สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง : นักธุรกิจยุค "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เจ้าของวลี "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย"

ที่มาของภาพ, ข่าวสด
"สังคมจะน่าอยู่ ถ้าคนเข้มแข็ง สามารถดูแลคนที่อ่อนแอกว่า" สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง กล่าวกับข่าวสด หลังตกเป็นที่สนใจจากกรณีปรากฏคลิปคนในรถหรูแจกเงินผู้ยากไร้ย่านพระราม 9
"สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง" กลายเป็นคำที่ถูกค้นหาทางกูเกิลมากในประเทศไทยช่วงวันที่ 29 มิ.ย.
คนในรถหรูแจกเงินชาวบ้าน
รายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ที่คนกรูเข้าไปรับแจกเงินจากคนที่อยู่ในรถสปอร์ตหรูบริเวณย่านพระราม 9 และทราบในเวลาต่อมาว่า คือนายสวัสดิ์ นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีน แม่ค้าขายพวงมาลัยให้สัมภาษณ์กับรายการว่า นายสวัสดิ์แจกเงินให้ชาวบ้านบริเวณนั้นเป็นประจำทุกเดือนมาเป็นเวลานานแล้ว โดยส่วนมากให้คนละ 200 บาท "เขาก็จะสอนว่า อย่าเอาไปกินเหล้านะ อย่าเอาไปเสพ เอาไว้กินข้าว"
สวัสดิ์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 79 ปี เปิดเผยกับข่าวสดว่า เขาแจกเงินเช่นนี้นาน "เป็นสิบปีแล้ว สิบกว่า ยี่สิบปีแล้ว แจกมาตั้งนานแล้ว" เพราะเขาต้องเดินทางขึ้นสะพานยมราชแล้วก็ลงสะพานพระรามเก้าทุกวัน ทำให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของเด็กและชาวบ้านบริเวณนั้น
"เราก็เห็นว่าเด็กขายพวงมาลัย ฝนตก แดดออก เราก็ให้ในสิ่งที่เราให้ได้" สวัสดิ์ กล่าวกับข่าวสด โดยจำนวนเงินที่แจกให้คนแถวนั้นรวมกันครั้งหนึ่งตกประมาณ 10,000 บาท

ที่มาของภาพ, เรื่องเล่าเช้านี้/YOUTUBE
อดีตเศรษฐีแสนล้านที่มี "หนี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ"
กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า นายสวัสดิ์ เคยเป็นบุคคลที่มีสินทรัพย์นับแสนล้านบาท จนนิตยสารฟอร์บส์ จัดอันดับให้เป็นผู้ที่ร่ำรวย "ถึงวันนี้ สวัสดิ์ ยอมรับว่า สินทรัพย์ที่เหลืออยู่มีแค่หลักพันล้านบาทเท่านั้น"
ในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 เขาเป็นเจ้าของโรงเหล็กขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัทนครไทยสตริปมิลล์ (เอ็นเอสเอ็ม) และ บริษัท เอ็น ที เอส สตีล โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ zoominfo.com ระบุแต่เพียงว่า ปัจจุบันเขาเป็นประธานบริษัทศรีราชาฮาร์เบอร์ จำกัด (มหาชน)
ในช่วงที่กำลังทำธุรกิจโรงเหล็ก เขากู้เงินหลายหมื่นล้านบาทจากต่างประเทศเพื่อนำมาลงทุน ก่อนที่จะเผชิญกับการลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อ 2 ก.ค. 2540 ทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 แสนล้านบาท
เขาบอกกับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ว่า "ผมเคยมีหนี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ"
เจ้าของวลี "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย"
ในช่วงที่มีหนี้สินมหาศาล สวัสดิ์ ประกาศว่า "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย"
"ผมยอมให้ถูกสังคมและเจ้าหนี้ตราหน้าว่า 'จอมเบี้ยวหนี้' การประกาศออกมาว่า 'ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย' ไม่ใช่เป็นการพูดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ใช่คำพูดของเจ้าพ่อ ที่จะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เพื่อข่มขู่ให้เจ้าหนี้หวาดกลัว แต่เป็นการพูดที่มีความหมาย เพื่อต้องการรักษาสภาพคล่องในบริษัทไว้ให้มากที่สุด ก่อนจะหาทางแก้ปัญหาต่อไป" เว็บไซต์กระปุกดอทคอมเรียบเรียงการให้สัมภาษณ์ของสวัสดิ์
สวัสดิ์ ไม่ได้ต้องการจะหนีหนี้ แต่เขาต้องการตั้งหลัก และเมื่อทำสำเร็จก็เริ่มเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ จนในที่สุด ก็สามารถปลดหนี้ส่วนใหญ่ได้สำเร็จ แต่ก็ยังมี "หนี้ค้ำประกันกว่า 3 หมื่นล้านบาท" โดยกรุงเทพธุรกิจรายงานว่า เมื่อเดือน ก.ค. 2551 ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง และทำให้เขากลายเป็นบุคคลล้มละลาย แต่เขาถูกปลดออกจากบัญชีล้มละลายในอีก 3 ปีต่อมา
ชีวิตลำบากในวัยเด็ก
สวัสดิ์ เปิดเผยว่า ชีวิตวัยเด็กของเขาก็เคยเผชิญกับความลำบากมาก่อนต้องช่วยพ่อแม่ทำงานตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ
"ผมก็เกิดที่วัดพระพิเรนทร์ วรจักร คุณพ่อคุณแม่ก็มาจากเมืองจีน ท่านก็ทำงานตั้งแต่ยังวัยรุ่น สมัยร้อยปีที่แล้วอะนะ ร้อยกว่าปี สมัยญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่เมืองจีน ท่านก็เป็นผู้อพยพมาเมืองไทย ท่านก็ทำงานหนักมาชั่วชีวิต ตอนที่ผมอายุ 4-5 ขวบ ผมก็ต้องมาช่วยพ่อแม่" สวัสดิ์เล่าให้ข่าวสดฟัง
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
ความยากลำบากทำให้เขาเข้าใจชีวิตของคนยากจนว่า "ถ้าเขาไม่จนมุมจริง ๆ เนี่ย เขาคงจะไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น แล้วเราช่วยในสิ่งที่เราช่วยได้"
นิตยสารผู้จัดการเดือน พ.ค. 2542 ระบุว่า "ฮ่อก๊กห่ง" คือ ชื่อภาษาจีนของสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เขาเกิดเมื่อ 1 ตุลาคม 2484 ครอบครัวของเขาเป็นเชื้อสายจีนกวางตุ้งทำกิจการโรงกลึง "เขื่องหว่า" เขาเป็นลูกคนที่ 5 ในบรรดาพี่น้อง 7 คน เมื่ออายุ 8 ขวบ สวัสดิ์ถูกส่งไปเรียนที่เมืองกวางเจา ประเทศจีน เป็นเวลา 5 ปี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จึงกลับมาเรียนต่อที่ประเทศไทย เขาได้รับปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
นอกจากจะเป็นนักธุรกิจแล้ว สวัสดิ์ เคยเข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองด้วย โดยเขาเคยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในวุฒิสภาไทย ชุดที่ 7 ปี พ.ศ. 2539-2543 และได้ร่วมงานการเมืองกับพรรคชาติไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคชาติไทย เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ในปี พ.ศ. 2551 จากการเป็นกรรมการบริหารพรรคชาติไทย
เว็บไซต์ไทยโพสต์รายงานเมื่อปี 2561 ว่า สวัสดิ์ คือแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นอาของ ดร.ทัศน์ลักษณ์ ปัตตพงศ์ภัช รองเลขาธิการพรรคพรรคชาติไทยพัฒนา










