วัฒน์ วรรลยางกูร ยังรักษาอาการติดเชื้อที่ รพ. ในฝรั่งเศส ลูกชายเผยอาการทรงตัว

วัฒน์ วรรลยางกูร

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วัฒน์ วรรลยางกูร ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยและเดินทางถึงฝรั่งเศสเมื่อเดือน พ.ค. 2562
    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

หลังจากการผ่าตัดเนื้องอกที่ตับเมื่อกลางปีที่แล้วผ่านไปด้วยดี ประกอบกับต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่ที่เขาใช้เวลาเขียนนานถึง 7 ปี เสร็จสมบูรณ์ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยวัย 67 ปี บอกกับลูก ๆ ว่า "ปี 2565 จะเป็นปีที่ดีสำหรับพ่อ"

แต่ยังไม่ทันผ่านพ้นเดือนแรกของปี วัฒน์ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสก็ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง การทำงานของอวัยวะหลายอย่างล้มเหลว เขาหมดสติไปนานถึง 4 วัน อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์พยุงชีพต่าง ๆ แพทย์ส่งข่าวแจ้งครอบครัวของเขาในไทยช่วงปลายเดือน ม.ค. ว่า "โอกาสรอดมีน้อย"

ข่าวนั้นทำให้วนะ วรรลยางกูร ลูกชายคนโตของวัฒน์ ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ในภาวะที่บีบคั้นหัวใจอย่างที่สุด เขากับน้อง ๆ อีก 2 คนยังหวังว่าจะมีปาฏิหารย์

สามคนพี่น้องวางแผนและจัดเตรียมการเดินทางไปฝรั่งเศสอย่างเร่งรีบ มิตรสหายในแวดวงวรรณกรรมประกาศระดมทุนเพื่อสมทบทุนค่าเดินทางของพวกเขา ไม่กี่วันเงินจำนวนหลายหมื่นบาทก็ถูกโอนเข้าบัญชีของวจนา วรรลยางกูร ลูกสาวคนสุดท้องของวัฒน์ เพื่อน ๆ อีกส่วนหนึ่งช่วยกันจัดเตรียมเอกสารสำหรับขอวีซ่าและเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน/การตรวจโควิด-19

ระหว่างนั้นลูก ๆ ได้รับข่าวดีเล็ก ๆ ว่าวัฒน์มีอาการดีขึ้นเล็กน้อย เขาฟื้นกลับมามีสติอีกครั้ง แม้หมอจะยังไม่ยืนยันว่าพ้นขีดอันตราย แต่ลูก ๆ ก็นับว่านี่คือปาฏิหารย์แล้ว

ทั้ง 3 คนเดินทางถึงกรุงปารีสเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว และหลังจากผ่านความทุกข์ทรมานที่ต้องอยู่ห่างไกลกันในภาวะความเป็นความตาย ในที่สุดพ่อ-ลูกก็ได้พบกันในหอผู้ป่วยหนักของโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 5 ก.พ.

ต่อไปนี้คือสิ่งที่วนะ ศิลปินวาดรูปอิสระวัย 35 ปี เล่าให้บีบีซีไทยฟังหลังจากได้พบพ่อเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

อาการทรง ๆ ค่อนไปทางลบ

ภาพแรกที่วนะเห็นคือวัฒน์นอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้องปลอดเชื้อ เครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์พยุงชีพถูกถอดออกไปแล้ว แต่ยังคงมีสายยางให้อาหารและติดเครื่องวัดสัญญาณชีพตลอดเวลา

ก่อนหน้านี้หมอห้ามเยี่ยม แต่ตอนนี้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้วันละ 3 ชั่วโมง

ระหว่างการเยี่ยมครั้งแรก พ่อ-ลูกไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก เพราะวัฒน์อ่อนเพลียมาก แต่อย่างน้อยเขาก็รับรู้ว่าลูก ๆ ได้มาอยู่ใกล้ ๆ แล้ว

"ตอนที่ไปถึงพ่อหลับอยู่ ผมก็เข้าไปปลุก พ่อยังเบลอ ๆ ต้องใช้เวลาทบทวนกันอยู่พักหนึ่ง พ่อก็รับรู้ว่าพวกเรามาหาแล้ว เขาก็บอกว่าดีแล้วที่มาอยู่กับพ่อ"

"ในความโชคร้ายก็ยังโชคดีที่โรงพยาบาลที่นี่อุปกรณ์ค่อนข้างพร้อม และการรักษาพยาบาลเป็นสวัสดิการที่ไม่มีค่าใช้จ่าย"

หมอบอกกับเขาว่าอาการของวัฒน์ยังทรง ๆ อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ ขณะนี้ยังต้องให้ยาฆ่าเชื้อ เฝ้าระวังการติดเชื้อเพิ่มและรักษาตามอาการ ยังไม่มีกำหนดว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่

วนะบอกว่าเขากับน้อง ๆ วางแผนว่าจะอยู่ฝรั่งเศสประมาณ 1 เดือนและตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลทุกวัน

"เราหวังว่าพ่อจะสู้" เขาบอกระหว่างสนทนากับบีบีซีไทยจากฝรั่งเศสผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์เมื่อคืนวันที่ 5 ก.พ. ตามเวลาไทย

วัฒน์ วรรลยางกูร

ที่มาของภาพ, วัฒน์ วรรลยางกูร

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายของวัฒน์ที่เขาโพสต์ทางเฟซบุ๊กเมื่อเดือน ก.ย. 2564

หนังสือเล่มใหม่

แม้วัฒน์จะอ่อนเพลียมากและสะลึมสะลือ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างการเยี่ยมนั้นที่ดูเหมือนวัฒน์จะมีเรี่ยวแรงและความคิดแจ่มชัดขึ้นมา

นั่นคือตอนที่ลูกชายรายงานความคืบหน้าเรื่องหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่สำนักพิมพ์อ่านกำลังจัดพิมพ์

"พอคุยเรื่องอื่นพ่อจะงง ๆ แต่พอคุยเรื่องหนังสือ เขาจำได้แม่นมากเลย เพราะเขาพูดถึงหนังสือเล่มนี้มาตลอดตั้งแต่เขียนเสร็จและส่งต้นฉบับให้ทางสำนักพิมพ์เมื่อเดือน ธ.ค. พ่อบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานสำคัญในชีวิตของเขา มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในช่วง 7 ปีที่ลี้ภัย"

ลูกชายคนโตของนักเขียนรางวัลศรีบูรพาเล่าเพิ่มเติมว่า วัฒน์เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ลี้ภัยอยู่ที่ลาว แต่ด้วยสถานการณ์ที่ล่อแหลม ความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างลำบากจึงเขียนได้ทีละน้อย เพิ่งจะมามีสมาธิในการเขียนได้เต็มที่และปิดต้นฉบับได้ในช่วง 2 ปีที่ได้สถานะผู้ลี้ภัยในปารีส

"ผมบอกพ่อว่าหนังสือเตรียมพิมพ์แล้วนะพ่อ เขาก็บอกว่าอย่าเพิ่งเปิดตัวตอนนี้นะ พ่อยังอยู่โรงพยาบาลอยู่เลย"

จากใจลูกของผู้ลี้ภัย

เจ็ดปีที่พ่อกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ช่วงเวลาไหนที่บีบคั้นหัวใจมากที่สุด?

"ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่พ่อต้องหลบซ่อนตัวอยู่ที่ลาวหรือช่วงที่พ่อป่วยอยู่ที่ฝรั่งเศส มันบีบคั้นหัวใจพอ ๆ กัน มันเป็นเรื่องความเป็นความตาย ตอนอยู่ที่ลาว (ซึ่งมีผู้ลี้ภัยบางคนถูกอุ้มหายหรือถูกฆาตกรรม) แม้ว่าภัยยังมาไม่ถึงตัว แต่เราก็ต้องอยู่ในความวิตกกังวล อยู่ในความหวาดกลัวตลอดเวลา ส่วนความเจ็บป่วยในตอนนี้ แม้มันจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ลูก ๆ ก็มีความเป็นห่วงพ่อมาก" วนะตอบคำถาม

วนะบอกว่าไม่ใช่แค่ครอบครัวเขาที่ต้องอยู่กับความกังวล ความหวาดกลัว ความบีบคั้นทางจิตใจจากความเป็นห่วงและต้องอยู่ไกลจากบุคคลอันเป็นที่รัก แต่ยังมีครอบครัวของผู้ลี้ภัยอีกจำนวนมากที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน

ลูกชายของวัฒน์บอกว่า แม้พ่อของเขาจะได้รับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมาในฝรั่งเศส และมีความสุขกับชีวิตที่นี่ในระดับหนึ่งนับตั้งแต่มาถึงเมื่อปี 2562 แต่วนะอยากบอกรัฐไทยว่า "การจัดการผู้เห็นต่างด้วยกฎหมายหรือด้วยการสร้างความหวาดกลัวควรจะยุติได้แล้ว"

ข้าม YouTube โพสต์ , 1
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1

line

วัฒน์ วรรลยางกูร และเส้นทางลี้ภัยทางการเมือง

นักเขียน-นศ. ยุค 6 ตุลา

วัฒน์ วรรลยางกูร เกิดวันที่ 12 ม.ค. 2489 ที่ จ.ลพบุรี สนใจการประพันธ์ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เริ่มจากเขียนกลอนรักให้เพื่อนนักเรียนหญิง และเขียนหนังสือให้เพื่อนอ่านกันในห้องเรียน ต่อมาเริ่มเขียนเรื่องสั้นลงในหนังสือที่ครูจัดทำภายในโรงเรียน และเริ่มส่งกลอนและเรื่องสั้นส่งนิตยสารต่าง ๆ แม้ไม่ได้ลงตีพิมพ์ แต่ก็ไม่ย่อท้อ จนกระทั่งเรื่องสั้นเรื่องแรกได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือยานเกราะเมื่อปี 2513 หลังจากนั้นบทกวีและเรื่องสั้นของเขาก็ได้รับการตีพิมพ์อีกหลายครั้งในนิตยสารต่าง ๆ

ช่วงที่เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาได้รู้จักกับนักเขียนนักกิจกรรมหลายคน และได้ร่วมทำหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยช่วงปี 2517 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้ฝึกฝนการเขียนหลายประเภท จนกระทั่งมีการรวมเล่ม และเริ่มเป็นที่รู้จักของคนหนุ่มสาวที่กำลังเบ่งบานทางความคิดและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วงนั้น

วัฒน์เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้นได้หนีภัยการเมืองเข้าป่า และมีผลงานเรื่องสั้น บทกวีและนวนิยายออกมา 3 เล่มระหว่างปี 2522-2524

เมื่อสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงในปี 2524 เขาออกมาจากป่าและทำงานเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว ปี 2550 เขาได้รับรางวัลศรีบูรพา ซึ่งมอบให้แก่นักคิดนักเขียนผู้มีผลงานอันทรงคุณค่า

ข้าม YouTube โพสต์ , 2
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2

หลังการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือน ก.ย. 2549 วัฒน์ได้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐประหารกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทำให้หลายคนเรียกเขาว่าเป็น "นักเขียนเสื้อแดง"

หลังรัฐประหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเดือน พ.ค. 2557 คสช. วัฒน์เดินทางออกนอกประเทศเพราะประเมินสถานการณ์ว่าเขาคงจะถูกดำเนินคดีฐานเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร และเป็นจริงดังนั้นเมื่อ คสช. ออกคำสั่งให้วัฒน์ไปรายงานตัว 2 ครั้ง เมื่อไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกจึงมีการออกหมายจับในที่สุด และต่อมาในเดือน ส.ค. 2557 ศาลอนุมัติหมายจับวัฒน์ในข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงละคร "เจ้าสาวหมาป่า" ที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ เพิ่มอีกคดี

เส้นทางการลี้ภัย

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทยที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือน ก.ค. 2562 วัฒน์เปิดเผยถึงเส้นทางการลี้ภัยว่า เขาเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาโดยผ่านช่องทางธรรมชาติหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "ช่องแมวลอด" ที่ผ่านเข้าออกได้โดยไม่ต้องใช้พาสปอร์ต หลังจากพักอยู่ในกัมพูชา 7 เดือน เขานั่งเรือล่องแม่น้ำโขงจากจังหวัดสตึงเตรงเข้าไปยังแขวงจำปาสักของลาว

ในลาวเขาย้ายที่อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งไปปักหลักทางตอนเหนือของประเทศ โดยพักอยู่ที่เดียวกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ทางการไทยต้องการตัวอีกหลายคน

เรือนพัก

ที่มาของภาพ, วัฒน์ วรรลยางกูร

คำบรรยายภาพ, เรือนพักของวัฒน์ในลาว เมื่อปี 2561

การเสียชีวิตของผู้ลี้ภัย 2 คน คือนายชัชชาญ บุปผาวัลย์หรือ "สหายภูชนะ" และนักกิจกรรมที่ใช้ชื่อว่ากาสะลอง และการหายตัวไปของนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ลี้ภัยคนสำคัญในลาว ซึ่งมีที่พักอยู่ไม่ห่างไกลกัน ทำให้วัฒน์ไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิต จึงตัดสินใจยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยผ่านสถานทูตฝรั่งเศสในลาว ในที่สุดเขาก็ได้รับการอนุมัติและเดินทางถึงกรุงปารีสในเดือน พ.ค. 2562 และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้นมา

วัฒน์บอกว่าเขาไม่คิดที่จะกลับประเทศไทย "ในสภาพที่สังคมไทยเป็นแบบนี้" อีกทั้งหากกลับมาเขาก็จะต้องถูกดำเนินคดีการเมืองที่อาจมีโทษจำคุกสูงสุดกว่า 40 ปี ซึ่งหากเป็นเช่นนัั้นวัฒน์บอกว่าเขา "คงแก่ตายในคุก"

"ผมก็อยู่อย่างนี้แหละ ทุกหนแห่งเป็นบ้านของเราได้ ผมคิดแบบนี้แล้ว ทุกหนแห่งเป็นโลกกวี กวีเป็นคนของจักรวาล" วัฒน์กล่าว