อยากเป็นนักรบไซเบอร์ของกองทัพ? เสียค่าสมัครสอบก่อน 300 บาท

ที่มาของภาพ, Reuters
เว็บไซต์กองบัญชาการกองทัพไทยเผยแพร่ประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเพื่อบรรจุเข้ารับราชการในศูนย์ไซเบอร์ทหารแล้ว
ปัจจุบันรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม จีน และเมียนมา ได้รับสมัครหรือว่าจ้างบุคคลให้เข้ามาตรวจตราผู้เผยแพร่ความคิดเห็นเชิงลบเกี่ยวกับทางการทางอินเตอร์เน็ต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประกาศรับสมัครนักรบไซเบอร์ของกองทัพไทยนั้น ไม่ได้ให้รายละเอียดเรื่องค่าตอบแทน ไม่ได้ระบุกำหนดการปิดรับสมัคร และไม่ได้ให้ผู้สมัครกรอก รายละเอียดอื่นใดนอกเหนือจากชื่อ สกุล และอีเมลแอดเดรส
นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลด้วยว่าคาดว่าจะมีผู้สมัครสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสอบสูง ศูนย์ไซเบอร์ทหารจึงต้องจัดเก็บ ค่าสมัครคนละ 300 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการสอบ

ที่มาของภาพ, AFP
นอกจากกองทัพไทยแล้ว เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่ากองทัพได้เสริมกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยคัดกรองข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตกว่า 10,000 คน โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดเวียดนาม ระบุว่า "หน่วยปฏิบัติการไซเบอร์" Force 47 ได้รับมอบหมายได้รับมือกับ "มุมมองที่ไม่ถูกต้อง" และโฆษณาชวนเชื่อที่ต่อต้านรัฐบาล
ปัจจุบันชาวเวียดนามราว 60 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากร 96 ล้านคน ใช้อินเตอร์เน็ต และติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากที่สุด ขณะที่ทางการเวียดนามมองว่าฝ่ายตรงข้ามใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข้อมูลในทางลบ
ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ของเวียดนามว่าเป็นความพยายามในการปราบปรามผู้เห็นต่างและจำกัดเสรีภาพในการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน

ที่มาของภาพ, Reuters
มีการเปรียบเทียบการจัดตั้งหน่วยสงครามไซเบอร์ของเวียดนามว่าไม่ต่างจากกลุ่ม "50 Cent Army" ของจีน ซึ่งให้รางวัลแก่บุคคลที่เข้าไปโพสต์ข้อความโฆษณาชวนเชื่อสนับสนุนรัฐบาลจีน ผู้ที่โพสต์ข้อความจะได้รับค่าตอบแทนจำนวน 50 เซนต์ต่อโพสต์ ไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีผู้เข้าร่วม 50 Cent Army เท่าใด มีเพียงตัวเลขประเมินว่ามีตั้งแต่ 5 แสน ถึง 2 ล้านคน
ด้านผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเมียนมา เปิดเผยว่ารัฐบาลและกองทัพเมียนมาไม่เคยยอมรับว่ามีการจัดตั้ง "หน่วยสงครามไซเบอร์" อย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีผู้ช่วยทำงานให้ทางการโดยคอยสอดส่องดูแลการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชนในหลายรูปแบบ รวมทั้งตั้งบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กขึ้นมาเพื่อโพสต์ข้อความสนับสนุนรัฐบาลและกองทัพ กับโพสต์ความเห็นคัดค้านผู้ที่โพสต์ข้อความในเชิงลบต่อทางการ








