ข่าวปลอม: ร่างระเบียบสำนักนายกฯ ปราบเฟคนิวส์ ความพยายามล่าสุดของรัฐบาลในการกลบเสียงวิจารณ์ ?

ตัวอย่างภาพประกอบการชี้แจงเนื้อหาข่าวปลอม

ที่มาของภาพ, ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย

คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างภาพประกอบการชี้แจงเนื้อหาข่าวปลอมที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ผ่านความเห็นขอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ. กำลังสร้างความกังวลให้แก่นักวิชาการจำนวนหนึ่งที่มองว่าระเบียบนี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการปิดกั้นข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นลบต่อรัฐบาล

การที่ ครม. เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับนี้ในช่วงที่การเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ "ฤดูกาลเลือกตั้ง" ยิ่งทำให้เกิดข้อกังขาว่า "ศูนย์ประสานงานการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์" หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่จะจัดตั้งขึ้นในทุกกระทรวงและทุกจังหวัดตามร่างระเบียบนี้ มีวาระซ่อนเร้นในการกลบเสียงวิจารณ์และเป็นฝ่าย "พีอาร์อำพราง" ของรัฐบาลหรือไม่

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงวัตถุประสงค์ของร่างระเบียบสำนักนายกฯ ที่เสนอโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ว่ามีขึ้นเพื่อวางแนวทางและหลักเกณฑ์ในการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ร่วมกันของหน่วยงานของรัฐ เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยและได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการ ดศ. กล่าวว่าร่างระเบียบฯ ฉบับนี้ จะส่งเสริมการประสานงาน และทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการเร่งแก้ไขปัญหาข่าวปลอม และช่วยให้ก้าวทันสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ สื่อสังคมออนไลน์ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางเผยแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

ขณะนี้ร่างระเบียบฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมาย และคาดว่าจะประกาศใช้ในเวลาอีกไม่นาน

นายชัยวุฒิ ธนาคมาณุสรณ์

ที่มาของภาพ, Facebook/กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

คำบรรยายภาพ, นายชัยวุฒิ ธนาคมาณุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการปราบปรามข่าวปลอมเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

เปิดร่างระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการปราบปรามข่าวปลอม

ที่มา

จาก มติ ครม. วันที่ 1 ก.พ. ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของรัฐบาล สรุปที่มาที่ไปของร่างระเบียบฉบับนี้ได้ดังนี้

  • เดือน พ.ค. 2564 พล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยมี รมว. ดศ. เป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางปฏิบัติเพื่อจัดการกับข่าวปลอม (fake news) ในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งยกร่างกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนดและประกาศที่เกี่ยวข้อง
  • คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการ 3 ชุด หนึ่งในนั้นคือ "คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางและหลักเกณฑ์การดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์" ซึ่งมีความเห็นว่าปัจจุบันมีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ สื่อสังคมออนไลน์ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สิน ความปลอดภัยและสิทธิส่วนบุคคล ยั่วยุและสร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ กระทบเศรษฐกิจ วัฒนธรรมอันดี และสถาบันหลักของชาติ คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงได้จัดทำร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ฉบับนี้ขึ้น และเสนอต่อ ครม. ซึ่งให้ความเห็นชอบเมื่อ 1 ก.พ.

สาระสำคัญ

-นิยามคำว่า "สื่อสังคมออนไลน์" โดยใช้ความหมายเดียวกับที่อยู่ในประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2564 ซึ่งนิยามส่วนหนึ่งระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ คือ "สื่อหรือช่องทางในการติดต่อสื่อสาร หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เน้นการสร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาระหว่างผู้ใช้งานด้วยกัน"

-นิยามคำว่า "ข่าวปลอม" ว่าหมายถึง "ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในสื่อสังคมออนไลน์ หรือในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นข้อมูลเท็จหรือข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน"

-ให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ใน 3 ระดับ ได้แก่ ศูนย์ประสานงานกลาง ศูนย์ประสานงานประจำกระทรวง และศูนย์ประสานงานประจำจังหวัด

  • ศูนย์ประสานงานกลาง-จัดตั้งโดยสำนักงานปลัด ดศ. มีอำนาจและหน้าที่ประสานงานกับศูนย์ประสานประจำกระทรวงและศูนย์ประสานงานประจำจังหวัด ในการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสอดส่องดูแลข้อมูลข่าวสารปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์
  • ศูนย์ประสานงานประจำกระทรวง-มีอำนาจและหน้าที่รับแจ้งข้อมูลที่สงสัยว่าอาจเป็นข่าวปลอมเพื่อตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ปลัดกระทรวงตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอม ประชาสัมพันธ์ข่าวปลอม และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • ศูนย์ประสานงานจังหวัด-มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าศูนย์ มีอำนาจและหน้าที่รับแจ้งข้อมูลที่สงสัยว่าอาจเป็นข่าวปลอม เพื่อตรวจสอบและพิจารณาเนื้อหา ชี้แจงให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม และดำเนินการตามกฎหมายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

-เมื่อปรากฏว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือมีการเผยแพร่ข่าวปลอมในสื่อสังคมออนไลน์หรือในระบบคอมพิวเตอร์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน กระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือก่อให้เกิดความเสียหายในความรับผิดชอบของกระทรวงหรือจังหวัดใด ให้เป็นหน้าที่ของศูนย์ประสานงานประจำกระทรวงหรือศูนย์ประสานงานประจำจังหวัดนั้น ตรวจสอบและรับรองข่าวปลอม จากนั้นให้แถลงข่าวและแจ้งกรมประชาสัมพันธ์ภายใน 1 ชั่วโมง และให้เจ้าหน้าที่ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนโดยเร็ว หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการตามโดยไม่มีเหตุอันควร ให้ถือว่ากระทำผิดวินัย

-ข่าวปลอมใดที่เข้าข่ายหรือสมควรดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ให้เจ้าหน้าที่แจ้ง ดศ. ดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์

คำบรรยายวิดีโอ, ข่าวปลอมในมุมมอง รมว.ดีอีเอส

กลไกใหม่ในการปิดปากผู้วิจารณ์รัฐบาล?

บีบีซีไทยสอบถามความเห็นของนักวิชาการ 2 คน ที่ติดตามตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาลด้านข่าวปลอมมาอย่างใกล้ชิด คือ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักคิดและวิชาการอิสระและผู้ร่วมก่อตั้ง "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" และ รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ทั้ง 2 คนไม่เห็นด้วยกับร่างระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับนี้ และแสดงความกังวลว่าจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง

"การที่เราใช้คำว่า 'ข้อมูลเท็จ' ในกฎหมายนั้นมีความสุ่มเสี่ยงมาก ๆ เพราะธรรมชาติของการสื่อสารในอินเทอร์เน็ต อะไรเท็จอะไรจริงมันเปลี่ยนตลอดเวลา และเหตุที่ต้องระวังมากในการใช้คำนี้ในกฎหมายเพราะมันจะนำไปสู่โทษทางอาญาในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์" น.ส.สฤณีกล่าวถึงปัญหาในคำนิยามคำว่า "ข่าวปลอม" ของร่างระเบียบดังกล่าว

เธอยกตัวอย่างกรณีโควิด-19 ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของ ดศ. เคยออกมาประกาศว่าข้อมูลที่ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาแพร่กระจายทางอากาศว่าเป็น "ข่าวปลอม" แต่ไม่กี่เดือนต่อมาการแพทย์กลับยืนยันว่าไวรัสชนิดนี้ติดต่อทางอากาศได้

น.ส.สฤณีกล่าวว่าข้อกังวลใหญ่ 2 ประการเกี่ยวกับร่างระเบียบว่าด้วยการปราบปรามเฟคนิวส์ฉบับล่าสุด คือ

หนึ่ง-ศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์ที่จะตั้งขึ้นใหม่ในทุกกระทรวงและทุกจังหวัด อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชนในการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นเพียงการเข้าใจผิดหรือเป็นการแสดงความคิดเห็น โดยไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการปล่อยข่าวปลอม และนำไปสู่การดำเนินคดีประชาชนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายคดีจากการดำเนินงานของศูนย์ต้านข่าวปลอมของกระทรวง ดศ. อย่างเช่น กรณีที่ชายชาวจังหวัดภูเก็ตถูกฟ้องร้องดำเนินดคีในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กวิจารณ์ว่ามาตรการตรวจคัดกรองโควิด-19 ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีความหละหลวม ซึ่งศาลอาญาเพิ่งมีคำสั่งยกฟ้องไปเมื่อเดือน พ.ย. 2564 เนื่องจากศาลเห็นว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด

สอง-เนื่องจากร่างระเบียบนี้ได้รับความเห็นอชอบในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าศูนย์เหล่านี้ จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปิดปากคนที่วิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงของรัฐบาลด้วย

คำบรรยายวิดีโอ, ข่าวปลอม: คนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่?

"จากการสังเกตพบว่า การชี้แจงข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมหลายครั้งเป็นเหมือนเป็นการ 'พีอาร์อำพราง' ให้รัฐบาล คืออาศัยการแก้ข่าวเป็นการพีอาร์นโยบายหรือผลงานของรัฐบาล...ศูนย์ต้านข่าวปลอมที่จะตั้งขึ้นจากระเบียบสำนักนายกฯ นี้อาจจะทำแบบเดียวกันก็ได้" เธอกล่าว

น.ส.สฤณีเห็นว่ารัฐบาลควรยกเลิกร่างระเบียบสำนักนายกฯ นี้เสีย เพราะนอกจากความกังวลข้างต้นแล้ว รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีหน้าที่และความเชี่ยวชาญในการต่อสู้กับข่าวปลอม-ข้อมูลเท็จ ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะต้องทำความจริงให้ปรากฏและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

แต่สุดท้ายแล้ว หากระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ และมีการตั้งศูนย์ต้านข่าวปลอมอีกนับร้อยแห่งขึ้นมาประจำกระทรวงและจังหวัดจริง เธอก็หวังว่าประชาชนจะตรวจสอบการทำงานอย่างของศูนย์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด และอย่างน้อยที่สุด ศูนย์เหล่านี้ควรมีความโปร่งใส และมีกลไกความรับผิดกรณีที่ละเมิดสิทธิประชาชน

"กฎหมายผูกขาดความจริง"

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัลและอาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มองว่าร่างระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับนี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการควบคุมสื่อและจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ต่อจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของ ดศ. และการออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตาม พ.ร.ก. การบริหารการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าด้วยการห้ามเผยแพร่ข่าวสารที่สร้างความหวาดกลัวในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งต่อมาตัวแทนสื่อมวลชนได้ฟ้องร้องต่อศาลแพ่งและศาลมีคำสั่งห้ามบังคับใช้เพราะเห็นว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชน จนนายกฯ ต้องออกประกาศยกเลิกไปในที่สุด

"คำว่า 'เฟคนิวส์' ของรัฐบาล คือ ข้อมูลที่ไม่ตรงกับภาครัฐ….ใครก็ตามที่เสนอข้อมูลไม่ตรงกับภาครัฐจะถูกดำเนินคดี รัฐบาลพยายามใช้สารพัดกลไกเพื่อควบคุมสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมการออกกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ล้วนพุ่งเป้าไปที่การควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์และข้อมูลที่แตกต่างจากภาครัฐ" รศ.คณาธิปให้ความเห็น และเสนอแนะว่าสิ่งที่รัฐควรทำคือชี้แจงข้อมูลและปล่อยให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลเหล่านั้ัน

ป้าย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นักกิจกรรมถือป้ายประท้วงการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

"แน่นอนว่ารัฐมีอำนาจในการปราบปรามและดำเนินคดีผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เช่น เนื้อหาลามก ละเมิดสิทธิเด็ก ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือละเมิดลิขสิทธิ์ แต่เฟคนิวส์ไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งร้ายแรงที่ต้องมานั่งเซ็นเซอร์หรือต้องควบคุมเข้มงวดขนาดนี้ รัฐมีหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ไล่สั่งลบ สั่งปิดเว็บไซต์" รศ.คณาธิปกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสื่อดิจิทัลเห็นตรงกับ น.ส.สฤณีว่านิยามคำว่า "ข่าวปลอม" ในร่างระเบียบฉบับนี้มีปัญหาและ "ไม่โอเคอย่างยิ่ง" เพราะเป็นนิยามที่กว้างมากเกินไป และเอื้อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลยพินิจในทางที่กว้างจนส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็น

"กฎหมายต้องระบุองค์ประกอบของข้อมูลเท็จไว้ให้ชัดว่าเท็จในลักษณะใด ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร...ผมเรียกว่านี่เป็นกฎหมายผูกขาดความจริงซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ประจำศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประจำกระทรวงและประจำจังหวัดบังคับใช้กฎหมายในระดับที่เกินเลยไป เช่น ตีความว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือข้อมูลที่ไม่ตรงกับรัฐบาลเป็นเฟคนิวส์ไปหมด" รศ.คณาธิปกล่าว