รัสเซีย ยูเครน: ผู้เชี่ยวชาญชี้ ปูตินอาจเดินเกมรบที่อันตรายหากถูกต้อนให้จนมุม

Russian President Vladimir Putin attends a concert marking the eighth anniversary of Russia"s annexation of Crimea at Luzhniki Stadium in Moscow, Russia March 18, 2022.

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, กอร์ดอน คอเรรา
    • Role, ผู้สื่อข่าวความมั่นคง บีบีซี

บรรดาสายลับชาติตะวันตกต่างเชื่อว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังติดอยู่ในวังวนของความคิดตัวเอง และนี่คือสิ่งที่สร้างความกังวลให้พวกเขา

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สายลับของชาติตะวันตกเหล่านี้พยายามล้วงลับความคิดและจิตใจของผู้นำรัสเซีย เพื่อให้สามารถเข้าใจเจตนาและเป้าหมายของเขาได้มากขึ้น

ในขณะที่กองทัพรัสเซียกำลังเผชิญความยากลำบากในการเอาชนะยูเครน การทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้จึงมีความสำคัญและจำเป็นยิ่งขึ้นอีก เพื่อที่จะสามารถคาดเดาได้ว่านายปูตินจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน

การทำความเข้าใจถึงความนึกคิดของเขาจะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์การสู้รบในขณะนี้ลุกลามใหญ่โตไปถึงจุดที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป

ที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดีปูตินกำลังป่วย แต่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า เขาน่าจะอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว และถูกตัดขาดจากมุมมองความคิดที่หลากหลายอื่น ๆ มากกว่า

การโดดเดี่ยวของเขาปรากฏให้เห็นได้จากหลักฐานภาพถ่ายในการประชุมต่าง ๆ เช่น ภาพที่เขาพบปะกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งจะเห็นว่าผู้นำทั้งสองนั่งที่หัวโต๊ะรูปวงรีห่างกันหลายเมตร ภาพลักษณะคล้ายกันยังปรากฏในตอนที่นายปูตินประชุมกับคณะทำงานด้านความมั่นคงของตัวเองก่อนที่จะสั่งกองทัพบุกยูเครน

คำบรรยายวิดีโอ, ปูตินจะกล้ากดปุ่มนิวเคลียร์ไหม

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาติตะวันตกคนหนึ่งอธิบายให้บีบีซีฟังว่า แผนการทางทหารช่วงต้นของนายปูตินดูเหมือนแผนที่คิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่สายลับเคจีบีคนหนึ่ง

เขาระบุว่า แผนดังกล่าวถูกคิดขึ้นโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่สมคบคิดกัน อย่างลับ ๆ แต่ผลที่ได้กลับเป็นความวุ่นวาย เหล่าผู้บัญชาการทหารรัสเซียต่างไม่มีความพร้อม และทหารบางนายก็มุ่งหน้าไปยังพรมแดนยูเครนโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

ตัดสินใจคนเดียว

การหาข่าวจากแหล่งข้อมูลลับทำให้เหล่าสายลับชาติตะวันตกมักล่วงรู้แผนการลักษณะนี้มากกว่าคนในฝ่ายบริหารของรัสเซีย แต่ขณะนี้ พวกเขากำลังเผชิญความท้าทายใหม่ นั่นคือการทำความเข้าใจว่าประธานาธิบดีปูตินกำลังจะทำอะไรต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

นายจอห์น ไซเฟอร์ อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการรัสเซียของสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ระบุว่า "ความท้าทายในการทำความเข้าใจท่าทีของรัฐบาลรัสเซียคือการที่ปูตินคือผู้กุมอำนาจการตัดสินใจเพียงคนเดียวในรัฐบาล" และแม้มุมมองของเขาจะมีความชัดเจนผ่านแถลงการต่าง ๆ ต่อสาธารณะ แต่การคาดเดาว่าผู้นำรัสเซียจะทำอย่างไรต่อเรื่องเหล่านี้กลับเป็นเรื่องยากมาก

เซอร์ จอห์น ซอร์ส อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง MI6 ของอังกฤษเผยกับบีบีซีว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะได้ข่าวกรองว่าผู้นำรัสเซียกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะผู้คนในรัฐบาลรัสเซียเองก็ยังไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

Russian President Vladimir Putin chairs a meeting on economic issues at the Kremlin in Moscow on February 28, 2022

ที่มาของภาพ, SPUTNIK / AFP

คำบรรยายภาพ, ปธน.ปูติน เป็นประธานการประชุมเมื่อเดือน ก.พ. 2022

เหล่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระบุว่า นายปูตินกำลังอยู่ในโลกของความคิดตัวเอง โดยที่ได้รับข้อมูลจากโลกภายนอกน้อยมาก โดยเฉพาะข้อมูลที่ท้าทายหรือขัดแย้งกับสิ่งที่เขาคิด

ศาสตราจารย์ เอเดรียน เฟอร์แนม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Psychology of Spies and Spying กล่าวถึงนายปูตินว่า "เขาคือเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อของตัวเอง ในแง่ที่ว่าเขาจะรับฟังเฉพาะคนจำนวนหนึ่ง และปิดกั้นสิ่งที่เหลือทุกอย่าง ซึ่งนี่ทำให้เขามีมุมมองต่อโลกที่ประหลาด"

ศาสตราจารย์ เฟอร์แนม อธิบายต่อว่า นี่เสี่ยงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ความคิดคล้อยตามกลุ่ม (group think) ซึ่งทุกคนต่างสนับสนุนความคิดของเขา "ถ้าเขาเป็นเหยื่อของการคิดตามกลุ่ม เราจำเป็นต้องรู้ว่ากลุ่มที่ว่านี้คือใคร"

ประธานาธิบดีปูตินมีคนวงในที่ห้อมล้อมตัวเขาอยู่ไม่มากนัก และเมื่อเป็นการตัดสินใจเรื่องการบุกยูเครน คนกลุ่มนี้ยิ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก บรรดาเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาติตะวันตกเชื่อว่า คนกลุ่มนี้ทั้งหมดคือผู้ที่มีชุดความคิดและความหมกมุ่นแบบเดียวกับนายปูติน

หลักฐานที่เผยให้เห็นว่า "คนวงใน" ของนายปูตินมีขนาดเล็กแค่ไหน คือตอนที่เขากล่าวตำหนิหัวหน้าหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของเขาอย่างเปิดเผยในระหว่างการประชุมด้านความมั่นคงก่อนหน้าที่รัสเซียจะยกทัพบุกยูเครน การกระทำดังกล่าวของดูเหมือนจะสร้างความอับอายให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวอยู่ไม่น้อย และคำปราศรัยในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาของผู้นำรัสเซียก็เผยให้เห็นโฉมหน้าของชายที่โกรธเกรี้ยว และหมกมุ่นกับยูเครนและชาติตะวันตก

ผู้ที่เคยเฝ้าสังเกตประธานาธิบดีปูตินต่างระบุว่า ผู้นำรัสเซียถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการเอาชนะสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นความอัปยศของรัสเซียหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษที่ 1990 รวมทั้งความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ชาติตะวันตกกำลังจ้องจะกดให้รัสเซียตกต่ำ แล้วโค่นเขาลงจากอำนาจ นักสังเกตการณ์คนหนึ่งที่เคยพบกับนายปูตินยังจำความหมกมุ่นของเขาในการดูวิดีโอที่พันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียถูกสังหารหลังจากถูกโค่นอำนาจในปี 2011

A man looks at TV sets, broadcasting live the annual press conference of the Russian President Vladimir Putin in an electronics store in Moscow. 31 January 2006.

ที่มาของภาพ, DENIS SINYAKOV

เมื่อบีบีซีขอให้นายวิลเลียม เบิร์นส ผู้อำนวยการซีไอเอ ประเมินสภาพจิตใจของประธานาธิบดีปูติน เขาอธิบายว่า มันเกิดจากการหลอมรวมกันของความรู้สึกคับข้องใจ และความทะเยอทะยานที่สะสมมานานหลายปี พร้อมชี้ว่า ผู้นำรัสเซียมีแนวคิดที่ "แข็งกร้าวขึ้น" อีกทั้งยังปิดกั้นจากมุมมองอื่น ๆ มากขึ้นกว่าเดิม

ท่าทีอันไร้เหตุผลและแข็งกร้าวมากขึ้นของนายปูตินทำให้หลายฝ่ายอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเขาเสียสติไปแล้วหรือไม่

ซีไอเอมีหน่วยงาน "วิเคราะห์ผู้นำ" ซึ่งศึกษาปูมหลัง ความสัมพันธ์ และสุขภาพ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในด้านข่าวกรอง

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บข้อมูลจากบุคคลใกล้ชิดโดยตรงของผู้นำชาติต่าง ๆ เช่น ในปี 2014 นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีบอกกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่านายปูตินใช้ชีวิต "อยู่คนละโลก" ส่วนประธานาธิบดีมาครงที่เพิ่งจะได้พบปะกับนายปูตินก็บอกว่า ผู้นำรัสเซียมีท่าที "ไม่ผ่อนปรน และโดดเดี่ยวมากขึ้น" เมื่อเทียบกับตอนที่ได้พบปะกันในครั้งก่อน

Russian President Vladimir Putin meets French President Emmanuel Macron on 7 February 2022 in Moscow, Russia.

ที่มาของภาพ, Anadolu Agency / Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปธน.มาครงเพิ่งจะได้พบปะกับ ปธน.ปูติน เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2022

อะไรทำให้ประธานาธิบดีปูตินเปลี่ยนไป บางคนคาดเดาโดยไม่มีหลักฐานยืนยันมากมายว่าเขาอาจป่วย หรือได้รับผลกระทบจากการใช้ยา ขณะที่คนอื่นชี้ไปที่ปัจจัยทางจิต เช่น การรู้สึกว่าเวลาของเขากำลังใกล้จะหมดลงก่อนที่จะได้บรรลุเป้าหมายในการปกป้องรัสเซีย และกอบกู้ความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติให้กลับคืนมาอีกครั้ง ในช่วงการระบาดของโควิด นายปูตินได้เก็บตัวจากผู้อื่น และนี่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของเขาด้วย

นายแพทย์ เคน เดกเลวา อดีตแพทย์ประจำรัฐบาลสหรัฐฯ และนักการทูต ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสที่มูลนิธิจอร์จ เอชดับเบิลยู บุช เพื่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ - จีน กล่าวว่า "นายปูตินไม่น่าจะป่วยทางจิต หรือเปลี่ยนไป แม้เขาจะมีท่าทีหุนหันพลันแล่นและโดดเดี่ยวขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม"

แต่เรื่องน่ากังวลก็คือการไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้เข้าไปถึงโลกที่ปิดกั้นของนายปูตินเลย หน่วยข่าวกรองของเขาอาจไม่กล้าบอกสิ่งที่เขาไม่อยากฟังในช่วงก่อนการบุกยูเครน แล้วบอกแต่ความสำเร็จที่กองทัพรัสเซียจะได้รับในการทำสงครามครั้งนี้

ในสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาติตะวันตกคนหนึ่งบอกว่า นายปูตินอาจยังไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริงของสถานการณ์ที่กองทัพรัสเซียกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งนี่ได้สร้างความกังวลว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อได้รับถึงสถานการณ์ที่แท้จริงอันเลวร้ายที่กองทัพรัสเซียกำลังเผชิญ

"ทฤษฎีคนบ้า"

คำบรรยายวิดีโอ, การป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์คืออะไร

ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีปูตินเคยเล่าเรื่องที่เขาวิ่งไล่กวดหนูเมื่อครั้งเป็นเด็ก ตอนที่เขาไล่ต้อนมันไปจนมุม หนูตัวดังกล่าวได้พุ่งจู่โจมเขา ทำให้เด็กชายวลาดิเมียร์เป็นฝ่ายที่ต้องวิ่งหนีเสียเอง นี่ทำให้เหล่าผู้นำโลกตะวันตกกำลังสงสัยว่า นายปูตินกำลังรู้สึกจนมุมอยู่หรือไม่

เจ้าหน้าที่สายลับชาติตะวันตกคนหนึ่งแสดงความกังวลว่า หากผู้นำรัสเซียรู้สึกว่าตนเองกำลังจนตรอกก็อาจเพิ่มการใช้อาวุธร้ายแรงในการโจมตียูเครน เช่น อาวุธเคมี หรืออาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี (tactical nuclear weapon)

ศาสตราจารย์ เฟอร์แนม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลก็คือการที่นายปูตินอาจตัดสินใจใช้อาวุธร้ายแรงเหล่านี้อย่างหุนหันพลันแล่น

นอกจากนี้ นายปูตินอาจเล่นบทตัวอันตรายที่บ้าคลั่งและไร้เหตุผลตาม "ทฤษฎีคนบ้า ("madman" theory) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอาวุธนิวเคลียร์และพยายามข่มขวัญศัตรูด้วยการแสดงให้เชื่อว่าเขาอาจบ้าคลั่งพอที่จะใช้อาวุธชนิดนี้ แม้จะต้องทำลายล้างคนทุกฝ่ายก็ตาม

สำหรับเหล่าสายลับและผู้นำชาติตะวันตกการทำความเข้าใจถึงเจตนาและความคิดของนายปูตินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การคาดเดาปฏิกิริยาของผู้นำรัสเซียคือสิ่งสำคัญในการประเมินว่าจะสามารถกดดันเขาได้มากเพียงใด โดยที่ไม่ไปกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ที่อันตราย

นายแพทย์ เคน เดกเลวา กล่าวว่า "ความรู้สึกนึกคิดที่นายปูตินมีต่อตนเองจะไม่ยอมให้เกิดความล้มเหลวหรือความอ่อนแอ เขาเกลียดสิ่งเหล่านี้…ปูตินที่จนมุมและอ่อนแอ คือปูตินที่อันตราย บางทีอาจจะดีกว่าที่จะปล่อยหมีให้วิ่งออกจากกรงแล้วกลับเข้าป่าไป"

Russian President Vladimir Putin carrying a hunting rifle in the Republic of Tuva, 15 August 2007.

ที่มาของภาพ, AFP

line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"