอจะยังไม่ยืนยันว่าพ้นขีดอันตราย แต่ลูก ๆ ก็นับว่านี่คือปาฏิหารย์แล้ว

ทั้ง 3 คนเดินทางถึงกรุงปารีสเมื่อต้น ก.พ. และหลังจากผ่านความทุกข์ทรมานที่ต้องอยู่ห่างไกลกันในภาวะความเป็นความตาย ในที่สุดพ่อ-ลูกก็ได้พบกันในหอผู้ป่วยหนักของโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 5 ก.พ.

วนะ ศิลปินวาดรูปอิสระวัย 35 ปี เล่าให้บีบีซีไทยฟังหลังจากได้พบพ่อเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

อาการทรง ๆ ค่อนไปทางลบ

ภาพแรกที่วนะเห็นคือวัฒน์นอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้องปลอดเชื้อ เครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์พยุงชีพถูกถอดออกไปแล้ว แต่ยังคงมีสายยางให้อาหารและติดเครื่องวัดสัญญาณชีพตลอดเวลา

ก่อนหน้านี้หมอห้ามเยี่ยม แต่ตอนนี้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้วันละ 3 ชั่วโมง

ระหว่างการเยี่ยมครั้งแรก พ่อ-ลูกไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก เพราะวัฒน์อ่อนเพลียมาก แต่อย่างน้อยเขาก็รับรู้ว่าลูก ๆ ได้มาอยู่ใกล้ ๆ แล้ว

"ตอนที่ไปถึงพ่อหลับอยู่ ผมก็เข้าไปปลุก พ่อยังเบลอ ๆ ต้องใช้เวลาทบทวนกันอยู่พักหนึ่ง พ่อก็รับรู้ว่าพวกเรามาหาแล้ว เขาก็บอกว่าดีแล้วที่มาอยู่กับพ่อ"

"ในความโชคร้ายก็ยังโชคดีที่โรงพยาบาลที่นี่อุปกรณ์ค่อนข้างพร้อม และการรักษาพยาบาลเป็นสวัสดิการที่ไม่มีค่าใช้จ่าย"

หมอบอกกับเขาว่าอาการของวัฒน์ยังทรง ๆ อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ ขณะนี้ยังต้องให้ยาฆ่าเชื้อ เฝ้าระวังการติดเชื้อเพิ่มและรักษาตามอาการ ยังไม่มีกำหนดว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่

วนะบอกว่าเขากับน้อง ๆ วางแผนว่าจะอยู่ฝรั่งเศสประมาณ 1 เดือนและตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลทุกวัน

"เราหวังว่าพ่อจะสู้" เขาบอกระหว่างสนทนากับบีบีซีไทยจากฝรั่งเศสผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์เมื่อคืนวันที่ 5 ก.พ. ตามเวลาไทย

วัฒน์ วรรลยางกูร

ที่มาของภาพ, วัฒน์ วรรลยางกูร

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายของวัฒน์ที่เขาโพสต์ทางเฟซบุ๊กเมื่อเดือน ก.ย. 2564

หนังสือเล่มใหม่

แม้วัฒน์จะอ่อนเพลียมากและสะลึมสะลือ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างการเยี่ยมนั้นที่ดูเหมือนวัฒน์จะมีเรี่ยวแรงและความคิดแจ่มชัดขึ้นมา

นั่นคือตอนที่ลูกชายรายงานความคืบหน้าเรื่องหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่สำนักพิมพ์อ่านกำลังจัดพิมพ์

"พอคุยเรื่องอื่นพ่อจะงง ๆ แต่พอคุยเรื่องหนังสือ เขาจำได้แม่นมากเลย เพราะเขาพูดถึงหนังสือเล่มนี้มาตลอดตั้งแต่เขียนเสร็จและส่งต้นฉบับให้ทางสำนักพิมพ์เมื่อเดือน ธ.ค. พ่อบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานสำคัญในชีวิตของเขา มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในช่วง 7 ปีที่ลี้ภัย"

ลูกชายคนโตของนักเขียนรางวัลศรีบูรพาเล่าเพิ่มเติมว่า วัฒน์เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ลี้ภัยอยู่ที่ลาว แต่ด้วยสถานการณ์ที่ล่อแหลม ความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างลำบากจึงเขียนได้ทีละน้อย เพิ่งจะมามีสมาธิในการเขียนได้เต็มที่และปิดต้นฉบับได้ในช่วง 2 ปีที่ได้สถานะผู้ลี้ภัยในปารีส

"ผมบอกพ่อว่าหนังสือเตรียมพิมพ์แล้วนะพ่อ เขาก็บอกว่าอย่าเพิ่งเปิดตัวตอนนี้นะ พ่อยังอยู่โรงพยาบาลอยู่เลย"

จากใจลูกของผู้ลี้ภัย

เจ็ดปีที่พ่อกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ช่วงเวลาไหนที่บีบคั้นหัวใจมากที่สุด?

"ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่พ่อต้องหลบซ่อนตัวอยู่ที่ลาวหรือช่วงที่พ่อป่วยอยู่ที่ฝรั่งเศส มันบีบคั้นหัวใจพอ ๆ กัน มันเป็นเรื่องความเป็นความตาย ตอนอยู่ที่ลาว (ซึ่งมีผู้ลี้ภัยบางคนถูกอุ้มหายหรือถูกฆาตกรรม) แม้ว่าภัยยังมาไม่ถึงตัว แต่เราก็ต้องอยู่ในความวิตกกังวล อยู่ในความหวาดกลัวตลอดเวลา ส่วนความเจ็บป่วยในตอนนี้ แม้มันจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ลูก ๆ ก็มีความเป็นห่วงพ่อมาก" วนะตอบคำถาม

วนะบอกว่าไม่ใช่แค่ครอบครัวเขาที่ต้องอยู่กับความกังวล ความหวาดกลัว ความบีบคั้นทางจิตใจจากความเป็นห่วงและต้องอยู่ไกลจากบุคคลอันเป็นที่รัก แต่ยังมีครอบครัวของผู้ลี้ภัยอีกจำนวนมากที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน

ลูกชายของวัฒน์บอกว่า แม้พ่อของเขาจะได้รับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมาในฝรั่งเศส และมีความสุขกับชีวิตที่นี่ในระดับหนึ่งนับตั้งแต่มาถึงเมื่อปี 2562 แต่วนะอยากบอกรัฐไทยว่า "การจัดการผู้เห็นต่างด้วยกฎหมายหรือด้วยการสร้างความหวาดกลัวควรจะยุติได้แล้ว"

ข้าม YouTube โพสต์ , 1
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1

line

วัฒน์ วรรลยางกูร และเส้นทางลี้ภัยทางการเมือง

นักเขียน-นศ. ยุค 6 ตุลา

วัฒน์ วรรลยางกูร เกิดวันที่ 12 ม.ค. 2489 ที่ จ.ลพบุรี สนใจการประพันธ์ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เริ่มจากเขียนกลอนรักให้เพื่อนนักเรียนหญิง และเขียนหนังสือให้เพื่อนอ่านกันในห้องเรียน ต่อมาเริ่มเขียนเรื่องสั้นลงในหนังสือที่ครูจัดทำภายในโรงเรียน และเริ่มส่งกลอนและเรื่องสั้นส่งนิตยสารต่าง ๆ แม้ไม่ได้ลงตีพิมพ์ แต่ก็ไม่ย่อท้อ จนกระทั่งเรื่องสั้นเรื่องแรกได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือยานเกราะเมื่อปี 2513 หลังจากนั้นบทกวีและเรื่องสั้นของเขาก็ได้รับการตีพิมพ์อีกหลายครั้งในนิตยสารต่าง ๆ

ช่วงที่เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาได้รู้จักกับนักเขียนนักกิจกรรมหลายคน และได้ร่วมทำหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยช่วงปี 2517 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้ฝึกฝนการเขียนหลายประเภท จนกระทั่งมีการรวมเล่ม และเริ่มเป็นที่รู้จักของคนหนุ่มสาวที่กำลังเบ่งบานทางความคิดและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วงนั้น

วัฒน์เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้นได้หนีภัยการเมืองเข้าป่า และมีผลงานเรื่องสั้น บทกวีและนวนิยายออกมา 3 เล่มระหว่างปี 2522-2524

เมื่อสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงในปี 2524 เขาออกมาจากป่าและทำงานเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว ปี 2550 เขาได้รับรางวัลศรีบูรพา ซึ่งมอบให้แก่นักคิดนักเขียนผู้มีผลงานอันทรงคุณค่า

ข้าม YouTube โพสต์ , 2
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2

หลังการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือน ก.ย. 2549 วัฒน์ได้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐประหารกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทำให้หลายคนเรียกเขาว่าเป็น "นักเขียนเสื้อแดง"

หลังรัฐประหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเดือน พ.ค. 2557 คสช. วัฒน์เดินทางออกนอกประเทศเพราะประเมินสถานการณ์ว่าเขาคงจะถูกดำเนินคดีฐานเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร และเป็นจริงดังนั้นเมื่อ คสช. ออกคำสั่งให้วัฒน์ไปรายงานตัว 2 ครั้ง เมื่อไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกจึงมีการออกหมายจับในที่สุด และต่อมาในเดือน ส.ค. 2557 ศาลอนุมัติหมายจับวัฒน์ในข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงละคร "เจ้าสาวหมาป่า" ที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ เพิ่มอีกคดี

เส้นทางการลี้ภัย

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทยที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือน ก.ค. 2562 วัฒน์เปิดเผยถึงเส้นทางการลี้ภัยว่า เขาเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาโดยผ่านช่องทางธรรมชาติหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "ช่องแมวลอด" ที่ผ่านเข้าออกได้โดยไม่ต้องใช้พาสปอร์ต หลังจากพักอยู่ในกัมพูชา 7 เดือน เขานั่งเรือล่องแม่น้ำโขงจากจังหวัดสตึงเตรงเข้าไปยังแขวงจำปาสักของลาว

ในลาวเขาย้ายที่อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งไปปักหลักทางตอนเหนือของประเทศ โดยพักอยู่ที่เดียวกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ทางการไทยต้องการตัวอีกหลายคน

เรือนพัก

ที่มาของภาพ, วัฒน์ วรรลยางกูร

คำบรรยายภาพ, เรือนพักของวัฒน์ในลาว เมื่อปี 2561

การเสียชีวิตของผู้ลี้ภัย 2 คน คือนายชัชชาญ บุปผาวัลย์หรือ "สหายภูชนะ" และนักกิจกรรมที่ใช้ชื่อว่ากาสะลอง และการหายตัวไปของนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ลี้ภัยคนสำคัญในลาว ซึ่งมีที่พักอยู่ไม่ห่างไกลกัน ทำให้วัฒน์ไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิต จึงตัดสินใจยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยผ่านสถานทูตฝรั่งเศสในลาว ในที่สุดเขาก็ได้รับการอนุมัติและเดินทางถึงกรุงปารีสในเดือน พ.ค. 2562 และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้นมา

วัฒน์บอกว่าเขาไม่คิดที่จะกลับประเทศไทย "ในสภาพที่สังคมไทยเป็นแบบนี้" อีกทั้งหากกลับมาเขาก็จะต้องถูกดำเนินคดีการเมืองที่อาจมีโทษจำคุกสูงสุดกว่า 40 ปี ซึ่งหากเป็นเช่นนัั้นวัฒน์บอกว่าเขา "คงแก่ตายในคุก"

"ผมก็อยู่อย่างนี้แหละ ทุกหนแห่งเป็นบ้านของเราได้ ผมคิดแบบนี้แล้ว ทุกหนแห่งเป็นโลกกวี กวีเป็นคนของจักรวาล" วัฒน์กล่าว