ม.112 : เบนจา อะปัญ 99 วันในเรือนจำ กับความฝันสู่อวกาศและประชาธิปไตย

- Author, วิชุตา ครุธเหิน
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"...หนูจะชอบนอน เพราะว่าการนอนเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราหลับ แล้วเราจะมีโอกาสฝัน ซึ่งการที่เราฝันนั้นหมายความว่าเราจะไม่ได้อยู่ในเรือนจำ เราจะได้ออกไปทำอะไรที่แบบเราอยากทำ การฝันคือการหนีเที่ยวอย่างนึงในนั้น"
นี่คือวิธีที่ เบนจา อะปัญ มักใช้ในการ "หลบหนี" จากชีวิตที่ไร้อิสรภาพระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 99 วัน
เบนจา หรือ แพรว นักศึกษาวัย 22 ปี หนึ่งในแกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ต.ค. 2564 หลังจากถูกเพิกถอนสิทธิประกันตัว จากคดีความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนีเมื่อ 26 ต.ค. 2563 และคดีอ่านแถลงการณ์หน้าตึกซิโนไทยเมื่อ 10 ส.ค. 2564
หลังจากถูกจองจำกว่า 3 เดือน เมื่อ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเธอได้เป็นการชั่วคราวไปจนถึง 22 พ.ค. 2565 เพื่อให้กลับไปเรียนหนังสือ โดยมีเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมที่จะกระทบกระเทือนสถาบันกษัตริย์ ห้ามชุมนุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ห้ามออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 18.00-06.00 น. และให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า "กำไลอีเอ็ม"
บีบีซีไทย ได้คุยกับหญิงสาวผู้นี้ถึงช่วงชีวิตที่ไร้อิสรภาพอยู่หลังกำแพงสูง การเรียน ความใฝ่ฝันที่มีต่ออนาคตของตัวเอง และของประเทศชาติ
"ดีใจ ไม่ใช่คำแรกที่เรารู้สึก" ตอนออกจากเรือนจำ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"หน่วง...ตอนที่หนูได้ออกมา แทนที่ความรู้สึกแรกที่หนูจะรู้สึกคือ 'ดีใจ' ใช่ไหมคะ แต่ว่า ณ ตอนนั้นหนูรู้สึกว่ามันหน่วง เพราะว่า หนึ่งเราไม่ควรมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกหรือเปล่า สองคือทุกอย่างมันดูกลับตาลปัตรผิดเพี้ยนไปหมดเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ สามคือการออกมาครั้งนี้ก็ยังติดอีเอ็มอยู่ดี เราก็เหมือนถูกปล่อยออกมา แต่เขาก็ยังพรากอะไรบางอย่างจากเราไปอยู่ดี สี่ก็คือเพื่อนหลาย ๆ คนยังอยู่ในเรือนจำ เราก็เลยรู้สึกว่า 'ดีใจ' ไม่ใช่คำแรกที่เรารู้สึก"
หลังได้กลับออกมาอยู่ในโลกภายนอก เบนจาเล่าว่าเธอพยายามที่จะปรับตัวกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยเฉพาะการมีกำไลอีเอ็มติดตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเธอเปรียบชีวิตในตอนนี้ว่าไม่ต่างจาก "ซินเดอเรลล่าสวมโซ่ตรวน 4.0" ที่ไม่ว่าจะออกไปไหนก็ต้องรีบกลับมาให้ทันเส้นตายตามข้อกำหนดห้ามการออกนอกเคหสถานหลังเวลา 6 โมงเย็น
"สิ่งที่มันเจ็บช้ำน้ำใจนอกจากทางการจำกัดเสรีภาพแล้ว คือลักษณะทางกายภาพของมัน มันไม่ใช่แค่ทำร้ายเราทางเรื่องของเสรีภาพ มันเอาออกไม่ได้ เราไม่สามารถเอาออกได้ด้วยตัวเอง เราจะรู้สึกถึงมันตลอดเวลา มันเป็นเหมือนตื่นขึ้นมาเราก็จะต้องเจอมัน แล้วมันก็ต้องการแบตเตอรี่ เพราะฉะนั้นชีวิตเรากับมันจะเกี่ยวข้องกันตลอดเวลา เพราะมันอยู่ที่ข้อขาซ้ายเรา"
"มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่รัฐได้ให้กับเราไว้ เพื่อบอกกับเราว่า 'ถึงแม้กูจะให้มึงออกไปจากเรือนจำแห่งนี้ แต่มึงก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจที่กูจับตาดูอยู่' ฟีลลิง (ความรู้สึก) แบบ Big Brother is watching you (พี่ใหญ่กำลังจับตามองคุณอยู่) มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่ากลัวอะไรสักอย่างด้วย...มันคือโซ่ตรวน 4.0"
ความฝันท่องอวกาศ

ที่มาของภาพ, แมวส้ม
นอกจากจะเป็นเด็กกิจกรรม เบนจาก็ยังให้ความสำคัญกับการเรียนเสมอมา อีกทั้งมีแผนการสำหรับอนาคตตัวเองไว้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ (นานาชาติ) สาขาเครื่องกล ที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT)
เบนจาบอกว่าเลือกเรียนหลักสูตรนี้ เป็นการปูทางไปสู่การเรียนด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศ เพื่อที่จะได้สานฝันการทำงานในองค์กรด้านอวกาศระดับโลก
เธอเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ชอบเรียนคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ชอบนิยายวิทยาศาสตร์ อวกาศ เทคโนโลยี และชอบดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ชอบดูดาว ทำให้ตอนเด็ก ๆ มีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศออกไปสำรวจนอกโลก ทว่าเมื่อโตขึ้นก็ตระหนักได้ว่า ในความเป็นจริงนั้นการเป็นนักบินอวกาศไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น ความร่วมมือระหว่างประเทศ เรื่องการเมือง และความมั่นคง
"ถ้าเราไปอวกาศไม่ได้ เราก็ส่งคนไปอวกาศ เพราะฉะนั้นการทำงานกับพวก space agency (หน่วยงานอวกาศ) มันก็เป็นอีกหนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นในหัวเรา"
อนาคตการเรียนที่ไม่แน่นอน

การถูกดำเนินคดีอาญาและต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำทำให้เบนจาจำใจต้องพักการเรียน เพราะไม่ต้องการให้ผลการเรียนตกต่ำซึ่งอาจกระทบกับเกรดที่ต้องใช้ในการศึกษาต่อในอนาคต
แม้จะมีความคาดหวังว่าจะไม่ต้องกลับเข้าเรือนจำในระหว่างที่กำลังเรียนอยู่ แต่เบนจาก็ยอมรับถึงความไม่แน่นอนของคดี และรู้สึกกังวลในช่วงแรก แต่หลัง ๆ เธอก็คิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
"ตอนนี้หนูก็สู้ไปตามกระบวนการ...แอบหวังว่าเขา (รัฐ) ก็ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมกับเราอย่างแฟร์ ๆ เหมือนกัน หนูคาดหวังไว้ว่ามันจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ยังเรียนไม่จบแล้วกลับเข้าไป (เรือนจำ) เหมือนเดิม..."
"Worst case scenario (กรณีเลวร้ายที่สุด) หนูแอบคิดไปเลยว่าออกไปเรียน ป.ตรี ตอนอายุ 30 ก็ยังไม่สายหรือเปล่า แบบว่าไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอก เราก็สตาร์ตชีวิตตัวเองใหม่ได้"
เมื่อถามถึงคุณแม่ เบนจายอมรับว่าแม่เครียดและเป็นห่วงเธอ ซึ่งเป็นลูกคนเดียว และที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเปิดอก
"เอาจริง ๆ แม่ก็รับทราบนะ เราก็คุยกันตรง ๆ ว่าอย่าเพิ่งไปคิดมันตอนนี้เลย เอาตรงนี้ก่อน อย่างน้อยตรงนี้มันทำได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ก็เปิดอกคุยกันในสภาวะที่แบบ ก็มันเป็นแบบนี้แล้ว มันก็คงต้องดำเนินต่อไป"
- ศาลรัฐธรรมนูญชี้ ชุมนุม 10 สิงหา 63 "ล้มล้างการปกครอง" ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- มายด์ ภัสราวลี กราบบังคมทูลขอ 3 เรื่อง บนเวทีราชประสงค์
- "ไม่ถือว่าเข้าคุก แค่เปลี่ยนสถานที่ต่อสู้" เปิดใจมายด์ ก่อนอัยการสั่งคดีสถานทูต
- จากนักศึกษาสู่ผู้ต้องหา "ประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินี" กรณีขบวนเสด็จฯ
เมื่อถามว่าหากในท้ายที่สุดแล้วเธอต้องติดคุกจะเป็นอย่างไร
"หนูก็จะเศร้าหน่อย ๆ" เบนจาตอบเสียงอ่อยพร้อมถอนหายใจดังเฮ้อ
"เวลาอยู่ในคุกก็จะคิดว่า ถ้าเราไม่มาอยู่ในนี้ เราจะทำอะไรอยู่ เราจะทำอะไรได้บ้างในระยะเวลาเท่านี้ เราคงทำอะไรได้มากกว่านี้ มากกว่าพื้นที่หลังกำแพงสูง" เธอถอนหายใจอีก
"ถ้ามันเป็นแบบนั้นมันก็คงจะเศร้ามาก ๆ แน่ ๆ เลย หนูก็ยังหาคำอธิบายไม่ถูกว่ามันจะเป็นยังไง แต่ Life goes on (ชีวิตดำเนินต่อไป) นะ หมายความว่า เราก็ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่ต่อให้ได้แหละมั้งว่า 'มันมีวันเข้า มันก็คงต้องมีวันออก'"
นอกจากนี้ เบนจามักปลอบใจตัวเองว่า เธอ "คงจะยังไม่ตายในเร็ว ๆ นี้ คิดเสียว่าคงจะอีกสัก 60 ปีกว่าจะตาย การที่เราได้ออกไปทำตามความฝันเราก็ยังคงมีอยู่แหละ" แต่เธอก็ไม่รู้ว่าฝันที่ว่านี้จะยังเป็นความฝันเดียวกับในตอนนี้อยู่หรือเปล่า
คนรุ่นใหม่ในรัฐที่กดขี่

ที่มาของภาพ, ปฏิภัทร จันทร์ทอง/Thai News Pix
เบนจา เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งว่า สาเหตุที่ตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยร่วมกับเพื่อน ๆ อย่างเพนกวิน (พริษฐ์ ชิวารักษ์) และรุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) นั้น เพราะได้เห็นความเหลื่อมล้ำ ความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ในประเทศ รวมถึงการที่รัฐตีกรอบจำกัดเสรีภาพทางความคิดของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอมองว่า เป็นอุปสรรคที่ทำให้ประเทศชาติไม่เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศอื่น ๆ
"ส่วนตัวหนูรู้สึกว่า เราทุกคนเป็นมนุษย์ที่อยู่ในประเทศไทย แล้วความเป็นมนุษย์ของพวกเราทุกคนมันมีศักยภาพกันท่วมท้นอยู่แล้ว แต่เราดันเกิดมาในรัฐที่กดขี่คน ทำให้มนุษย์ไม่ได้เป็นตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น หรือต้องมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เขาไม่สามารถใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ของตัวเอง (ได้อย่างเต็มที่) แล้วเรารู้สึกเสียดาย (ศักยภาพ) ความเป็นมนุษย์ของเพื่อนพ้องที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา..."
"พอมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยหนูก็รู้สึกว่า ไม่ได้การอะ มันเป็นประเทศที่ไม่ส่งเสริมพัฒนาการของมนุษย์เลย"
เบนจาเล่าว่า เธอชื่นชอบประเทศญี่ปุ่นมาก และมีโอกาสได้ไปเที่ยวหลายครั้ง อีกทั้งชื่นชมที่ญี่ปุ่นมีองค์การสำรวจอวกาศ (Japan Aerospace Exploration Agency หรือ JAXA) แล้วก็อดเปรียบเทียบกับประเทศของตัวเองไม่ได้
"แล้วพอหนูกลับมามองที่ประเทศไทยก็รู้สึกว่าทำไมในระยะเวลาที่เท่ากัน ญี่ปุ่นเขาถีบตัวเองไปได้ถึงจุดนั้นแล้ว แต่ประเทศไทย เผลอ ๆ มันไม่ได้ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ หรืออาจแย่ลงด้วยซ้ำมั้ง"
ความหมายของชีวิต

ก่อนเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เบนจา มีชีวิตไม่ต่างจากวัยรุ่นคนอื่น ๆ เธอรักอิสระ รักการแต่งห้อง การอ่านหนังสือ การถ่ายรูป และการดูอาทิตย์อัสดง เมื่อถูกถามว่าคุ้มไหมกับการออกมาเคลื่อนไหวจนถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ เธอตอบว่าทั้งคุ้มและไม่คุ้ม
"มันอาจจะไม่คุ้มในแง่ตัวเรา ถ้าเรามองแค่กรอบ แค่ตัวเองอาจจะไม่คุ้ม แต่ถ้ามองในแง่อุดมการณ์ มองในแง่ว่า อย่างน้อยเราก็ยืนหยัดต่อสู้ เราก็ขอต่อสู้ดิ้นรนในแบบที่เราทำได้ เราก็ยืนยันว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำจากรัฐ มันไม่มีเรื่องที่เราต้องเสียใจ เพราะเรายืนหยัดทำในสิ่งที่ไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม เราแค่อยากพาสังคมก้าวไปข้างหน้า เราแค่อยากให้ประเทศเราเดินต่อได้ เราอยากให้มนุษย์ในแถบนี้ เอาจริง ๆ อาจรวมถึงทั้งแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย หรือมนุษย์บนโลก เพราะเราคือพลเมืองโลก เราแค่อยากทำให้มันดีขึ้น อะไรที่มันไม่ make sense (ไม่ถูกไม่ควร) เราอยู่กับมันไม่ได้"
เบนจาบอกว่า การลุกขึ้นต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เธอในวัยยี่สิบต้น ๆ ได้เข้าใจถึงความหมายของชีวิต
"สำหรับหนู การใช้ชีวิต การค้นหาความหมายของชีวิต หนูได้คำตอบมาส่วนหนึ่งว่า เราน่าจะทำอะไรสักอย่างให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ เราก็รู้สึกว่า เราได้รับอะไรหลาย ๆ อย่างจากเพื่อนมนุษย์ แล้วเราก็รู้สึกว่าทำไมเราถึงจะไม่อยากแบ่งปัน จะไม่อยากช่วยเหลือกันและกัน"
เชื่อในสิ่งที่ฝัน

ที่มาของภาพ, แมวส้ม
แม้ตอนนี้ เบนจาต้องการทุ่มเทความสนใจไปที่การเรียน เพื่อให้ตามทันสิ่งที่พลาดไปในช่วงก่อนหน้านี้ แต่เธอยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าต่อสู้กับเหล่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ต่อไป เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทยในระยะยาว
"หนูเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถเกิดประชาธิปไตยได้…ณ ตอนนี้เราเชื่อว่าเรายังทำให้มันเกิดประชาธิปไตยได้ ประชาธิปไตยมันต้องเกิดขึ้นได้แหละกับประเทศที่มันอยากจะให้เกิด ถ้าเรายังเชื่อว่ายังเกิดขึ้นได้ เราก็จะทำมันในรูปแบบไหนก็ตามที่เรารู้สึกโอเค หนูก็อยู่กับทุก ๆ คน และหนูก็เชื่อว่า หลาย ๆ คนเขาก็เชื่อในสิ่งนี้เหมือนกัน เพราะถ้าคุณเชื่อแล้วคุณไม่ทำมันจะเกิดขึ้นไหม หรือคุณไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้"
"หนูคิดว่าความเชื่อมันเป็นสิ่งสำคัญว่าเราจะทำมันไหม เหมือนกับที่หนูเชื่อไงว่า เราอาจจะส่งคนไปอวกาศได้นะ แล้วหนูก็เลยเลือกที่จะเดินตามเส้นทางนี้ ในขณะเดียวกันหนูก็เชื่อเหมือนกันว่าประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นได้นะ ความเท่าเทียมมันเกิดขึ้นได้จริง ๆ การเห็นอกเห็นใจกัน การเข้าใจซึ่งกันและกัน มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ ในสังคมมนุษย์ เพราะฉะนั้น ก็ไปด้วยกันต่อ"
ภาพวาดประกอบบทความโดย เดวีส์ สุริยา










