รัสเซีย ยูเครน: สำรวจแนวรบใหม่ในภูมิภาคดอนบาส รัสเซียจะใช้กลยุทธ์ใดบุกโจมตีรอบสอง

- Author, เดวิด บราวน์
- Role, บีบีซี นิวส์
หลังรัสเซียประกาศว่าจะเคลื่อนย้ายปฏิบัติการทางทหาร จากรอบกรุงเคียฟไปยังพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครนเป็นหลัก ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังกองกำลังยูเครนในพื้นที่ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นหน่วยรบที่มีฝีมือระดับสูง และมีการเตรียมพร้อมรับศึกหนักที่กำลังจะมาถึงเป็นอย่างดี แต่ก็ยังน่าสงสัยว่า คราวนี้ฝ่ายยูเครนจะต้านทานรัสเซียได้อย่างเข้มแข็ง เหมือนกับที่ผ่านมาหรือไม่ ?
สมรภูมิของศึกครั้งสำคัญจะอยู่ที่ตรงไหน
กองทัพรัสเซียระบุว่า เป้าหมายของการเปิดศึกในภาคตะวันออกครั้งนี้คือการ "ปลดปล่อยภูมิภาคดอนบาสอย่างสมบูรณ์" ซึ่งก็รวมถึงพื้นที่แถบโดเนตสก์และลูฮานสก์ ซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของรัสเซียมาก่อนหน้านี้ด้วย ทว่าบริเวณแถบนี้ของยูเครนเป็นพื้นที่ราบโล่งเสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีป่าไม้เหมือนทางตอนเหนือ ทำให้รัสเซียซึ่งเป็นฝ่ายบุกอาจเสียเปรียบได้

การเข้ายึดครองเมืองสลอฟยานสก์ (Slovyansk) ของยูเครน จะเป็นการสู้รบครั้งสำคัญที่ตัดสินสถานการณ์โดยรวมในอนาคตได้ โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันศึกษาการสงคราม (ISW) ของสหรัฐฯ บอกว่า หากกองกำลังรัสเซียซึ่งบุกเข้ามาจากทางเมืองอิซูม (Izyum) สามารถยึดครองเมืองสลอฟยานสก์ได้ ขั้นต่อไปก็คือเลือกว่าจะบุกไปทางตะวันออกเพื่อยึดเมืองรูบิซห์เนอ และเข้าปิดล้อมกองกำลังยูเครนที่มีขนาดเล็ก หรือจะบุกลงใต้เพื่อปิดล้อมกองกำลังที่มีขนาดใหญ่กว่า
นอกจากนี้ หากเมืองท่ามาริอูโปลทางตอนใต้ถูกตีแตก กองกำลังรัสเซียที่นั่นจะสามารถเคลื่อนย้ายขึ้นเหนือ เพื่อเข้ายึดครองพื้นที่ทางตะวันตกของโดเนตสก์ได้อีกด้วย
กองทัพยูเครนเตรียมตั้งรับอย่างไร
พลจัตวาเบน บาร์รี นายทหารนอกราชการและนักวิเคราะห์ของ ISW มองว่ากองกำลังยูเครนมีประสบการณ์สูงในภาคตะวันออก เพราะได้ใช้เวลาหลายปีเตรียมการป้องกันพื้นที่ส่วนนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มมีการสู้รบกับกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนเมื่อปี 2014 ทำให้ยากที่รัสเซียจะโจมตีขับไล่พวกเขาให้ออกไปได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
"แนวต้านและสนามเพลาะของฝ่ายยูเครน ไม่ใช่เป็นแบบที่รัสเซียเคยเจอในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีการสร้างป้อมปราการรอบเมืองและหมู่บ้านที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างดี ยานยนต์หุ้มเกราะและอาวุธยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ก็ได้นำมาประจำการไว้ในแนวกำแพงที่เสริมความแข็งแรงเรียบร้อยแล้ว" พลจัตวาบาร์รีกล่าว
กำลังพลของยูเครนในภูมิภาคดอนบาสอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากมีหน่วยรบต่าง ๆ จากพื้นที่ซึ่งรัสเซียได้ถอนทหารออกไปก่อนหน้านี้ พากันเดินทางมาเสริมกำลังรบในภาคตะวันออก
รัสเซียจะใช้กลยุทธ์ใดบุกโจมตี
พลจัตวาบาร์รีคาดว่ารัสเซียจะเปิดฉากสู้รบในสมรภูมิภาคตะวันออก โดยใช้การระดมยิงปืนใหญ่หรือขีปนาวุธจากทางอากาศ เพื่อทำลายแนวป้องกันของยูเครนเสียก่อน จากนั้นจึงจะให้กองกำลังภาคพื้นดินเดินหน้ารุกคืบต่อไป

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย

เหตุที่แผนการของรัสเซียจะต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การใช้หน่วยทหารราบปะทะซึ่งหน้ากับฝ่ายยูเครนตั้งแต่แรก อาจทำให้ต้องสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก ทั้งยังเสี่ยงตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ รัสเซียมีความได้เปรียบในเรื่องของปืนใหญ่และอาวุธยุทโธปกรณ์ประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนใหญ่อัตตาจร (self-propelled howitzer) หรือปืนใหญ่ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รัสเซียมีโอกาสชนะศึกครั้งนี้ได้

แม้จะมีลักษณะภายนอกคล้ายรถถัง แต่ปืนใหญ่แบบนี้จะยิงกระสุนขึ้นสู่อากาศในวิถีโค้ง ก่อนปล่อยให้ตกลงสู่เป้าหมายจากระดับความสูงที่มากขึ้น แทนที่จะยิงตรงไปที่เป้าหมายแต่แรกเหมือนปืนใหญ่ทั่วไป
มีการป้องกันภัยให้ปืนใหญ่อัตตาจรมากกว่าปืนใหญ่ลากจูง ทั้งยังสามารถใช้ปืนใหญ่อัตตาจรเดินหน้ารุกคืบต่อไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อแนวป้องกันของศัตรูถูกทำลายลงแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสที่แนวต้านของยูเครนซึ่งสร้างขึ้นแบบกึ่งถาวรจะพังทลายนั้นมีอยู่น้อยมาก และเกรงว่าฝ่ายรัสเซียจะต้องปะทะนองเลือดจนสูญเสียทหารไปมิใช่น้อยกับการนี้
ส่วนการระดมยิงโจมตีกองกำลังยูเครนจากระยะไกล รัสเซียมีระบบยิงจรวดหลายลำกล้องที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้งานอย่างหนัก เช่น BM-21 Grad ซึ่งสามารถยิงจรวด 40 ลูกได้ภายในเวลาเพียง 20 วินาที โดยก่อนหน้านี้ได้ใช้ทำลายย่านที่อยู่อาศัยของพลเรือนในเมืองคาร์คิฟและมาริอูโปลจนเหลือแต่ซากมาแล้ว

มีแนวโน้มว่ากองกำลังรัสเซียจะใช้อาวุธเทอร์โมบาริก หรือ "ระเบิดสุญญากาศ" กับสมรภูมิภาคตะวันออกอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีรายงานการใช้อาวุธร้ายแรงดังกล่าวที่ภูมิภาคโดเนตสก์และเมืองอิซูมมาแล้ว โดยเชื่อว่ารัสเซียน่าจะเลือกใช้ระเบิดสุญญากาศกับสมรภูมิในเขตเมือง เพราะการระเบิดสามารถเข้าถึงซอกมุมต่าง ๆ รวมทั้งภายในตัวอาคารที่ไม่ได้ปิดสนิทได้อย่างทั่วถึง

หากสามารถฝ่าแนวป้องกันและรุกคืบลึกเข้าไปในดินแดนยูเครนได้ คาดว่ารัสเซียจะใช้หน่วยทหารราบที่ติดอาวุธเบา พร้อมทั้งขบวนรถถังและยานยนต์หลากหลายชนิดเคลื่อนทัพไปข้างหน้า โดยมีเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดและเฮลิคอปเตอร์ประจัญบานติดตามสนับสนุน
อะไรที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อกองทัพรัสเซีย
บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่กองกำลังรัสเซียต้องแก้ให้ได้ในขณะนี้ คือปัญหาการขนส่งลำเลียงหรือลอจิสติกส์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การรบพุ่งในสมรภูมิภาคเหนือเพื่อชิงกรุงเคียฟล้มเหลว

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่จนบัดนี้กระแสข่าวกรองต่าง ๆ ที่มีออกมา ก็ยังไม่ชัดเจนว่าทางรัสเซียได้ลงมือแก้ปัญหานี้แล้วหรือไม่ มิฉะนั้นขบวนทัพของรัสเซียจะต้องกลับมาประสบปัญหาขาดแคลนเสบียงอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องกระสุน และอะไหล่ยนต์อีกครั้ง นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการฝึกอบรมทักษะทางทหาร การสร้างแรงจูงใจ และความเป็นผู้นำของเหล่าผู้บังคับบัญชา ก็ยังต้องมีการแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วย
มีรายงานว่ารัสเซียได้สูญเสียยุทโธปกรณ์ไปในการทำสงครามครั้งนี้มากกว่าฝ่ายยูเครนถึง 3 เท่า โดยเว็บไซต์วิเคราะห์ข้อมูลการทหาร Oryx ประมาณการว่ารัสเซียเสียรถถังไปกว่า 400 คัน เครื่องบินรบ 20 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 32 ลำ รวมทั้งยานยนต์หุ้มเกราะอีกหลายร้อยคัน โดยข้อมูลนี้มาจากการรวบรวมหลักฐานภาพถ่ายและคลิปวิดีโอต่าง ๆ ที่ยืนยันได้ว่าเป็นของจริง

แม้ฝ่ายยูเครนจะสูญเสียน้อยกว่า เพราะขนาดของกองทัพนั้นเล็กกว่า แต่ก็สะท้อนถึงความสำเร็จเชิงเทคนิคกลยุทธ์ของยูเครนได้เช่นกัน แต่ในระยะยาวหากยูเครนไม่ได้รับการสนับสนุนอาวุธจากชาติตะวันตกอย่างเพียงพอ และตราบใดรัสเซียยังคงมีความสามารถในการผลิตอาวุธทดแทนอยู่เช่นนี้ กองกำลังรัสเซียจะกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงครามรุกรานยูเครน ภายในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย












