นางงาม-พริตตี้ในตะวันตกแต่งกายมิดชิดขึ้น แต่ผู้จัดไทยยังไม่มั่นใจจะทำตาม

พริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์ ที่กรุงเทพ 2018

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, พริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์ที่กรุงเทพ 2018

กระแสความเท่าเทียมของสตรีผ่านการรณรงค์ #MeToo ในโลกตะวันตกส่งผลให้ผู้ร่วมงานแสดงรถยนต์ในยุโรป และผู้จัดการประกวดมิสอเมริกาในปีนี้ ต้องเปลี่ยนนโยบายเรื่องการแต่งกายของผู้แนะนำสินค้าและผู้เข้าประกวดนางงาม

ส่วนในไทยการแต่งกายของผู้แนะนำสินค้า หรือ "พริตตี้" ดูหวือหวาน้อยลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้มาจากกระแส #MeToo ซึ่งดูเหมือนไม่ประสบความสำเร็จ

ประกวดมิสอเมริกาที่ไม่มีชุดว่ายน้ำ

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. กองจัดการประกวดมิสอเมริกาออกมาประกาศว่าจะยกเลิกการเดินโชว์ในชุดว่ายน้ำ และชุดราตรี อันเป็นส่วนสำคัญของการประกวด และจะหันมาเน้นที่การแสดงความสามารถทางด้านต่าง ๆ ของผู้ประกวดแทน โดยจะให้ผู้เข้าประกวดสวมใส่อะไรก็ได้ที่ทำให้พวกเธอรู้สึกดี และแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของพวกเธอออกมา

ต่อไปจะไม่มีช่วงเดินประกวดในชุดว่ายน้ำและชุดราตรีในมิส อเมริกาอีกแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ต่อไปจะไม่มีช่วงเดินประกวดในชุดว่ายน้ำและชุดราตรีในมิสอเมริกาอีกแล้ว

เกรทเช่น คาร์ลสัน อดีตมิสอเมริกา ออกมาพูดเรื่องนี้ในรายการกู๊ด มอร์นิ่ง อเมริกา ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซี ว่า การประกวด จะไม่ตัดสินผู้เข้าแข่งขันจากรูปร่่างหน้าตาอีกต่อไปแล้ว

"เราจะไม่ใช่การประกวดนางงามอีกต่อไป เราคือการแข่งขันความสามารถ"

สิ่งที่จะมาแทนการเดินในชุดว่ายน้ำ และชุดราตรีก็คือ การสัมภาษณ์เหล่าผู้เข้าประกวด ซึ่งคำถามจะมุ่งเน้นที่เป้าหมายในชีวิต, ความฝัน, ทดสอบความชาญฉลาด และความเข้าใจในบทบาทของมิสอเมริกา

งานแสดงรถในยุโรป

นอกจากนี้การประกวดนางงามแล้ว กระแส #MeToo ก็ยังส่งผลกระทบไปถึงการจัดมอเตอร์โชว์ในยุโรปอีกด้วย การจ้าง "พริตตี้" ให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นเพื่อดึงดูดลูกค้าที่เป็นชายก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เช่น ลอนดอนมอเตอร์โชว์ ในเดือนพฤษภาคม ก็ไม่มี "พริตตี้" แต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นให้เห็น ส่วนใหญ่พวกเธอจะแต่งกายในชุดดูทะมัดทะแมง เช่น ชุดกีฬาที่ทันสมัย

"ชุดก็ไม่ค่อยดูเซ็กซี่แล้ว หันมาเน้นเรื่องการยิ้มต้อนรับและสามารถเข้ามาพูดคุยได้มากกว่า " เชลีนา คอนดรอน ซึ่งเป็น "พริตตี้" คนหนึ่งในงานกล่าวกับบีบีซี

"พริตตี้" ของโตโยต้าในงานลอนดอน มอเตอร์โชว์ 2018
คำบรรยายภาพ, "พริตตี้" ของโตโยต้าในงานลอนดอนมอเตอร์โชว์ 2018

นอกจากนี้พวกเธอยังได้รับหน้าที่เกี่ยวกับการขายรถมากขึ้น อย่างเช่นการอธิบายสมรรถนะของรถ หรือแสดงความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์ให้ผู้ที่สนใจฟัง

อย่างไรก็ตาม พริตตี้หลายคนก็บอกว่ายังต้องเผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติอยู่ดี

"บางครั้งก็มีลูกค้าผู้ชายที่ไม่อยากจะคุยกับพนักงานต้อนรับหญิง พวกเขายังคงมองหาพนักงานผู้ชายเพื่อจะสอบถามคุณสมบัติของรถยนต์มากกว่า... หรือบางทีพวกเขาก็แสดงความแปลกใจที่เรารู้เรื่องเกี่ยวกับรถยนต์ดี" อาบิ แฮร์ริส ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับหญิงในงานดังกล่าวบอกกับนักข่าวของบีบีซี

กระแส #MeToo ไม่ได้เป็นแค่แสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติทางเพศในที่ทำงาน แต่ก็ยังได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ซึ่งอุตสาหกรรมหลายประเภทต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รับกระแสของสังคม

กริด เกิร์ลในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันที่บราซิล

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กริด เกิร์ลในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันที่บราซิล

เมื่อต้นปีนี้ การแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งหรือฟอร์มูล่า วัน ก็ไม่ใช้ "กริด เกิร์ล" หรือ สาวสวยประจำการแข่งขัน ที่ต้องแต่งตัวโชว์เรือนร่าง หรือ งานแข่งขันปาเป้าลูกดอกในอังกฤษที่ประกาศยกเลิกการจ้างเหล่าสาวสวยที่อยู่คู่การแข่งขันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960

ผู้จัดฟอร์มูล่า วัน แถลงถึงเหตุผลว่า "การใช้ 'กริดเกิร์ล' เป็นการขัดแย้งกับบริบทสังคมในปัจจุบัน"

ผู้ผลิตรถยนต์ซันยอง ซึ่งเข้าร่วมในงานมอเตอร์โชว์ที่เจนีวาก็ยกเลิก "บูธ เบ๊บ" หรือ น้องหนูประจำบูธ และว่าจ้างหนุ่มสาวที่แต่งกายในชุดกีฬาแทน ซึ่งบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า และนิสสันก็ออกมาบอกว่าจะทำแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งโลก เพราะว่าในเอเชียก็ยังใช้สาวสวยที่แต่งชุดโชว์รูปร่างในงานมอเตอร์โชว์อยู่

มิเชลล์ เกย์ ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทรถยนต์ชื่อ เดวิด บราวน์ ออโทโมทีฟ กล่าวว่า ที่จีน ยังคงใช้ "พริตตี้" ในการนำเสนอรถยนต์ในงานต่าง ๆ อยู่ และ "คนที่เข้าไปชมงานก็เลิกถ่ายรูปกับรถยนต์ทันทีที่นางแบบไปพัก"

นอกจากนี้จะแต่งตัวรัดกุมแล้ว พริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์ลอนดอน 2018 ก็ยังได้เพิ่มความสามารถในการอธิบายเกี่ยวกับสินค้าให้เท่าเทียมกับชายอีกด้วย
คำบรรยายภาพ, นอกจากนี้จะแต่งตัวรัดกุมแล้ว พริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์ลอนดอน 2018 ก็ยังได้เพิ่มความสามารถในการอธิบายเกี่ยวกับสินค้าให้เท่าเทียมกับชายอีกด้วย

สถานการณ์ในไทย

กระแส #MeToo ในไทยอาจไม่แรงเท่าในหลายประเทศในเอเชีย แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในงานแสดงรถยนต์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การแต่งกายของพริตตี้ของรถหลายยี่ห้อเปลี่ยนไปเป็นเน้นความสง่างามของชุดมากกว่าการนุ่งน้อยหุ่มน้อย ซึ่งในปีนี้ กระแสละครบุพเพสันนิวาส ก็ส่งผลให้พริตตี้หลายแบรนด์หันมาแต่งชุดไทยประจำชาติ

"พริตตี้" งานมอเตอร์โชว์ กรุงเทพ เมื่อ 2 ปีก่อน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, "พริตตี้" งานมอเตอร์โชว์กรุงเทพฯ เมื่อ 2 ปีก่อน

ศธัญกร ตั้งบุญเอื้อ หรือเมย์ วัย 30 ปี ซึ่งอยู่ในวงการพริตตี้มา 10 ปี กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีทีผ่านมาแนวโน้มการแต่งกายก็เปลี่ยนไป เนื่องจากเจ้าของแบรนด์นั้นเลือกที่จะให้พริตตี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่หรูหรามากขึ้น เพื่อเน้นภาพพจน์ที่ดีของแบรนด์

"ความรู้ที่ได้จากการบรีฟงานก็คือตอนนี้ผู้หญิงเป็นลูกค้าซื้อรถยนต์มากขึ้น ดังนั้น บริษัทรถยนต์ก็จะใส่ใจลูกค้าผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาก และพยายามที่จะดึงดูดลูกค้าเหล่านี้ แต่ถ้าใช้พริตตี้ที่แต่งตัวเปิดเผยมาก ลูกค้าหญิงก็อาจจะไม่ชอบใจ" ศธัญกรกล่าว

แต่ เธอบอกว่าสินค้าอื่น ๆ ที่มีชายเป็นลูกค้าหลัก เช่น อุปกรณ์แต่งรถยนต์ เครื่องเสียง เจ้าของสินค้าก็ยังชอบให้พริตตี้แต่งกายในแบบเดิมอยู่

อย่างไรก็ตาม ศธัญกรรู้สึกว่า ปัจจุบันพริตตี้มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะพูดคุยถึงข้อแม้ในเรื่องเครื่องแต่งกาย

"อย่างเมย์ เมย์ก็จะถามหรือขอดูชุดก่อนที่จะตัดสินใจทำงานไหน ถ้าชุดมันโป๊มาก เมย์ก็อาจจะปฏิเสธไม่ทำงานนั้น หรือว่าก็ขอว่าให้ใส่ชุดชั้นในที่สามารถป้องกันไม่ให้ดูโป๊เกินไปได้"

ขณะที่ณัฐกฤตา แก้วรุ่งเรือง ซึ่งอยู่ในวงการพริตตี้มา 12 ปีแล้ว เห็นด้วยกับศธัญกรที่ว่าพริตตี้ต่อรองได้มากขึ้นในเรื่องชุดที่จะต้องใส่ และแสดงความสามารถในเรื่องการนำเสนอตัวสินค้าให้แก่ผู้เข้าชมงานได้มากขึ้น แต่เธอรู้สึกว่าผู้ชมจำนวนหนึ่งยังไม่เคารพในสิทธิของพริตตี้เท่าที่ควร

"รู้สึกว่าผู้ชายบางคนที่เข้ามาในมอเตอร์โชว์ปัจจุบันไม่ค่อยสุภาพกับพริตตี้นัก พวกเขาจะตรงเข้ามาขอเซลฟี่ด้วย หลายคนจะพยายามโอบไหล่ หรือแตะเนื้อต้องตัวเรา ซึ่งเราก็จะบอกทันทีว่าแบบนี้ไม่ได้ หรือบางคนก็ถ่ายรูปเราในมุมไม่เหมาะสมอย่างเช่นนั่งลงแล้วถ่ายมุมเงย เป็นต้น" ณัฐกฤตาเล่า

" พวกเขาน่าจะคิดว่าเราเป็นตุ๊กตาสาธารณะอะไรสักอย่างที่จับต้องได้ แต่พวกเขาจะต้องไม่ทำแบบนั้น เราไม่ใช่ตุ๊กตาและเรามาทำงานของเรา" เธอกล่าว

ผู้จัด "ต้องถูกตำหนิ" หากประกวดนางงามไทย ไร้ชุดว่ายน้ำ

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ และเป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่ในธุรกิจประกวดนางงามมาเป็นเวลานาน บอกกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่า การประกวดของเขาเน้น "ส่งเสริมความเท่าเทียม" และความสามารถของผู้หญิง โดยแจกทุนการศึกษาให้ส่งเสริมให้ผู้ชนะการประกวดเข้าเรียนปริญญาโทและเอก

"ถ้ายกเลิกการประกวดชุดว่ายน้ำแบบมิสอเมริกา เราต้องถูกตำหนิ ถูกต่อว่าจากผู้ชมแน่นอน...ถ้ายกเลิกผู้ที่ซื้อบัตรเข้ามาชมอาจจะลดไปถึงครึ่งเลยทีเดียว" พิธีกรโทรทัศน์ชื่อดังกล่าว

เขาให้เหตุผลเพิ่มว่า ถ้าขาดการประกวดชุดว่ายน้ำก็เหมือนกับไม่ครบเครื่อง "เหมือนร้องเพลงแล้วไม่ให้มีการเต้นประกอบ" นอกจากนี้จุดประสงค์หนึ่งของการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ก็คือการหาดาราใหม่ ๆ ไปป้อนช่อง 7

"ดังนั้นเราก็ต้องได้นางงามที่หน้าตาและรูปร่างสวยงาม และมีความสามารถในการแสดงอย่างแท้จริง ซึ่งการเดินในชุดว่ายน้ำก็แสดงให้เห็นบุคลิกอีกมิติหนึ่งของผู้เข้าประกวด"