โฉมใหม่ "กฎหมายคุมสื่อ" ทำไมสมาคมนักข่าว-สภาการสื่อมวลชน ถึงพอใจร่าง พ.ร.บ. จริยธรรมสื่อ ที่ ครม. เห็นชอบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เคยถูกองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนคัดค้านอย่างหนัก ถึงขนาดที่ตั้งชื่อเสียใหม่ว่า "ร่างกฎหมายคุมสื่อ" และมีการรณรงค์ "หยุดตีทะเบียนสื่อ" อย่างกว้างขวางอยู่พักใหญ่
5 ปี ผ่านไปหลังจากผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกตและปรับแก้เนื้อหา ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็กลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งและได้รับความเห็นชอบเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) โดยที่ผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่เคยนำทีมคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ติดใจกับเนื้อหาของร่างกฎหมาย เพราะเห็นว่ามีเนื้อหาสอดคล้องกับร่างกฎหมายที่องค์กรวิชาชีพสื่อที่เคยมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านครม. "ไม่ได้มีเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งเลยที่เป็นการจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อ"
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็บอกว่าจะ "ไม่ประมาท" และจะติดตามการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการปรับแก้เนื้อหาที่เปิดช่องให้อำนาจรัฐเข้ามาควบคุมหรือแทรกแซงสื่อ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สภาฯ เปิดโอกาสให้ผู้แทนสื่อมวลชนเข้าไปนั่งในกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย

ที่มาของภาพ, MANAN VATSYAYANA/AFP/Getty Images
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม. มีดังนี้
- ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมสื่อมวลชน แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น
- ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีสิทธิปฏิเสธการปฏิบัติตามคำสั่งที่จะมีผลให้เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชนโดยมิให้ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
- ตั้ง "สภาวิชาชีพสื่อมวลชน" มีอำนาจและหน้าที่จดแจ้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน คุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชนในการเสนอข่าวและความคิดเห็นพร้อมด้วยมาตรการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน กำกับดูแลการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและองค์กรวิชาชีพให้เป็นไปตามจริยธรรมสื่อมวลชน ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายปีจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่น้อยกว่าปีละ 25 ล้านบาท
- ตั้ง "คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน" ประกอบด้วย กรรมการผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จำนวน 5 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ซึ่งสรรหาจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านวิชาการสื่อสารมวลชน กฎหมายสิทธิมนุษยชนหรือการคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง คณะกรรมการฯ มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชนและพิจารณาการขอจดแจ้ง-เพิกถอนการจดแจ้งขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

ที่มาของภาพ, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
มรดก สปช.-สปท.
ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนมีการยกร่างครั้งแรกในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
หลังจาก สปช. สิ้นสุดลง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นเมื่อเดือน ต.ค. 2558 ให้ทำหน้าที่แทน สปช. ได้นำร่างนั้นมาต่อยอด
สปท. มีสมาชิก 200 คน ภารกิจหนึ่งของ สปท. คือเสนอกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา สปท. หมดวาระเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2560
หลังจากเนื้อหาของร่างกฎหมายที่ผ่านการปรับปรุงโดย สปท. ปรากฏต่อสาธารณะ ก็เกิดกระแสคัดต้านอย่างหนักโดยเฉพาะจากองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนตลอดทั้งปีนั้น เนื่องจากเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาขัดกับหลักการกำกับดูแลกันเองของสื่อ กระทั่งถูกเรียกว่า "กฎหมายคุมสื่อ"
3 ประเด็นหลักในร่างกฎหมายที่ถูกคัดค้านในขณะนั้น คือ
การตีทะเบียนสื่อ: ร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องมีใบอนุญาต โดยให้ตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่ประกอบด้วยคณะกรรมการและสมาชิกที่เป็นองค์กรวิชาชีพสื่อ มีอำนาจในการขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน สื่อมวลชนที่ไม่มีใบอนุญาต มีโทษทั้งจำคุกและปรับ
แต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐมาคุมสื่อ: ร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้มีคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยมีตัวแทนภาครัฐ 2 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มานั่งในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย
นิยาม "ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน": ร่าง พ.ร.บ.นิยาม "ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน" ว่าหมายถึงบุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสารและเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด อย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้ จากการงานที่กระทำนั้น ซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อมองว่าเป็นนิยามที่ "กว้างขวางมาก" จนกระทบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีการอื่นของประชาชนทั่วไป

ที่มาของภาพ, Thai Journalists Association
องค์กรวิชาชีพสื่อสรุปเหตุผลที่ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่าเป็นเพราะร่างกฎหมายไม่ได้อยู่บนหลักการของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่เน้นการควบคุมสื่อโดยใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และที่ผ่านมาองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้พัฒนาระบบการกำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว จึงมีคำถามว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นหรือไม่
การคัดค้านอย่างต่อเนื่องทำให้ สปท. ทบทวนเนื้อหาบางส่วน และในที่สุดร่างกฎหมายนี้ก็ผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2560 ส่งผลให้องค์กรวิชาชีพสื่อเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งด้วยการส่งตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อ 30 องค์กร บุกพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันรุ่งขึ้นเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกเรื่อง "คัดค้านและขอให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน"
จดหมายเปิดผนึกฉบับนั้นระบุว่า แม้ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านความเห็นชอบของ สปท. จะมีการยกเลิกเรื่องใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและบทลงโทษไปแล้ว แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ "ยังเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการเสรีภาพและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน...เปิดโอกาสให้มีการครอบงำและแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ลิดรอนสิทธิเสรีภพาในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน" พร้อมกับขอให้นายกฯ ยับยั้งร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
ต่อมารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งเรื่องนี้ต่อไปให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศพิจารณาซึ่งได้ส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนฯ โดยให้มีองค์กรวิชาชีพผู้แทนสื่อมวลชนและนักวิชาการสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการ เมื่อยกร่างแล้วเสร็จ ก็ส่งให้ ครม. พิจารณาและได้รับอนุมัติในหลักการเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2561
หลังจากนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายและส่งกลับให้ ครม. ในปี 2563 ครม. จึงได้ส่งให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นและข้อสังเกตกลับมาถึง 9 ประเด็น ส่งผลให้ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2564 ให้กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของเรื่องนำร่าง พ.ร.บ. นี้กลับไปทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
กรมประชาสัมพันธ์และคณะกรรมการกฤษฎีกาใช้เวลาราว 1 ปี ทบทวน ปรับปรุงและแก้ไขเนื้อหาตามฝ่ายต่าง ๆ ก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบและให้ส่งร่าง พ.ร.บ. ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอรัฐสภาต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
สมาคมนักข่าวฯ-สภาการสื่อมวลชนไฟเขียว
นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนที่ผ่าน ครม. เมื่อวันที่ 11 ม.ค. มีสาระสำคัญตรงกับร่างกฎหมายที่องค์กรสื่อมวลชนเคยร่วมกันผลักดัน ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการของการกำกับดูแลกันเอง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐที่ไม่ผูกพันกับอำนาจของรัฐบาลใด ๆ
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ระบุว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนได้รับงบประมาณรายปี ๆ ละไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาทจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายในสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
นายมงคลเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ หากไม่มีการแก้ไขสาระสำคัญในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา จะช่วย "อุดช่องโหว่" ในการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนในปัจจุบันซึ่งไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่สามารถกำหนดให้องค์กรสื่อเข้ามาอยู่ในกระบวนการกำกับดูแลกันเองได้ แต่เมื่อมีกฎหมาย ทุกสื่อจะต้องเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของการกำกับดูแล
แต่เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการพิจารณาของรัฐสภา นายกสมาคมนักข่าวฯ จึงเห็นว่า "ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด"
"ต้องดูไปว่าเมื่อไปถึงกระบวนการการร่างกฎหมายในชั้นกรรมาธิการในสภา (ร่าง พ.ร.บ.) จะถูกเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญหรือเปล่า ถ้ามีการสอดแทรกเรื่องของการให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองเข้ามากำกับดูแลจะขัดหลักการที่องค์กรสื่อเคยช่วยผลักดันทันที" นายมงคลกล่าว
นายกสมาคมนักข่าวฯ คาดหวังว่าผู้แทนองค์กรสื่อมวลชนจะมีโอกาสเข้าไปอธิบายหลักการ วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายฉบับนี้ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ และหากมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณากฎหมาย พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ควรจะเสนอผู้แทนสื่อมวลชนเข้าไปนั่งในกรรมาธิการด้วยนสัดส่วนที่เหมาะสม
นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน
"ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่าน ครม.เป็นร่างที่พวกเราได้มีส่วนร่วมในการยกร่าง และให้ความเห็นผ่านวิปรัฐบาล คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเรายืนยันมาตลอดว่าต้องไม่มีการจำกัดเสรีภาพหรือกระทบการทำหน้าที่ของสื่อ...ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่าน ครม. ไม่ได้มีเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งเลยที่เป็นการจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อ ในทางกลับกันมันจะส่งเสริมให้การกำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรม ซึ่งขณะนี้เป็นการกำกับดูแลตามความสมัครใจ มีประสิทธิภาพมากขึ้น" นายชวรงค์กล่าวกับบีบีซีไทย
สำหรับประเด็นเรื่องคำนิยาม "ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน" ที่เคยถูกทักท้วงในร่างของ สปท. ว่ากว้างขวางเกินไปนั้น นายชวรงค์ระบุว่าเรื่องนิยามไม่ได้เป็นปัญหาแล้ว มีความชัดเจนว่าเป็นการกำกับดูแลสื่อมวลชนอาชีพที่ทำงานภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อมวลชน ไม่ได้ครอบคลุมบล็อกเกอร์หรือประชาชนทั่วไป
"หลังจากนี้คงจะชี้แจงทำความเข้าใจกับเพื่อนฝูงว่ากฎหมายที่รัฐบาลเสนอหรือผ่าน ครม. ไม่จำเป็นต้องควบคุมสื่อเสมอไป กฎหมายที่ส่งเสริมการทำหน้าที่ของสื่อก็มี บางทีเรามีกรอบความคิดว่าถ้ากฎหมายเกี่ยวกับสื่อที่ออกมาจาก ครม. จะต้องเป็นการควบคุมสื่อ" ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติกล่าว
"...แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะประมาท เราก็ต้องติดตามกระบวนการตอนเข้าสภา และพยายามเข้าไปเป็นกรรมาธิการ ดูแลไม่ให้มีการแก้ไข ถ้าจะมีการแก้ให้กลับมาคุมสื่อ เราก็คงไม่ยอม"











