โควิด – ไวรัสโคโรนาจะปักหลักอยู่ในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, ปาโบล อูโชอา
- Role, บีบีซี เวิล์ด เซอร์วิส
ตั้งแต่การล็อกดาวน์ การเรียนออนไลน์ ไปจนถึงการเข้าถึงวัคซีน การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้เผยให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในโลก
ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ เริ่มทยอยยกเลิกมาตรการควบคุมโรค เพื่อให้สังคมกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนในยุคก่อนโควิด แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า กลุ่มประเทศยากจนกำลังถูกทิ้งให้ต้องเผชิญกับโรคระบาดนี้ต่อไป
ในขณะที่คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะในประเทศที่ร่ำรวย กำลังเริ่มหลุดพ้นจากการใช้ชีวิตท่ามกลางโรคระบาดใหญ่ แต่คนในประเทศที่ยากจนกว่ายังคงต้องเผชิญกับโควิดที่จะสร้างความยากลำบากให้ชีวิตของพวกเขาต่อไปอีกนาน
แต่โควิดจะกลายเป็นโรคที่อยู่คู่กับกลุ่มประเทศยากจนหรือไม่
ก่อนโควิดจะอุบัติขึ้น โรคติดต่อ เช่น มาลาเรีย วัณโรค และเอดส์ ก็เคยเป็นภัยคุกคามประเทศร่ำรวยเช่นกัน
แต่ปัจจุบันโรคเหล่านี้แทบจะถูกจำกัดวงไว้ในกลุ่มประเทศที่ยากจนกว่า
กลุ่มนักวิจัยจากประเทศกำลังพัฒนาได้เขียนบทความในนิตยสาร The Atlantic ว่า โควิดจะมีรูปแบบคล้ายกับโรคติดต่อเหล่านี้
พวกเขาอธิบายว่า เมื่อโรคติดต่อที่กล่าวมาข้างต้นไม่ถือเป็นภัยคุกคามประเทศร่ำรวยอีกต่อไปแล้ว รัฐบาลประเทศเหล่านี้ก็จะยกเลิกมาตรการและเงินทุนสนับสนุนต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งโลก
ออกจากวิกฤตโควิด

ที่มาของภาพ, PA Media
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ระบุว่า ปัจจุบันโครงการตรวจและติดตามผู้ติดเชื้อโรคโควิดทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่เพิ่งเกิดการระบาดแรก ๆ
เมื่อเดือนก่อน ทางการสวีเดนได้ยุติโครงการตรวจหาเชื้อให้ประชาชนเป็นวงกว้าง โดยชี้ว่ามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูงเกินไปสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ส่วนอังกฤษก็ประกาศจะเลิกแจกชุดตรวจฟรีให้แก่ประชาชนตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นไป
นอกจากนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะยุติโครงการสอดส่องดูแลการระบาดของโรค เช่น โครงการประเมินการระบาดในชุมชนแบบเรียลไทม์ (Real-time Assessment of Community Transmission หรือ REACT) ของอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน และโครงการ Zoe Covid แอปพลิเคชันเก็บข้อมูลอาการของโรคโควิดที่ดำเนินงานโดยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน
ที่ผ่านมา ทั้งสองโครงการนี้ช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อนักวิทยาศาสตร์ในการติดตามศึกษาพฤติกรรม และวิวัฒนาการของเชื้อโรคโควิดแบบเรียลไทม์
ในสหรัฐฯ ทำเนียบขาวระบุว่า งบประมาณที่ใช้ในการซื้อยาต้านไวรัส และวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ประชาชนกำลังใกล้จะหมดลง หลังงบประมาณในส่วนนี้ถูกตัดจากรายจ่ายงบประมาณประจำปีของรัฐ
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ร้องขอให้สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณพิเศษมูลค่า 22,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับใช้จ่ายเรื่องนี้ แต่ถูกคัดค้านจากพรรครีพับลิกันที่ไม่ต้องการใช้จ่ายเงินกับโควิดไปมากกว่านี้
ผลกระทบต่อโลก
รองศาสตราจารย์ นาเดีย ซัม-อากูดู จากสถาบันไวรัสวิทยามนุษย์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ซึ่งทำงานในประเทศไนจีเรีย ระบุว่า การยกเลิกมาตรการดังกล่าวของประเทศร่ำรวยจะมีผลกระทบต่อโลกโดยรวม

ที่มาของภาพ, Getty Images
รองศาสตราจารย์ ซัม-อากูดู ซึ่งร่วมเขียนบทความที่ตีพิมพ์ใน The Atlantic ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า นโยบายต่าง ๆ ที่บรรดาประเทศร่ำรวยใช้คือตัวกำหนดความเป็นไปเรื่องต่าง ๆ ในประเทศที่ยากจนกว่า..."
เธออธิบายว่า เมื่อบางประเทศเริ่มประกาศว่าการระบาดใหญ่ของโควิดได้สิ้นสุดลงแล้ว รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ก็จะเผชิญแรงกดดันจากคนในประเทศให้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคตาม
ผลกระทบอีกประการคือ การตัดลดงบประมาณการศึกษาวิจัยเรื่องโควิดในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมักได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ เช่นโครงการที่รองศาสตราจารย์ ซัม-อากูดู กำลังทำอยู่
เธอระบุว่า ชาติในแอฟริกาอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการที่ประเทศร่ำรวยตัดลดงบประมาณความช่วยเหลือเรื่องโควิด เพราะการได้รับวัคซีนต้านโควิดของประชากรในทวีปนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ

ที่มาของภาพ, NADIA SAM-AGUDU
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Our World in Data ระบุว่า มีประชากรในทวีปแอฟริกาไม่ถึง 20% ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วอย่างน้อย 1 โดส
ข้อมูล ณ 20 มี.ค. พบว่า มีประชากรทวีปนี้เพียง 15% ที่ได้รับวัคซีนครบโดส โดยในไนจีเรียที่รองศาสตราจารย์ ซัม-อากูดู ทำงานอยู่นั้น ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เพียง 9% และ 4% ตามลำดับ
ในทางกลับกัน สัดส่วนของของประชากรที่ได้รับวัคซีนแล้วในประเทศรายได้สูง และรายได้ปานกลางระดับสูงอยู่ที่ 80%
ความไม่แน่นอนของการได้รับวัคซีน
หลายชาติในแอฟริกาต้องพึ่งพาการบริจาควัคซีนต้านโควิดจากประเทศร่ำรวยกว่า ส่งผลให้คนในทวีปนี้เป็นกลุ่มท้าย ๆ ที่จะได้รับวัคซีน
นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของแอฟริกา เนื่องจากประเทศผู้บริจาคให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรในประเทศของตนมาเป็นอันดับแรก มากกว่าจะแบ่งปันวัคซีนให้แก่ประเทศอื่น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร. โบกูมา คาบิเซน ติตันจี นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเอมอรี ในสหรัฐฯ ระบุว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับทรัพยากรอื่น ๆ ด้วย
เธอกล่าวว่า "ความไม่เสมอภาคในโลก ในแง่ของการรับมือต่อโรคระบาดใหญ่ คือเหตุผลสำคัญที่เรายังเผชิญการระบาดของโควิดมาเป็นปีที่ 3 และมันไม่น่าจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้"
ดร. คาบิเซน ติตันจี ชี้ว่าที่ผ่านมา ประเทศร่ำรวยคือกลุ่มแรกที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่ใช้ในการควบคุมการระบาดของโรค เช่น การฉีดวัคซีน การรักษาโรค ตลอดจนการตรวจคัดกรอง และการสอดส่องดูแล
"ขณะเดียวกัน ประเทศเหล่านี้คือกลุ่มแรก ๆ ที่ประกาศว่าการระบาดใหญ่ของโควิดได้สิ้นสุดลงแล้ว และพวกเขาได้ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ จนสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศได้" เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, Boghuma Kabisen Titanji
รองศาสตราจารย์ ซัม-อากูดู ระบุว่า ความไม่แน่นอนในการบริจาควัคซีนให้ประเทศในแอฟริกาส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานการณ์ในทวีปนี้ ทั้งการส่งมอบวัคซีนให้ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ หรือการส่งวัคซีนที่ใกล้จะหมดอายุมาให้
รองศาสตราจารย์ ซัม-อากูดู ยังแสดงความผิดหวังที่ "เราไม่สามารถเฝ้าจับตา [ไวรัสก่อโรคโควิด-19 ] ได้มากเท่าเดิม" และแทบจะถึงขั้นมองข้ามไป
เธอคิดว่า "มีความเป็นไปได้สูง" ที่โควิดจะกลายเป็นโรคที่พบอยู่ชุกชุมในประเทศยากจนในอนาคต
" [โควิด] จะยังมีอยู่ต่อไป บางคนอาจมีภูมิคุ้มกันระยะสั้น ๆ จากการติดเชื้อครั้งก่อน ส่วนคนอื่นอาจมีภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีน แต่เชื้อจะยังคงแพร่ระบาดต่อไป" เธอกล่าว
WHO ว่าอย่างไร

ที่มาของภาพ, Reuters
ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้ย้ำคำเตือนว่า การยกเลิกมาตรการควบคุมโควิดเร็วเกินไปอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
ดร. เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวเมื่อ 16 มี.ค.ว่า มียอดผู้เสียชีวิตสูงอย่างไม่อาจยอมรับได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำในหมู่ประชากรที่ไม่เชื่อมั่นในวัคซีน
อัตราการติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8% ระหว่างวันที่ 7-13 มี.ค. เนื่องจากการระบาดของเชื้อโอมิครอนชนิดใหม่ที่เรียกว่าสายพันธุ์ย่อยบีเอทู (BA.2) รวมทั้งการที่หลายประเทศยกเลิกมาตรการควบคุมโรคระบาด
ช่วงดังกล่าว มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิต 43,000 คน ซึ่ง ดร. เกเบรเยซัส ชี้ว่าตัวเลขนี้เป็นเพียง "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" เนื่องจากหลายประเทศมีการตรวจคัดกรองโรคลดลง
"แต่ละประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์และความท้าทายที่แตกต่างกันไป แต่การระบาดใหญ่ยังไม่สิ้นสุด ผมขอย้ำว่า การระบาดใหญ่ยังไม่สิ้นสุด" เขากล่าว










