ไวรัสตับอักเสบในเด็ก : อังกฤษชี้การระบาดในหลายประเทศขณะนี้ไม่เกี่ยวกับวัคซีนโควิด

Stock photo of child being examined.

ที่มาของภาพ, Getty Images

แม้หลายหน่วยงานสาธารณสุขของโลกยังไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุการระบาดของไวรัสตับอักเสบ (hepatitis) ในเด็กในขณะนี้ได้ แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร UKHSA ยืนยันว่าวัคซีนโควิดไม่ใช่สาเหตุ

สำนักงานความมั่งคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UK Health Security Agency -- UKHSA) ออกมาปฏิเสธข่าวลวงที่แชร์กันทางโลกโซเชียลว่าการเพิ่มขึ้นของไวรัสตับอักเสบในเด็กในหลายประเทศขณะนี้ มาจากการรับวัคซีนโควิด

UKHSA ระบุว่าเด็กทีมีอาการโรคนี้ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งอายุยังไม่เข้าเกณฑ์การรับวัคซีนโควิด แต่การปฏิเสธนี้ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งข่าวลวงที่แพร่ไปได้ รวมทั้งข่าวลวงอื่น ๆ เช่น บอกว่าการให้เด็กกลับไปเรียนตามปกติที่โรงเรียน คือ สาเหตุของการระบาด

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แถลงเมื่อ 23 เม.ย. ว่า พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ไม่ทราบที่มา อย่างต่ำ 169 ราย จาก 11 ประเทศทั่วโลก นับจนถึง 21 เม.ย. ในจำนวนนี้ สหราชอาณาจักรครองตำแหน่งประเทศที่พบการติดเชื้อมากที่สุดถึง 114 ราย

ล่าสุดเมื่อ 26 เม.ย. กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นแถลงพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ ส่งให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว

Facebook post labelled FALSE reading: "if this doesn't wake more parents up...NOTHING WILL! Say NO to the vaccine, this HAS to stop!"

ลำดับเหตุการณ์

WHO แถลงเมื่อ 15 เม.ย. ถึงการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบไม่ทราบที่มาเป็นครั้งแรก ระบุว่าพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 10 ราย เมื่อ 5 เม.ย. ในพื้นที่ทางตอนกลางของสกอตแลนด์

เพียง 3 วันให้หลัง ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นไปเป็น 74 ราย และกระจายไปทั่วสหราชอาณาจักร

ผู้ติดเชื้อในช่วงนี้ส่วนมากเป็นแบบเฉียบพลัน มีอาการร่วมกับระดับเอมไซม์ในตับที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บ่อยครั้งจะพบร่วมกับอาการของโรคดีซ่าน [อาการการที่มีผิวหนังและตาขาวเป็นสีเหลืองโดยเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป ไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้] หรือบางครั้งจะมีอาการของโรคที่เกี่ยวของกับระบบทางเดินอาหาร อาทิ การปวดบริเวณช่องท้อง อาหารเป็นพิษ และอาเจียน

ผู้ป่วยบางรายต้องย้ายเข้าไปรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางด้านตับในเด็ก ขณะที่มีรายงานว่าเด็กจำนวน 6 คน ต้องเข้ารับการปลูกถ่ายตับ

ในแถลงคร้ังที่สองเมื่อ 23 เม.ย. พบว่าช่วงอายุของผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นระหว่าง 1-16 ปี และราว 10% ของผู้ติดเชื้อต้องเข้ารับการปลูกถ่ายตับ ทั้งยังมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อยหนึ่งราย

WHO รายงานเพิ่มว่า ไม่พบไวรัสตับอักเสบ เอ, บี, ซี, ดี และอี ที่มักเป็นตัวการของโรคตับอักเสบ แต่พบ ไวรัสอะดีโน ประเภท 41 (Adenovirus type 41) ในผู้ป่วยอย่างน้อย 74 ราย ในจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด มีผู้ติดเชื้อทั้งไวรัสอะดีโน ประเภท 41 และ SARA-CoV-2 19 ราย

แม้มีการตรวจสอบจนพบการติดเชื้อจากไวรัสอะดีโน แต่ WHO ย้ำว่ายังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดผู้ป่วยจึงมีอาการรุนแรงเช่นนี้

ตามปกติแล้ว ไวรัสอะดีโนจะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงขนาดนี้ อีกทั้งยังไม่มีประวัติว่าไวรัสดังกล่าวทำให้เกิดอาการตับอักเสบในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง

Baby's hand being held

ที่มาของภาพ, Getty Images

ยังคงไม่ทราบที่มา

นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งตั้งสมมติฐานถึงความเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสอะดีโนที่อาจกระตุ้นให้มีตับอักเสบได้ง่ายขึ้น

ความเป็นไปได้อีกหนึ่งข้อคือ เมื่อเด็ก ๆ เหล่านี้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติภายหลังมีการประกาศยกเลิกข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับโควิด ทำให้เพิ่งได้สัมผัสกับเชื้อไวรัสอะดีโนเป็นครั้งแรก ในช่วงวัยที่ช้าเกินกว่าปกติเล็กน้อย จนนำไปสู่การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน "อย่างรุนแรง"

ดร.มีรา ชาน จาก UKHSA กล่าวว่า แม้ช่วงเวลาปัจจุบันจะทำให้ผู้ปกครอง เกิดความกังวล ทว่าขั้นตอนการรักษาความสะอาดขั้นพื้นฐาน อาทิ การล้างมือบ่อย ๆ สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสจำนวนมากในเด็กได้

เธอเสริมว่า หากเด็กคนไหนมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ให้รักษาตัวอยู่ที่บ้านและไม่กลับไปโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงดูเด็กจนกว่าจะครบ 48 ชั่วโมง หลังไม่มีอาการ

อาการที่ผู้ปกครองควรสังเกต

บุคลากรณ์ทางการแพทย์ออกมาแนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคดีซ่าน หรือภาวะที่ผิวหนังและตาขาวเป็นสีเหลือง รวมไปถึงสารคัดหลั่งในร่างกายอาจจะมีสีเหลืองด้วย

อาการอื่นๆ ของโรคตับอักเสบในเด็ก ได้แก่

  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • อุจาระเป็นสีเทาหรือซีด
  • คันตามผิวหนัง
  • เจ็บตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ
  • มีไข้สูง
  • อ่อนเพลียตลอดเวลา
  • ไม่อยากอาหาร
  • เจ็บบริเวณช่องท้อง

ตับอักเสบในไทย

ตามข้อมูลจาก WHO โรคไวรัสตับอักเสบรั้งอันดับที่ 7 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก และยังเป็นโรคติดต่อเพียงโรคเดียวที่มีอัตราของผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น

"ภาวะตับอักเสบส่งให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยเท่ากับหรืออาจจะมากกว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากวัณโรคและโรคเอดส์ หรือวัณโรคและโรคมาลาเรียรวมกัน" WHO ระบุ

แม้ว่าเชื้อไวรัสจะเป็นสาเหตุสำคัญของโรค ทว่าปัจจัยอื่น ๆ อาทิ การติดเชื้อ, สารพิษ อาทิ แอลกอฮอล์ หรือ ยาเสพติดบางประเภท รวมไปถึง โรคถูมิต้านทานเนื้อเนื่อของตนเอง (autoimmune disease) ก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน

ปัจจุบันพบว่ามีไวรัสตับอักเสบหลักๆ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ A, B, C, D และ E แม้ว่าไวรัส A และ B มักเป็นสายพันธุ์ที่นำไปสู่การระบาดในวงกว้าง ทว่าสายพันธุ์ B และ C เป็นตัวที่นำไปสู่โรคตับเรื้อรัง

การแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบใหม่นี้ยังไม่พบในไทย ทว่าตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่าไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง ประมาณ 2.2-3 ล้านคน และตับอักเสบซีราว 3-8 แสนคน โดยพบมากในประชากรที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เกิดก่อนปี 2535

กระทรวงสาธารณสุขไทยออกมาแสดงความกังวลต่อภาวะดังกล่าวซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งตับหรือโรคตับแข็งได้

เมื่อ 20 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ ระหว่าง นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. กับนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อพัฒนาแผนในการค้นหา คะดกรองกลุ่มเสี่ยงเพื่อส่งเข้าระบบการรักษาในสถานพยาบาลต่อไป

ปัจจุบันภายใต้ระบบกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) วัคซีนที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตับอักเสบบีและซียังไม่ครอบคลุมทั้งหมด

วัคซีนป้องกันตับอักเสบบี เป็นวัคซีนที่ให้ในเด็กที่มีอายุ 0, 2, 4 และ 6 เดือน โดย สปสช.พยายามผลักดันและพูดคุยกับกรมควบคุมโรคและอนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติให้ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังคนไทยทุกคนที่เกิดก่อนปี 2535 เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ สถานะล่าสุดยังอยู่ "ระหว่างดำเนินการ"

สำหรับยารักษาไวรัสตับอักเสบซีทุกสายพันธ์ ปัจจุบันเป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2562 และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ