พล.อ. ประยุทธ์ลงนามยกเลิกข้อกำหนด 29 ที่ศาลแพ่งสั่งระงับการบังคับใช้หลังตัวแทนสื่อยื่นฟ้อง

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ที่มาของภาพ, EPA

วันนี้ (10 ส.ค.) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดฉบับที่ 31 มีเนื้อหาให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ว่าด้วยการห้ามเผยแพร่ข่าวสารที่สร้างความหวาดกลัวในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวแทนสื่อออนไลน์และภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้องต่อศาลให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว

การยกเลิกข้อกำหนดฉบับนี้มีขึ้นเพียง 3 วันหลังจากที่ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามนายกฯ บังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ซึ่งออกตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามคำร้องของตัวแทนสื่อมวลชนออนไลน์ 12 ราย และภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ให้เพิกถอนคำสั่งฉบับนี้

ข้อกำหนดฉบับที่ 31 ซึ่งลงนามโดย พล.อ. ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. มีใจความโดยสรุปว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เห็นว่า แม้คำสั่งของศาลแพ่งจะเป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอในเหตุฉุกเฉิน แต่เมื่อปรากฏว่าในทางปฏิบัติยังไม่ได้บังคับใช้ข้อกำหนดนี้และเจ้าหน้าที่อำจนำมาตรการทางกฎหมายอื่นมาบังคับใช้ได้ตามที่ศาลกล่าวถึง นายกฯ จึงออกข้อกำหนดให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 29

คำสั่งศาลแพ่ง

ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้บังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ภายหลังตัวแทนสื่อมวลชนออนไลน์ 12 ราย และภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ ให้เพิกถอนข้อกำหนดที่ 29 อันมีสาระสำคัญห้ามไม่ให้นำเข้าข้อความที่ทำให้ประชาชนข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและให้อำนาจ กสทช. ระงับบริการอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 2 ส.ค.

เนื้อหาของคำสั่งศาลแพ่ง ระบุว่า ข้อกำหนดข้อ 1 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ไม่ได้จำกัดเฉพาะข้อความอันเป็นเท็จ ดังเหตุผลและความจำเป็นตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกำหนดดังกล่าว "ข้อกำหนดนี้ ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้ง 12 ซึ่งเป็นสื่อมวลชน รวมทั้งประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 คุ้มครองไว้"

ส่วนข้อกำหนด ข้อ 2 ที่ให้อำนาจ กสทช. ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต ศาลระบุว่า ไม่ปรากฏว่าในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจนายกฯ ในการออกข้อกำหนดเช่นนี้ ดังนั้น ข้อกำหนดให้ดำเนินการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตจึงเป็น "ข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" เพราะอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่รัฐบาลสั่งจำกัดการเดินทางและจำกัดการพบปะกันของประชาชน

ศาลเห็นว่า การระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่น่าเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐหรือแก่ประโยชน์สาธารณะ เพราะยังมีกฎหมายฉบับอื่นที่บังคับใช้ได้

สื่อ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

น.ส. ฐปนีย์ เอียดศรีชัย จากสำนักข่าวเดอะรีพอตเตอร์ หนึ่งในสื่อที่ร่วมยื่นฟ้องบอกว่า คำสั่งตามข้อกำหนดที่ระบุว่าห้ามการโพสต์ข้อความที่สร้างความหวาดกลัวเป็นข้อความที่ไม่มีความชัดเจน ในฐานะสื่อต้องการใช้สิทธิเสรีภาพในการทำหน้านี้เพื่อช่วยให้ประชาชนผ่านสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ไปให้ได้

"เมื่อศาลให้ความคุ้มครอง เราก็ใช้สิทธิเสรีภาพเราอย่างรับผิดชอบด้วย... เราคงไม่ดำเนินการหรือทำอะไรที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัว หรือเฟคนิวส์" ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์ กล่าว

สำหรับคดีนี้ บริษัทรีพอร์ตเตอร์ โปรดักชั่น จำกัด กับพวกรวม 12 คน ยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคดีต่อศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ พ3618/2564 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 29 ก.ค. 2564 พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินโดยขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวและห้ามมิให้นำมาตรการ คำสั่ง หรือการกระทำใด ๆ ที่สั่งการตามประกาศดังกล่าวมาใช้กับฝ่ายโจทก์ ประชาชน และสื่อมวลชน ไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดี นั้น

12 องค์กรที่ร่วมเป็นโจทก์ ประกอบด้วย ประกอบด้วย The Reporters, Voice TV, The Standard, The Momentum, THE MATTER, ประชาไท, Dem All, The People, way magazine, echo, PLUS SEVEN และกลุ่มประชาชนเบียร์

สื่อ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ในเอกสารข่าวของศาลแพ่งเมื่อ 2 ส.ค. ระบุว่า ศาลได้ออกนั่งพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครองตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันทำให้การฟ้องคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 194 บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น" กรณีจึงเห็นได้ว่าศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีเขตอำนาจทั่วไป คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนี้ให้รับคำฟ้อง สำเนาให้จำเลย ให้โจทก์ทั้ง 12 นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ ส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่ส่งไม่ได้ หากไม่ปฏิบัติถือว่าทิ้งฟ้อง

แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าทวีความรุนแรง ในชั้นนี้จึงไม่อาจกำหนดวันนัดได้ หากสถานการณ์คลี่คลายศาลจะแจ้งให้โจทก์ทั้ง 12 มากำหนดวันนัดเพื่อส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

สำหรับคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษานั้น ศาลทำการไต่สวนแล้วเสร็จโดยเพื่อให้การพิจารณาสั่งคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีพิพากษาเป็นไปด้วยความรอบคอบ จึงเห็นควรให้นัดฟังคำสั่งวันที่ 6 ส.ค. เวลา 13.30 น.

ป้าย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

สำหรับประเด็นสำคัญที่ทำให้กลุ่มสื่อมวลชนและภาคประชาชนลุกขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ ประกอบด้วย

ประการแรก การห้ามไม่ให้นำเข้าข้อความที่ทำให้ประชาชนข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถือว่าขัดต่อกฎหมายอาญาเพราะการกำหนดต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ หรือกำกวม แต่การกำหนดเช่นนี้อาจจะทำให้ตีความได้ว่า แม้นำเข้าความจริง หรือการนำเสนอข่าวตามความเป็นจริงก็อาจจะเป็นความผิดตามข้อกำหนดของประกาศฉบับนี้และ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้

นอกจากนี้ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 26 กำหนดว่า "การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม" และมาตรา 29 กำหนดว่า "บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้……"

ประการที่สอง โดยหลักแล้วสื่อมวลชนจะต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารซึ่งได้รับรองตามรัฐธรรมนูญ การจำกัดเสรีภาพจากข้อกำหนดดังกล่าวเท่ากับเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเสนอข่าวด้วยความจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นข้อกำหนดของรัฐบาลจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 34, 35 และมาตรา 36 ประกอบมาตรา 26

นายนรเศรษฐ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "การออกข้อกำหนดดังกล่าวถือเป็นกระทำเกินกว่าขอบเขตกฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ" นายนรเศรษฐ์กล่าว

ประเด็นที่สาม หากพิจารณาจากข้อ 2 ในข้อกำหนดของรัฐบาล ที่กำหนดให้สำนักงาน กสทช. แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบ IP address และให้แจ้งสำนักงาน กสทช. ทราบ และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address) ทันทีนั้นเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกโดยไม่มีฐานทางกฎหมายให้อำนาจ ออกโดยกฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้

ในขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในส่วนมาตรา 9 ไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดหรือประกาศให้เจ้าพนักงานสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสาร และออกข้อกำหนดสั่งให้ระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ต

"ดังนั้นการออกข้อกำหนดดังกล่าวถือเป็นกระทำเกินกว่าขอบเขตกฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ" ทนายความรายนี้กล่าวย้ำ

นายนรเศรษฐ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การออกข้อกำหนดที่ระบุว่ามีอำนาจในการตัดอินเทอร์เน็ตได้เป็นการกระทำที่เกินกว่าแนวที่ศาลอาญาหรือรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ที่กำหนดว่าจะต้องเป็นการลบข้อความเป็นความผิดเป็นรายข้อความเท่านั้น แต่การกำหนดให้ปิดกั้นหรือระงับบริการอินเทอร์เน็ตจะส่งผลให้เจ้าของเนื้อหาไม่สามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้ทุกแพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก ยูทิวบ์ ทวิตเตอร์ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญแล้วและเป็นการปิดกั้นการสื่อสารในอนาคตอีกด้วย

รัฐสามารถจัดการกับข่าวปลอมได้ด้วยกฎหมายปกติหรือไม่

ตัวแทนจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนรายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐไม่มีความจำเป็นต้องออกข้อกำหนดลักษณะนี้ เพราะรัฐสามารถดำเนินตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ได้ต่อผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมหรือข่าวที่บิดเบือนได้ หรือหากว่ามีความจำเป็นต้องการให้ลบความข้อความ ก็สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลออกคำสั่งลบข้อความได้

นายกฯ สั่งการให้ทุกส่วนราชการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนประจำกระทรวง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ที่มาของภาพ, DES

คำบรรยายภาพ, นายกฯ สั่งการให้ทุกส่วนราชการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนประจำกระทรวง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

นอกจากนี้ข้อกำหนดฉบับดังกล่าวยังเป็นการให้อำนาจแก่ กสทช. แบบเด็ดขาดโดยไม่ผ่านอำนาจศาล ไม่ให้ศาลตรวจสอบและคู่ความติดต่อหรือคัดค้านได้ ประเด็นนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ

องค์กรด้านสื่อ-นักวิชาการคัดค้านข้อกำหนดคุมสื่อ

การประกาศข้อกำหนดดังกล่าวของรัฐบาลเกิดขึ้นท่ามกลางการคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรด้านสื่อ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและนักกฎหมาย

ผู้แทนจาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกข้อกำหนดพ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับที่ 27 ข้อ11 และฉบับที่ 29 เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ผู้แทนจาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกข้อกำหนดพ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับที่ 27 ข้อ11 และฉบับที่ 29 เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา

วันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีผ่านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 27 ข้อ 11 และข้อกำหนดล่าสุดฉบับที่ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตรา 9 ที่สุ่มเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34-35

ต่อมาในวันที่ 31 ก.ค. อาจารย์นิติศาสตร์ จากสถาบันต่าง ๆ รวม 70 คนร่วมกันออกแถลงการณ์ว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการควบคุมสื่อ จำกัดสิทธิเสรีภาพขัดรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแจ่มชัด

วานนี้ (1 ก.ค.) กลุ่มอาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และการทำงานของสื่อมวลชน

นายกฯ ตั้ง เลขาฯ กสทช. เป็นหัวหน้าศูนย์สื่อสารในอินเทอร์เน็ต

ท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างหนัก แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 13/2564 เรื่องการจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) เป็นการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ คือ ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสื่อสารในอินเตอร์เน็ต โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นหัวหน้าศูนย์

คำสั่งดังกล่าวลงนามโดยพล.อ. ประยุทธ์ ลงวันที่ 1 ส.ค. โดยมีผลบังคับใช้ทันที