รัสเซีย ยูเครน : ยูเอ็นชี้ รัสเซียมุ่งเป้าโจมตีพลเรือน อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

ที่มาของภาพ, Reuters
เจ้าหน้าที่เมืองมาริอูโปล ยืนยันกับบีบีซีว่า มีพลเรือนราว 300 คน เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่รัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีโรงละครประจำเมืองซึ่งคนจำนวนมากใช้เป็นสถานที่หลบภัย เมื่อ 16 มี.ค.
นายเปเตอร์ อันเดรยูสเชนโก ที่ปรึกษารองนายกเทศมนตรีเมืองมาริอูลโปซึ่งกำลังถูกทหารรัสเซียเข้าปิดล้อม เผยว่า ก่อนหน้าการโจมตีมีคนอยู่ในโรงละครดังกล่าวเกือบ 600 คน ในจำนวนนี้ 300 คน หลบภัยอยู่บริเวณชั้นใต้ดินของอาคาร
หลังเกิดเหตุทางการไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติการกู้ภัยได้ เนื่องจากมีการสู้รบบนท้องถนนใกล้กับโรงละคร ขณะเดียวกันรัสเซียก็ระดมทิ้งระเบิดในบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง
นายอันเดรยูสเชนโก ระบุว่า มั่นใจว่าเป็นตัวเลขที่ถูกต้อง เพราะมีการเก็บข้อมูลของผู้ที่เข้าไปในโรงละครก่อนหน้าการโจมตี นอกจากนี้ยังมีการนับจำนวนผู้รอดชีวิต และมีการสอบถามข้อมูลจากคนกลุ่มนี้
ขณะเดียวกัน เขายืนยันว่า ยังคงมีการสู้รบกันในย่านใจกลางเมืองมาริอูโปล แต่รัสเซียยังไม่สามารถยึดเมืองได้
ยูเอ็นเตือน รัสเซียอาจก่ออาชญากรรมสงคราม
สำนักงานอัยการสูงสุดยูเครนรายงานว่า มีเด็กเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 135 คน และบาดเจ็บอีก 184 คน นับแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อ 24 ก.พ.
ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า หลุมศพหมู่หลายหลุมในเมืองมาริอูโปลอาจมีศพถูกฝังอยู่ถึงหลุมละ 200 ศพ อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าผู้เสียชีวิตเหล่านี้ไม่น่าจะใช่พลเรือนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีศพทหารรวมอยู่ด้วย
นางมาทิลดา บ็อกเนอร์ หัวหน้าทีมสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นระบุว่า ขณะนี้มีข้อมูลยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตในมาริอูโปลแล้วอย่างน้อย 1,035 คน แต่เชื่อว่าตัวเลขจริงจะสูงกว่านี้มาก โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ผู้บัญชาการทหารระดับท้องถิ่น ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตในเมืองมาริอูโปลอาจมีกว่า 3,000 คน และศพส่วนใหญ่มักถูกปล่อยทิ้งไว้บนท้องถนน เพราะอันตรายเกินกว่าจะเข้าไปเก็บกู้ เนื่องจากมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในเวลาต่อมาต้องนำศพเหล่านี้ไปฝังรวมกันในหลุมศพหมู่ของเมือง
นอกจากนี้ นางบ็อกเนอร์ระบุว่า การที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธ ปืนใหญ่ จรวด และการโจมตีทางอากาศในเขตที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น อาจเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงคราม โดยยกตัวอย่าง 2 กรณี คือ การโจมตีโรงเรียนในเมืองแชร์นีฮิฟ และการโจมตีโรงพยาบาลแม่และเด็กในเมืองมาริอูโปล

ที่มาของภาพ, Reuters
ยูเอ็นยังรายงานกรณีที่กองทัพรัสเซียสังหารพลเรือนที่พยายามหลบหนีการสู้รบทางรถยนต์ และการเข่นฆ่าประชาชนในระหว่างการชุมนุมโดยสงบ
ด้านนายกเทศมนตรีเมืองมาริอูโปลระบุว่า ขณะนี้ยังมีพลเรือนหลายพันคนติดอยู่ในท่ามกลางการระดมทิ้งระเบิดรายวัน ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม และเชื่อว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่จะฟื้นฟูเมืองแห่งนี้ให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อีกครั้ง
ตำรวจเมืองคาร์คิฟระบุว่า รัสเซียได้โจมตีศูนย์การแพทย์แห่งหนึ่ง ส่งให้พลเรือนเสียชีวิต 4 คน ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมยูเครนระบุว่า ขณะนี้สามารถชิงเมืองบางแห่งคืนจากรัสเซียได้แล้ว และมีการตั้งแนวรบอยู่ห่างจากกรุงเคียฟไปทางตะวันออกราว 35 กม.
ไบเดนชี้นาโตยังสามัคคีเหนียวแน่น

ที่มาของภาพ, AFP
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ แถลงหลังการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ในเรื่องความร่วมมือของชาติตะวันตกที่ผนึกกำลังกันต่อต้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งกำลังทำสงครามรุกรานยูเครนว่า
"ปูตินนั้นหวังมาโดยตลอดที่จะให้นาโตแตกแยก จากการที่ได้พูดคุยกับเขา เห็นได้ชัดว่าปูตินไม่คาดคิดว่านาโตจะรักษาความสามัคคีเหนียวแน่นได้ถึงขนาดนี้"
"ปูตินได้รับสิ่งตรงกันข้ามกับที่หวังไว้เมื่อเขารุกรานยูเครน ไม่เคยมีครั้งใดที่นาโตจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างมากเท่ากับตอนนี้มาก่อน" นายไบเดนกล่าว
นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุว่า หากรัสเซียลงมือใช้อาวุธเคมีหรืออาวุธชีวภาพกับยูเครน สหรัฐฯ และพันธมิตรจะตอบโต้อย่างแน่นอน แต่การตอบโต้จะอยู่ในรูปแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับ "วิธีการใช้"อาวุธดังกล่าว
ที่ประชุมสุดยอดของนาโตยังเห็นพ้องให้ส่งกองกำลังไปประจำการเพิ่มเติมในภูมิภาคยุโรปตะวันออก 40,000 นาย โดยจะแบ่งออกเป็น 4 หน่วย ให้ไปประจำการในประเทศสโลวาเกีย ฮังการี บัลแกเรีย และโรมาเนีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แถลงตอบโต้มติของที่ประชุมสุดยอดนาโตว่า บรรดาพันธมิตรชาติตะวันตกต้องการให้สงครามและความขัดแย้งดำเนินต่อไป โดยขณะนี้พวกเขากำลัง "เก็บเกี่ยวพืชผลอันเลวร้าย" จากการตัดสินใจติดอาวุธให้ยูเครน เนื่องจากความช่วยเหลือของชาติตะวันตกถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุน ให้รัฐบาลยูเครนประหัตประหารผู้คนในภูภาคโดเนตสก์และลูฮานสก์ ที่ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชก่อนหน้านี้
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมสภายุโรปผ่านทางวิดีโอลิงก์ โดยเขาตัดพ้อว่าบรรดาผู้นำชาติยุโรปนั้นพยายามหยุดยั้งรัสเซียช้าเกินไป แม้เขาจะรู้สึกขอบคุณที่หลายชาติออกมาตรการคว่ำบาตร แต่หากมีการใช้มาตรการดังกล่าวมาก่อนหน้านี้ สงครามอาจไม่เกิดขึ้น
นายเซเลนสกียังร้องขออีกครั้ง ให้สหภาพยุโรปรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกโดยไม่รอช้า เขาตำหนิโปรตุเกส เยอรมนี และไอร์แลนด์ ที่ยังลังเลไม่ยอมคว่ำบาตรรัสเซีย ทั้งประณามท่าทีเป็นกลางของฮังการีด้วย เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่านายวิกเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีฮังการีนั้น เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซียมานาน

ที่มาของภาพ, UKRAINE PRESIDENT'S OFFICE
ด้านนายโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนางอัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แถลงก่อนการประชุมสุดยอดของสหภาพยุโรป ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์เช่นกันว่า รัสเซียจะไม่สามารถใช้การส่งออกพลังงานมาข่มขู่ยุโรปได้อีกต่อไป โดยชาติที่เป็นคู่สัญญาซื้อน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย จะไม่จ่ายเป็นเงินสกุลรูเบิลให้ตามที่ประธานาธิบดีปูตินเรียกร้อง
"นี่เป็นการตัดสินใจเอาเองฝ่ายเดียว ทั้งยังผิดสัญญาซื้อขายที่ทำกันไว้ นี่ถือเป็นการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งเราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด" นางฟอน เดอร์ เลเยน กล่าว

ที่มาของภาพ, EPA
เรือรบรัสเซียถูกทำลาย สองฝ่ายแลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกครั้งแรก
กองทัพเรือยูเครนรายงานว่า เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ของรัสเซียลำหนึ่ง ซึ่งจอดอยู่ที่เมืองเบิร์ดแยนสก์ (Berdyansk) เมืองท่าทางตอนใต้ของยูเครนที่รัสเซียยึดไปก่อนหน้านี้ ถูกทำลายด้วยเหตุระเบิดรุนแรง ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุของการระเบิดนั้นคืออะไรกันแน่
อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือยูเครนอ้างว่าเรือยกพลขึ้นบก Orsk ถูกทำลายด้วยฝีมือของตน หลังจากรัสเซียใช้เมืองท่าแห่งนี้ลำเลียงกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อมาเสริมทัพในยุทธการรุกรานยูเครน โดยเรือ Orsk นั้น สามารถบรรทุกรถถังได้ถึง 20 คัน ยานยนต์หุ้มเกราะ 45 คัน และกำลังพลอีก 400 นาย ในเวลาเดียวกัน
มีรายงานว่าเปลวเพลิงจากการระเบิด ได้ลุกลามไปยังคลังแสงและคลังเก็บน้ำมันของท่าเรือด้วย โดยก่อนหน้านี้สื่อของทางการรัสเซียรายงานว่า กองทัพยูเครนพยายามยิงขีปนาวุธโจมตีท่าเรือแห่งนี้หลายครั้ง แต่ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียยิงสกัดเอาไว้ได้
รายงานข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรระบุว่า ขณะนี้กองทัพยูเครนกำลังดำเนินแผนทำลาย "เป้าหมายมูลค่าสูง" ของฝ่ายรัสเซีย ที่ตั้งอยู่ในหลายภูมิภาคของยูเครน ซึ่งรวมถึงเรือยกพลขึ้นบกและคลังแสงที่เมืองเบิร์ดแยนสก์ด้วย เพื่อเป็นการตัดทางส่งเสบียงงวดใหม่ให้กำลังพลที่เริ่มหมดขวัญกำลังใจ และเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัสเซียสะสมกำลังเพื่อบุกโจมตีครั้งใหญ่ด้วย

ที่มาของภาพ, UKRAINIAN NAVY
เนื่องในโอกาสครบ 1 เดือนการทำสงครามรุกรานยูเครน คู่สงครามทั้งสองฝ่ายได้ตกลงแลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกกันครั้งแรก โดยมีการส่งมอบทหารยูเครน 10 นาย แลกกับทหารรัสเซียที่ถูกจับกุมตัวไว้ 10 นาย
นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนตัวพลเรือน โดยกะลาสีชาวรัสเซีย 11 คน ซึ่งได้รับการช่วยชีวิตจากเหตุเรือจมที่เมืองท่าโอเดสซาเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ถูกส่งตัวกลับภูมิลำเนาโดยแลกกับคนเดินเรือที่เป็นพลเรือนยูเครน 12 คน ซึ่งถูกกองทัพเรือรัสเซียจับกุมตัวไว้ในเหตุยุทธการเกาะงูนอกชายฝั่งทะเลดำ เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย












