วัคซีนโควิด: กระทรวงดีอีเอสฯ สั่งฟ้องนักข่าวไทยพีบีเอส แพร่ข่าวปลอมหญิงแพ้วัคซีน

ที่มาของภาพ, Thai new pix
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สั่งฟ้องผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และผู้ใช้สื่อออนไลน์อีก 2 ราย กรณีเผยแพร่ข่าวหญิงรายหนึ่งใน จ.อุดรธานี แพ้วัคซีน ซึ่งต่อมาตรวจสอบพบว่าเป็นข่าวปลอม
เฟซบุ๊กของกระทรวงดีอีเอสเผยแพร่ข้อความวันนี้ (12 พ.ค.) ว่านายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ได้มอบหมายให้ผู้แทนกระทรวงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อดำเนินคดีต่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Wadfhan Niphawan" ผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ชื่อ "@tuykallaya" และผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "กะทิ จ้า" เมื่อวันที่ 11 พ.ค.
กระทรวงดีอีเอสระบุว่า การเข้าแจ้งความนี้สืบเนื่องจากกรณีที่หญิงรายหนึ่งโพสต์ข้อความอ้างว่าได้รับการฉีดวัคซีนยี่ห้อซิโนแวคที่ จ.อุดรธานี และเกิดผลข้างเคียงเป็นอาการชาทั้งตัวและมีเลือดออกในสมอง โดยได้นำภาพผู้ป่วยรายหนึ่งที่โรงพยาบาลหนองม่วง จ.ลุพบุรี ที่มีอาการแพ้ยา มีผื่นแดงเต็มตัว มาเผยแพร่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและได้มีการชี้แจงไปแล้วว่าไม่เป็นความจริง
ต่อมาได้มีผู้แชร์โพสต์ดังกล่าวไปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งผู้ใช้บัญชีโซเชียลมีเดีย 3 รายดังกล่าว กระทรวงดีอีเอสจึงได้ตรวจสอบและแจ้งความต่อตำรวจ
รมว.ดีอีเอสระบุว่า การเผยแพร่ข่าวปลอมในกรณีนี้ เข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
นายชัยวุฒิระบุว่า แม้ทราบว่าทั้ง 3 รายได้ลบโพสต์ออกไป และบางรายก็ได้โพสต์ขอโทษไปแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้ที่จะโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังต่อสู้กับโควิด-19 ที่เป็นเรื่องความเป็นความตาย
"รัฐบาลได้ยกระดับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ ตลอดจนหลายภาคส่วนออกมาร่วมรณรงค์ให้ประชาชนฉีดวัคซีน แต่ก็ยังมีขบวนการที่พยายามดิสเครดิต สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด" นายชัยวุฒิกล่าว
นายชัยวุฒิเปิดเผยด้วยว่า ได้ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "กะทิ จ้า" พบว่าเป็นสื่อมวลชนสังกัดสำนักข่าวไทยพีบีเอส ตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว
เสนอข่าวผิด 3 ครั้งใน 1 เดือนเป็นเรื่อง "ผิดปกติ"
นอกจากนี้ รมว.ดีอีเอสยังตั้งข้อสังเกตถึงการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวไทยพีบีเอสว่า ที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 ผิดพลาดอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่ ข่าวชาวอินเดียเช่าเครื่องบินเหมาลำมายังไทย และข่าวประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีต่อเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้
"แม้ที่ผ่านมาสำนักข่าวไทยพีบีเอสจะออกมาขอโทษที่นำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อน แต่ได้สร้างความสับสน และสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ผมจึงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะการกระทำผิด 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน เป็นวิสัยที่ผิดปกติ และผมเกรงว่าหากไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายจะมีการกระทำผิดครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก" นายชัยวุฒิกล่าว
การดำเนินคดีผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมของดีอีเอส ซึ่งนับเป็นการดำเนินคดีต่อสื่อมวลชนครั้งแรกของนายชัยวุฒิที่เข้ามารับตำแหน่งแทนนายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา มีขึ้นในวันเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหมกล่าวเตือนประชาชนและสื่อมวลชนถึงการแชร์ข่าวที่ไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ (11 พ.ค.) นายกฯ กล่าวว่าเขาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ "เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ และจะมีการดำเนินการทันทีหากพบการกระทำผิด"
"ผมอยากให้พวกเราทุกคน รวมทั้งสื่อมวลชน มีส่วนร่วมในการช่วยชาติ ช่วยชุมชนของท่าน ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ และขอให้คำนึงถึงผลกระทบของการแชร์ข่าวสารที่ไม่รู้ที่มา ยังสงสัย ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องก่อน ก็จะสร้างความวุ่นวายสับสนให้แก่สังคม ยิ่งกว่านั้น ยังมีกลุ่มคนที่เจตนา หรือไม่เจตนา สร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือ fake news ผมขอให้หยุดการกระทำเหล่านี้ เพราะจะเป็นการซ้ำเติมเพิ่มความเดือดร้อน ความเสี่ยงให้กับตัวเอง คนรอบข้างและประเทศชาติ" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ผอ.ไทยพีบีเอสบอกกำลังตรวจสอบ
รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า องค์กรกำลังติดตามกรณีนี้และไม่ได้นิ่งนอนใจ เบื้องต้นอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการแจ้งความกี่กรณี
ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อไปไทยพีบีเอสมีระเบียบขององค์กรอยู่ซึ่งขอนำเข้ากระบวนการพิจารณาก่อน
"ไทยพีบีเอสมีกรอบจริยธรรมและข้อบังคับเรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดียของบุคลากรอยู่แล้ว ซึ่งเรากำลังติดตามรายละเอียดของเรื่องนี้ในส่วนของสำนวนฟ้อง ส่วนเรื่องข้อบังคับการใช้สื่อโซเชียลของพนักงานก็ต้องไปพิจารณาตามกระบวนการที่เรามี และเมื่อกระทบกระเทือนกับองค์กรเรายิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น"
ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีพาดพิงถึงความผิดพลาดในการนำเสนอข่าว รศ.ดร.วิลาสินี ชี้ว่าองค์กรได้พยายามดูแลกระบวนการนำเสนอที่ถูกต้อง เพราะตระหนักว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของสาธารณะ เมื่อเกิดความผิดพลาดก็แก้ไขและป้องกันอย่างเต็มที่
ผู้เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย ทำสถิติสูงสุด
สถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. วันนี้ (12 พ.ค.) มีข้อมูลสำคัญดังนี้
- พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 1,983 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,974 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 88,907 ราย
- หากนับเฉพาะระลอกเดือน เม.ย. 64 พบผู้ติดเชื้อ 60,044 ราย โดยในวันนี้มีการพบผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 646 ราย
- ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 29,378 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 20,159 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 1,226 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 401 ราย ส่วนผู้ป่วยอีก 9,219 ราย รักษาอยู่ใน รพ.สนาม
- จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (976 ราย) นนทบุรี (266 ราย) สมุทรปราการ (110 ราย) ชลบุรี (57 ราย) และสุราษฎร์ธานี (53 ราย)
"ผู้ที่มีอาการหนักตอนนี้กระจายอยู่ในหลาย ๆ จังหวัดทั่วประเทศ และก็ยังมีจำนวนมากอยู่ที่ กทม. และปริมณฑล" พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. กล่าว
ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 34 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 486 ราย คิดเป็น 0.65%
"รายงานผู้เสียชีวิตวันนี้ถือได้ว่าเป็นนิวไฮ เป็นตัวเลขสูงสุดเลยทีเดียว"
รายละเอียดผู้เสียชีวิต 34 ราย ดังนี้
- สมุทรปราการ 13 ราย (ยอดสะสมทั้งสัปดาห์) กรุงเทพฯ 10 ราย นครปฐม ปทุมธานี จังหวัดละ 2 ราย สุพรรณบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบูรณ์ ชลบุรี นครนายก สระแก้ว จังหวัดละ 1 ราย
- ค่ากลาง อายุ 66.5 ปี (33-93 ปี)
- ปัจจัยเสี่ยง/โรคประจำตัว คือ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหาน ไขมันในเลือดสูง อ้วน โรคปอดเรื้อรัง โรคตับ ผู้ป่วยติดเตียง จิตเวช
- ต่างชาติ 1 ราย ชาวฟินแลนด์
"โรคปอดเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เรามีความเป็นห่วง... ผู้เชี่ยวชาญระบุชัดเจนว่า การสูบบุหรี่ ทั้งบุหรี่ทั่วไปและบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้ปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าคนปกติที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า" พญ. อภิสมัย ระบุ
ผู้ช่วย โฆษก ศบค. กล่าวถึงกรณีการลักลอบเข้าประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ ซึ่งวันนี้พบจากกัมพูชา 2 ราย และลาว 2 ราย ว่าเจ้าหน้าที่ด่านความมั่นคงมีการลาดตระเวนอย่างเข้มงวด แต่ละวันพบกว่า 100 ราย ซึ่งกลุ่มดังกล่าวจำเป็นต้องเฝ้าระวังเพราะอาจนำพาเชื้อกลายพันธุ์เข้ามาได้
พ.ญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในขณะนี้สามารถ "ยึดคืนพื้นที่จังหวัดสีขาว" คือ ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมมาได้แล้ว 18 จังหวัด ซึ่งการคัดกรองเชิงรุกยังเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง
ข้อมูลผู้เสียชีวิตในการระบาดระลอก 3
จากข้อมูลการติดเชื้อ 29,967 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่รักษาหายกลับบ้านรวมถึงเสียชีวิต พบเสียชีวิต 358 ราย คิดเป็นอัตราการตาย 1.19 %
- ปัจจัยเสี่ยงจากโรคเรื้องรัง และภาวะอ้วน สูงกว่า 80% และอีก 62% อยู่ในกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี
- ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มป่วยจนรักษา เฉลี่ยอยู่ที่ 3 วัน (0-12 วัน)
- ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่พบเชื้อจนถึงเสียชีวิต คือ 14 วัน (0-24 วัน)
โดยย้อนกลับไปในการระบาดช่วงปี 63 และระหว่างวันที่ 15 ธ.ค. 63 -มี.ค. 64 นั้น พบว่า อัตราการป่วยตายอยู่ที่ ร้อยละ 1.42 และ 0.14 ตามลำดับ
พญ.อภิสมัย กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบการป่วยทั้ง 3 ระลอก มีประชาชนจำนวนหนึ่งที่เข้ารับการรักษาล่าช้าจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโรค ซึ่งเมื่อประกอบกับปัจจัยเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ ก็ทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว










