วันพยาบาลสากล: พยาบาลยุคโควิด-19 กับการทำงานที่ "เหมือนมีระเบิดเวลาติดตัว"

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
"โควิดรอบแรกก็ยุ่ง เหนื่อย พอรอบสองก็ยังพอไหว ไม่นานเคสก็ค่อย ๆ ลดลง พอรอบสามมันท้อแล้ว คิดว่าเมื่อไหร่มันจะหมดไปสักที" พยาบาลสาววัย 25 ปี ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ บรรยายความรู้สึกให้บีบีซีไทยฟัง
เราขอให้เธอถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการทำงานของพยาบาลในช่วงการระบาดของโควิด-19 ว่าต้องทำงานหนักเพียงใด แบกรับความเสี่ยงแค่ไหน อยู่กับช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อย่างไร ในโอกาสที่ผู้คนทั่วโลกร่วมรำลึกถึงผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลในวันพยาบาลสากลซึ่งตรงกับวันที่ 12 พ.ค. ของทุกปี
ด้วยความที่สังกัดโรงพยาบาลของรัฐ เธอจึงขอสงวนชื่อจริงและใช้นามสมมติว่า "สา" ในการสนทนา
สาบอกว่าชีวิตของพยาบาลที่ต้องทำงานท่ามกลางเชื้อไวรัสโคโรนาเหมือนมี "ระเบิดเวลา" ติดตัวอยู่ตลอด เธอไม่รู้ว่ามันจะระเบิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ซึ่งหมายถึงติดเชื้อโรคโควิดและต้องกลายเป็นผู้ป่วยเสียเอง หลังจากเป็นคนดูแลรักษาผู้ป่วยมานับไม่ถ้วน
ด้วยหน้าที่ของพยาบาล สากลายเป็น "ผู้เสี่ยงติดเชื้อ" และต้องกักตัวมาแล้วหลายครั้ง แม้ขณะที่คุยกับเรา สาก็อยู่ระหว่างการกักตัวเพราะสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 มาโดยไม่ตั้งใจ
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานข้อมูล ณ วันที่ 9 พ.ค. ว่ากว่า 34% ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด
ในการระบาดระลอกล่าสุดที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ 1 เม.ย. จนถึงปัจจุบัน มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อแล้วกว่า 500 ราย ในจำนวนนี้กว่า 200 คน มีปัจจัยเสี่ยงคือสัมผัสผู้ป่วยหรือให้การรักษาผู้ป่วย นอกจากนั้นคาดว่าติดเชื้อนอกเวลาปฏิบัติหน้าที่
กักตัวครั้งที่ 3 ในรอบปี
สาซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำห้องตรวจความดันลบเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 เล่าถึงสาเหตุที่ต้องกักตัวในครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นจากการที่เธอต้องเจาะเลือดของหญิงชราคนหนึ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ตามปกติการเจาะเลือดผู้ป่วยจะต้องทำภายในห้องความดันลบเท่านั้น แต่เนื่องจากการสอบประวัติเบื้องต้นพบว่าผู้ป่วยรายนี้ไม่มีประวัติเสี่ยง อีกทั้งเดินเหินไม่สะดวกและต้องใช้พยาบาลหลายคนช่วยในการเจาะเลือด เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจที่จะทำการเจาะเลือดภายนอกห้องตรวจความดันลบ
"เราเจาะไปสองรอบไม่สำเร็จ เรียกเพื่อนมาเจาะก็ยังไม่ได้ ก็เลยขอให้พี่พยาบาลอีกคนมาเจาะให้ ใช้บุคลากรไป 3 คน...ตอนเย็นถึงมารู้กันว่าคนไข้ที่เราเจาะเลือดให้มีผลเป็นบวก"
ด้วยเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในขณะนี้ "ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง" หมายถึงผู้ที่มีการสัมผัสตัวผู้ติดเชื้อโดยตรงและใช้เวลาเกินกว่า 1 นาที ดังนั้นสาและเพื่อนพยาบาลทั้ง 3 คนจึงต้องกักตัวโดยทันที
"ตอนนี้พยาบาลทุกคนแทบจะต้องใส่ 'ชุดอวกาศ' ถึงจะไม่เสี่ยงสูง" สาบอก เธอหมายถึงชุดพีพีอีหรือชุดป้องกันเชื้อโรคแบบเต็มรูปแบบ
สายอมรับว่าความสงสารที่อยากช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไข้สูงอายุที่เดินไม่สะดวกและการไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติเสี่ยงทำให้เกิดความประมาทในการทำหัตถการเจาะเลือดนอกห้องความดันลบ รวมถึงการใกล้ชิดผู้ป่วย
กรณีของหญิงชราคนนี้ เมื่อซักประวัติอย่างละเอียดในภายหลังจึงรู้ว่าบ้านพักของเธออยู่ในย่านชุมชนที่มีคนอยู่หนาแน่น ซึ่งสาบอกว่าคนไข้อาจไม่ได้ตั้งใจปกปิดข้อมูลแต่ "สิ่งเล็ก ๆ ที่คนไข้อาจจะคิดว่าไม่สำคัญ มันสำคัญมาก"
นี่เป็นการกักตัวครั้งที่ 3 ของสา หลายคนอาจคิดว่าเธอจะรู้สึกชิน แต่พยาบาลสาวบอกว่าครั้งนี้เธอเครียดมากจนร้องไห้ ทั้งความรู้สึกผิดที่ประมาท ความเสียใจที่ไม่ได้อยู่ดูแลคนไข้ และความเกรงใจเพื่อนร่วมงานที่ต้องมีภาระมากขึ้นประดังเข้ามาจนบางครั้งเธอรับไม่ไหวจนอยากจะลาออก
"วันแรกคือโทษตัวเอง เราไม่น่าทำอย่างนี้เลย"
ผลการตรวจครั้งแรกพบว่าเธอและเพื่อนไม่ติดเชื้อ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเธอรู้สึกสบายใจขึ้นเท่าไหร่ ตราบใดที่เพื่อนร่วมงานจำเป็นต้องทำงานเพิ่มขึ้นจากบุคลากรที่หายไปเพราะต้องกักตัว
สาบอกว่าปกติเพื่อนพยาบาลจะช่วยส่งอาหารให้คนที่ต้องกักตัวในหอพักพยาบาล แต่ด้วยความเกรงใจที่เห็นทุกคนทำงานหนักอยู่แล้ว พวกเธอจึงยอมหิวเพราะไม่อยากรบกวนเพื่อนที่ต้องทำงานหนักอยู่แล้ว
อีกไม่ถึงสัปดาห์สาก็จะครบกำหนดการกักตัวและกลับไปทำงานได้ ซึ่งตราบใดที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังสูงและหน้าที่ของพยาบาลคือต้องดูแลผู้ป่วย สาได้แต่ทำใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้คงจะเกิดขึ้นได้อีกไม่ว่าจะใช้ความระมัดระวังมากเพียงใด

ที่มาของภาพ, EPA
ห่างบ้าน ห่างครอบครัว
กลับบ้านที่ต่างจังหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
"เดือน ก.ค. ปีที่แล้ว" สาตอบ นั่นหมายถึง 10 เดือนแล้วที่เธอไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่พี่น้องแบบตัวเป็น ๆ ได้แต่เห็นหน้าและพูดคุยกับพ่อแม่ผ่านวิดีโอคอลเท่านั้น
"อยากกลับบ้านมากแต่แผนก็ล่มตลอด" เธอบอก
การไม่ได้เจอหน้าบุคคลอันเป็นที่รักมานานเกือบปี ทำให้กำลังใจในการทำงานเหือดหายลงไปไม่น้อย ไม่เพียงเพราะต้องเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แต่บุคลากรทางการแพทย์หลายคนเลือกที่จะอยู่ห่างจากคนในครอบครัวเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
สาบอกว่าอาจเป็นโชคดีที่เธอยังไม่มีลูก เพราะเท่าที่เห็นจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ พยาบาลที่มีครอบครัวแล้ว หลายคนต้องอดทนกับการไม่ได้เจอหน้าลูกและสามี
สาบอกว่างานที่หนักและเสี่ยงที่เธอต้องเจอจากการทำงานในสถานการณ์โควิดเปลี่ยความคิดเรื่องการสร้างครอบครัวของเธอไปไม่น้อย
"ชีวิตเราเสี่ยง ถ้าโควิดยังไม่จบคงไม่มีอยากมีลูกแน่นอน" สาบอก
ชีวิตนอก รพ. ก็เสี่ยง
นอกจากความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแล้ว การใช้ชีวิตประจำวันของพยาบาล ที่หลายคนอาศัยอยู่ในหอพักใกล้ที่ทำงานก็อาจทำให้กลายเป็นผู้ติดเชื้อจากชุมชนได้
"ปลา" พยาบาลวัย 23 ปี แห่ง รพ.ศิริราช กลายเป็นผู้ติดเชื้อ โดยไม่สามารถยืนยันแน่ชัดได้ว่ารับเชื้อมาจากที่ใด แต่ "ไทม์ไลน์" ของเธอก็มีเพียงแค่ทำงานที่ศิริราช อยู่หอพักและกลับบ้านเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ปลาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าหลังจากเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. เธอมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย จึงรักษาตามอาการด้วยคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นและเป็นนานกว่าที่คาด จึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจหาเชื้อและได้ผลยืนยันเป็นบวก
"จะฟันธงว่าติดจากใน รพ. หรือนอก รพ.มันก็ยาก" ปลาให้ความเห็น
การติดเชื้อของปลาทำให้เพื่อนร่วมงานอีกราว 10 คน ต้องกักตัว แม้ว่าศิริราชจะมีนโยบายเลื่อนนัดผู้ป่วยที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องมาโรงพยาบาลออกไป แต่เมื่อพยาบาลหลายคนต้องกักตัว ภาระงานของเจ้าหน้าที่ที่เหลืออยู่ก็ยังล้นมืออยู่ดี
"(การระบาด) รอบนี้บุคลากรใน รพ. ติดเชื้อเยอะ ปลาก็เป็นคนหนึ่งที่ติด คนรอบข้างก็ต้องกักตัว คนที่เหลืองานเขาก็ต้องหนักขึ้นไปด้วย"
ขณะนี้ปลาหายดีแล้ว และสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
"คลัสเตอร์บุคลากรทางการแพทย์"
"เมย์" เป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์หลายสิบคนจนโรงพยาบาลต้องประกาศปิดบริการชั่วคราว
ผลการตรวจล่าสุด เมย์ยังไม่พบเชื้อแต่ต้องกักตัวต่อไปและรอการตรวจอีกครั้งหนึ่ง
"ตอนนี้ก็กักตัวอยู่ที่โรงพยาบาล มีเจ้าหน้าที่ติดเชื้อแล้ว 57 คน ทั้งหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่เอ็กซเรย์ เภสัชกร...ทุกแผนก ตอนแรกเราก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ แต่พอตรวจไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าคนที่ทำงานใกล้ชิดเราติดเชื้อ เราก็ขยับมาเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง"
แม้ทุกคนจะพยายามเว้นระยะห่างในที่ทำงาน แต่การใช้ชีวิตร่วมกัน ทำงานร่วมกันในโรงพยาบาล หอพักแพทย์ หอพักพยาบาล หรือแม้แต่การอยู่ในชุมชนก็ทำให้มีโอกาสสูงที่บุคลากรในโรงพยาบาลจะติดเชื้อ การติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่โรงพยาบาลครั้งนี้ก็คาดว่ามาจากการติดเชื้อภายนอกโรงพยาบาลในช่วงสงกรานต์
"ไม่ได้ติดจากคนไข้ น่าจะมาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์...ส่วนใหญ่ที่ติดก็คืออยู่ในห้องเดียวกัน เปิดเครื่องปรับอากาศ แล้วก็กินข้าวร่วมกัน เพราะว่าธรรมชาติของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลชุมชน คนรู้จักทั้งโรงพยาบาล ก็คลุกคลีกัน คนรอด (ไม่ติดเชื้อ) ก็คือปาฏิหาริย์แล้ว" เมย์กล่าว
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้พูดคุยกันอย่างหนักเพื่อวางมาตรการป้องกันไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก่อนที่โรงพยาบาลจะกลับมาเปิดให้บริการในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
เมย์ยอมรับว่าการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในโรงพยาบาลทำให้เธอเครียดจนถึงขั้นกลัวว่าจะกลายเป็นผู้ติดเชื้อในที่สุด แต่เธอก็เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันการติดเชื้อและการคัดกรองผู้ป่วยทางเดินหายใจที่รัดกุมของโรงพยาบาล ส่วนตัวเธอเองก็จะป้องกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ทำงานได้ต่อไปได้โดยสะดุด
"เราตั้งปฏิญาณกับตัวเองเลยนะ ว่าเราจะติดโควิดไม่ได้" เมย์บอก แต่หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ทำให้เธอติดเชื้อจากคนไข้หรือจากการปฏิบัติหน้าที่ เธอก็ไม่เสียใจ เพราะนั่นเป็นความเสี่ยงที่พยาบาลอย่างเธอพร้อมที่จะรับ











