ถ้ำหลวง: เปิดปฏิบัติการ “กู้ภัย” ภายใน 2-3 วัน

ครอบครัวของทีมหมูป่าฯ เดินออกจากถ้ำหลวงช่วงเที่ยงวันที่ 7 ก.ค. หลังเข้าร่วมพิธีสวดมนต์ตามความเชื่อ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ครอบครัวของทีมหมูป่าฯ เดินออกจากถ้ำหลวงช่วงเที่ยงวันที่ 7 ก.ค. หลังเข้าร่วมพิธีสวดมนต์ตามความเชื่อ โดยหวังให้ทั้ง 13 ชีวิตได้ออกจากถ้ำ

ปฏิบัติการ "ถ้ำหลวง" เดินทางมาถึงจุดที่ "ต้องตัดสินใจ" ก่อนฝนถล่มรอบใหม่ในอีก 3 วันข้างหน้า หลังได้ "ข้อมูลใหม่" ว่าน้ำมีโอกาสท่วมถึงเนินนมสาวซึ่งเป็นจุดที่ 13 ชีวิตพักคอยอยู่

ภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สายทั้ง 13 ชีวิตออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องภายใต้ 2 แผนหลักคือ แผนช่วยเหลือเด็ก ๆ ออกทางหน้าถ้ำ และแผนสำรวจและขุดเจาะปล่องภูเขาลึกลงไปถึงเนินนมสาว ซึ่งเป็นจุดที่ทีมหมูป่าพักคอยอยู่ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ขุดเจาะไปนับร้อยโพรง แต่พบโพรงที่มีศักยภาพ 18 โพรง ทว่าอาจยังไม่ใกล้เคียงกับจุดที่ทั้งหมดพักคอยอยู่

เวลา 11.00 น. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายฯ แถลงว่า ภายใต้ 2 แผนหลัก มีวิธีการให้เลือกหลากหลาย ซึ่งในการตัดสินใจจะทำให้ดีสุด ปลอดภัยที่สุด และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด พร้อมย้ำว่า "ไม่เคยมีสถานการณ์การกู้ภัยไหนในโลกที่ยากลำบากขนาดนี้" และ "สิ่งสำคัญที่สุดคือทักษะการดำน้ำ"

"ข้อมูลใหม่" และข้อวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำและผู้ทำวิจัยเรื่องถ้ำที่ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์นำมาเปิดเผยคือ ในฤดูน้ำหลาก อาจมีน้ำท่วมสูงถึงเนินนมสาวซึ่งเป็นจุดที่เด็ก ๆ ทั้ง 12 คนและโค้ชนั่งพักคอยอยู่ ทำให้เหลือพื้นที่ไม่ถึง 10 ตารางเมตร ดังนั้นทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา โดยแบกความคาดหวังไว้ตรงบ่าเหมือนแบกภูเขาก้อนใหญ่เอาไว้

"คิดว่าแผนของเราจะงวดเข้ามาเรื่อย ๆ พอถึงเวลาหนึ่ง เราอาจต้องเข้าไปทำแผนใดแผนหนึ่งที่ต้องสำเร็จ" นายณรงค์ศักดิ์กล่าว

กราฟฟิค

ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ขยายความว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จของแผนนำทีมหมูป่าออกทางปากถ้ำคือระดับน้ำต้องเป็นศูนย์ ซึ่งจะเป็นไปได้ราวเดือน ธ.ค.-ม.ค. ดังนั้นแผนนี้จึง "เป็นไปไม่ได้" ส่วนแผนรอง ๆ ลงไปคือการทำให้น้ำอยู่ในระดับที่สามารถเคลื่อนย้ายกำลังพลต่าง ๆ ได้ ซึ่งขณะนี้น้ำลดลงจนสามารถเดินถึงโถง 3 แต่ถ้าฝนตกลงมาเพิ่ม ก็ไม่รู้จะเกิดปัจจัยอะไรอีก หลังก่อนหน้านี้แทบเสียหายกับการ "รบกับน้ำ" ที่ไหลมาอย่างรวดเร็วเหมือนสึนามิ จนเสียฐานที่ตั้งศูนย์อำนวยการร่วมฯ ไป 2 ครั้ง แต่ภารกิจระบายน้ำออกจากถ้ำเป็นไปด้วยดี ทำให้ระดับน้ำอยู่ในสถานการณ์ที่ "น่าพอใจมาก"

ขณะเดียวกัน เด็ก ๆ ก็มีสุขภาพดี คุยรู้เรื่องเฮฮา เล่นกันได้ แต่อาจอ่อนเพลียบ้างเพราะไม่ได้อาหารเต็ม ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องประเมินว่ามีความเสี่ยงอื่น ๆ อีกหรือไม่ เพราะขณะนี้สามารถรักษาความเสี่ยงให้อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าความเสี่ยงไปถึงจุดที่รับไม่ได้ อาจต้องตัดสินใจ แต่ยืนยันว่าทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ "พยายามไม่ให้มีความผิดพลาด แต่เรารับปากไม่ได้ คำว่าพยายามคือเราต้องทดสอบแล้วทดสอบอีกจนมั่นใจ แผนทุกแผน เราผ่านการทดสอบ"

"สถานการณ์ 2-3 วันนี้ สถานการณ์อากาศและสุขภาพของน้อง ๆ เหมาะสมที่สุด เพราะถ้ารอหลังจากนี้จะมีฝนตก" ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์กล่าวและย้ำว่า สิ่งที่ทำวันนี้กลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ปฏิบัติงานนับร้อยคนที่ได้พูดคุยและปรับแผนตามสถานการณ์ และค่ำวันนี้ (7 ก.ค.) จะมีชาวต่างประเทศซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยในถ้ำโดยตรงเดินทางมาถึง

"เราจะเลือกแผนที่ประสบความสำเร็จสุด มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แต่ทุกแผนมีความเสี่ยง" เขาย้ำ

เร่งขนออกซิเจนเข้าถ้ำ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภารกิจวางขวดอากาศภายในถ้ำเป็นสิ่งเร่งด่วนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. หลังมีข่าวเรื่องระดับออกซิเจนในถ้ำไม่ถึง 15 เปอร์เซ็นต์

ส่วนปัญหาอากาศภายในถ้ำไม่เพียงพอ ผู้ว่าฯ พะเยาอธิบายว่าขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปรคือ หากระดับออกซิเจนต่ำกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้สมองช้าและไม่ทำงาน ส่วนอีกตัวแปรคือระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด หากมีมากก็จะเป็นพิษในเลือด สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำได้คือการปั๊มอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเพื่อเพิ่มออกซิเจนภายในถ้ำ เพราะขณะนี้มีผู้ปฏิบัติงานภายในถ้ำจำนวนมาก ทำให้อากาศน้อย ดังนั้นจะถอนกำลังพลบางส่วนที่ไม่จำเป็นออกจากบริเวณโถง 3 ซึ่งไม่ใช่การทิ้งงาน แต่เป็นการรักษาสมดุล

"เรากังวลต่อสถานการณ์ หลังคนของเราเป็นลม สมองไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เมื่อวานนี้ เราเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อกรณีน้องสมาน (ร.อ. สมาน กุนัน อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยซีล ที่เข้าร่วมภารกิจกู้ภัย) ที่ประสบเหตุตรงนั้น ผมพูดเสมอว่าเราส่งคนไปช่วยคน ไม่ใช่ส่งคนไปประสบเหตุ" ผู้ว่าฯ พะเยากล่าว

นายณรงค์ศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า การเข้าถึงบริเวณเนินนมสาวที่ทีมหมูป่าพักคอยอยู่เป็นเรื่องที่ "ยาก" และ "เหนื่อยมาก" เพราะมีช่วงต้องดำน้ำเข้าไปประมาณ 1 ชม.

"หากส่งทีมเข้าไปมาก เมื่อไปถึงตรงจุดนั้นก็จะหายใจแรง ก็ไปเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วลดออกซิเจนอีก ดังนั้นเราจะส่งเข้าคนเข้าไปน้อย แต่มี 4 คนที่อยู่ประจำอยู่ตรงที่น้อง ๆ อยู่" นายณรงค์ศักดิ์ระบุ