AUKUS : แผนสร้างทัพเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์จะทำสหรัฐฯ และพันธมิตรเข้าใกล้สงครามกับจีนหรือไม่

Zhang Youxia (C), newly-elected Vice Chairman of the Central Military Commission of the People's Republic of China, swears an oath with Central Military Commission members He Weidong and Li Shangfu after they were elected

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคง บีบีซี

จีนแสดงความโกรธเกรี้ยวตามที่คาด หลังจากผู้นำสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศแผนการสร้างกองทัพเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์รุ่นใหม่ ภายใต้ข้อตกลงออคัส (AUKUS)

รายละเอียดใหม่ที่ได้รับการเปิดเผยในเมืองซานดิเอโก ของสหรัฐฯ เมื่อ 13 มี.ค. จะสร้างความร่วมมือครั้งสำคัญด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายในการเผชิญหน้าการแผ่ขยายอิทธิพลทางการทหารของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

รัฐบาลจีนตอบโต้ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นการ "มุ่งสู่เส้นทางอันตราย" โดยที่ "ไม่คำนึงถึงความกังวลของประชาคมโลก" และ "เสี่ยงนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธ และการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหม่"

นี่ถือเป็นการแสดงท่าทีไม่พอใจรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของชาติตะวันตก นับตั้งแต่กรณีที่นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวันเมื่อเดือน ส.ค.ปีก่อน

จีนซึ่งมีกองทัพบกและกองทัพเรือใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่า เริ่มรู้สึก "ถูกต้อน" โดยสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศว่าจีนจะเพิ่มงบประมาณกลาโหม พร้อมกำหนดให้ความมั่นคงของชาติเป็นวาระสำคัญของจีนในช่วงหลายปีข้างหน้า

ด้านนายกรัฐมนตรีริชี ซูแน็ก ของสหราชอาณาจักรกล่าวในสัปดาห์นี้ ถึงภัยที่ประเทศต้องเผชิญในทศวรรษหน้า และความจำเป็นที่ต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ

สถานการณ์ดังกล่าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และโลกกำลังเข้าใกล้ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในภูมิภาคแปซิฟิกระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาชาติตะวันตกประเมินจีนผิดพลาดไป เพราะตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เหล่ารัฐมนตรีต่างประเทศต่างคาดการณ์ว่าการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของจีนจะนำไปสู่การเปิดกว้างทางสังคมและเสรีภาพทางการเมืองในท้ายที่สุด

บริษัทตะวันตกจำนวนมากนำเงินมหาศาลเข้าไปลงทุนในจีน ทำให้พลเมืองหลายล้านคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะเชื่อว่านี่จะทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนยอมให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้นจนนำไปสู่การปฏิรูปทางประชาธิปไตย และทำให้จีนกลายเป็นสมาชิกที่ปฏิบัติตาม "กฎกติกาของระเบียบโลก"

ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

จีนผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่แทนที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นสังคมเสรีประชาธิไตย รัฐบาลจีนกลับดำเนินนโยบายที่สร้างความหนักใจให้แก่รัฐบาลชาติตะวันตก ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์

ข้อกังวลดังกล่าวมีมากมาย แต่ประเด็นหลักที่สร้างความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีอาทิ

  • ไต้หวัน : จีนประกาศย้ำว่าหากมีความจำเป็นก็จะใช้กำลังเข้ายึดไต้หวัน ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุว่า สหรัฐฯ จะช่วยปกป้องไต้หวัน แม้ว่านโยบายอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ไม่ได้ให้คำมั่นจะใช้ปฏิบัติการทางทหารจัดการเรื่องนี้
  • ทะเลจีนใต้ : ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้ใช้กองทัพเรือเข้าอ้างกรรมสิทธิ์ในหลายพื้นที่ของทะเลจีนใต้ แม้จะขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ
  • เทคโนโลยี : จีนถูกกล่าวหาเพิ่มขึ้นว่าแอบเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และขโมยทรัพย์ทางปัญญาเพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงพาณิชย์
  • ฮ่องกง : รัฐบาลจีนประสบความสำเร็จในการปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในอดีตดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ โดยใช้บทลงโทษจำคุกยาวนานต่อบรรดานักกิจกรรม
  • ชาวมุสลิมอุยกูร์ : ข้อมูลจากดาวเทียมและคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์บ่งชี้ว่า มีการกักขังชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์ในค่ายกักกันหลายแห่งทั่วเขตปกครองตนเองซินเจีย
คำบรรยายวิดีโอ, ทำไมหลายชาติจึงแย่งกันอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้

ด้านการทหารของจีนก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปก้าวไกลมาก เช่น ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวด "ตงเฟิง" ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ และระเบิดอานุภาพสูงได้

นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาโครงการขีปนาวุธข้ามทวีปไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ให้ได้ 3 เท่า ขณะเดียวกันก็เร่งสร้างฐานยิงแห่งใหม่ขึ้นในภูมิภาคตะวันตกอันห่างไกล

สิ่งเหล่านี้ทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจมองข้ามแสนยานุภาพด้านการทหารของจีนไปได้

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าจีนต้องการเปิดศึกสงครามกับใคร เพราะเมื่อพูดถึงประเด็นไต้หวัน ดูเหมือนว่าจีนต้องการเพิ่มแรงกดดันให้ไต้หวันยอมศิโรราบแก่รัฐบาลจีนโดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหารใด ๆ

ส่วนประเด็นฮ่องกง อุยกูร์ และทรัพย์สินทางปัญญานั้น จีนรู้ดีว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะค่อย ๆ จางหายไป เพราะเรื่องการค้ากับจีนจะทวีความสำคัญต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมากขึ้นจนบดบังข้อครหาเหล่านี้

แม้จะมีความตึงเครียดสูงในขณะนี้ และอาจมีปมขัดแย้งที่อาจลุกลามได้ แต่ทั้งจีนและชาติตะวันตกต่างรู้ดีว่าสงครามในแปซิฟิกจะเป็นหายนะสำหรับทุกฝ่าย และแม้จะมีถ้อยคำตอบโต้กันอย่างเผ็ดร้อน แต่สงครามก็ไม่ใช่เป้าหมายที่ใครต้องการให้เกิดขึ้น