ยูเครน - รัสเซีย : รัสเซียโจมตีศูนย์ฝึกทหารในยูเครนใกล้พรมแดนโปแลนด์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในวันที่ 18 ของการรุกรานยูเครน กองทัพรัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีศูนย์ฝึกทหารใกล้กับโปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) หรือ นาโต ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีรายงานนักข่าวต่างชาติถูกยิงเสียชีวิตเป็นครั้งแรกในสงครามที่ยูเครนด้วย ขณะที่สหราชอาณาจักรออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างต่อเนื่อง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษธรรมแก่ยูเครน
ทางการยูเครนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (13 มี.ค.) ว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธ 30 ลูก โจมตีศูนย์ฝึกทหารยาโวริฟ ห่างจากพรมแดนโปแลนด์ไปเพียง 9.6 กม. สร้างความเสียหายให้กับอาคารศูนย์รักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ (International Peacekeeping and Security Centre--IPSC) ที่อยู่ภายในยาโวริฟ ผู้ว่าการระดับภูมิภาคของเมืองลวิฟ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 คนและบาดเจ็บ 134 ราย
ส่วนสนามบินในเมืองอิวาโน-แฟรงคิฟสก์ ทางตะวันตกของยูเครน ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน
ในขณะที่เมืองลวิฟที่อยู่ใกล้กับศูนย์ฝึกทหารดังกล่าว และเป็นเมืองใหญ่มีประชากรราว 700,000 คนและมีผู้หนีภัยสงครามมาอยู่ที่นี่ไม่น้อย ก็กำลังเตรียมพร้อมรับการโจมตีที่อาจจะมาถึงในไม่ช้า โดยเวลาประมาณ 03.30 น. เสียงไซเรนเตือนการโจมตีได้ดังขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการโจมตีจริง
นาโตอาจแทรกแซงหากรัสเซียใช้อาวุธเคมี
ประธานาธิบดีอันเดรจ ดูดา ของโปแลนด์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า หากรัสเซียใช้อาวุธเคมี อาจทำให้นาโตตัดสินใจใหม่ เพราะก่อนหน้านี้นาโตนั้นตัดสินใจว่า จะไม่เข้าแทรกแซงการทหารต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
เมื่อถูกถามว่า เขาเชื่อว่า รัสเซียเตรียมใช้อาวุธเคมีอยู่หรือเปล่า ประธานาธิบดีโปแลนด์กล่าวว่า "ผมคิดว่า ปูตินสามารถใช้อะไรก็ได้แล้วตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก"
"ในเชิงการเมือง เขาแพ้สงครามนี้ไปแล้ว ส่วนด้านการทหาร เขาก็ยังเอาชนะไม่ได้"
นายดูดากล่าวอีกว่า "หาก..ว่าเขาใช้อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง นี่เป็นปัจจัยทำให้เกมเปลี่ยนไปทั้งหมด"
"แน่นอนว่า (นาโต) จะต้องนั่งประชุมกัน และคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะหากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ก็เริ่มอันตรายอย่างที่สุด ไม่ใช่เฉพาะยุโรป หากเป็นต่อทั้งโลกด้วย" ประธานาธิบดีโปแลนด์กล่าว
มาตรการช่วยเหลือของสหราชอาณาจักร
ส่วนที่สหราชอาณาจักร นายไมเคิล โกฟ รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับบีบีซีในช่วงเช้าวันอาทิตย์ว่า เขาได้เพิ่มช่องทางขอวีซ่าเข้าสหราชอาณาใหม่ให้กับผู้อพยพชาวยูเครน นอกจากนี้ก็ได้ประกาศว่า จะให้เงินอุดหนุน 350 ปอนด์ต่อเดือนสำหรับชาวสหราชอาณาจักรที่ให้ที่พักแก่ชาวยูเครนที่หนีสงครามมา

ที่มาของภาพ, EPA
เมื่อถูกถามว่า เขาจะเปิดบ้านเพื่อรับผู้อพยพชาวยูเครนไหม นายโกฟก็ตอบว่า แน่นอน
นอกจากนี้นายโกฟก็ยังกล่าวอีกว่า บ้านของเหล่าผู้มีอิทธิพลชาวรัสเซียในสหราชอาณาจักร ที่ถูกรัฐบาลประกาศยึดไปแล้วนั้น ก็อาจถูกนำมาใช้เพื่อให้ผู้อพยพชาวยูเครนอาศัยอีกด้วย แต่ก็ยังคงมีปัญหาทางกฎหมายหลายข้อที่ต้องหารือกันก่อนว่า สามารถทำได้หรือไม่
หนึ่งที่ผู้ทรงอิทธิพลชาวรัสเซีย และเชื่อว่า เป็นผู้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่ถูกรัฐบาลของสหราชอาณาจักรประกาศยึดทรัพย์สินไปแล้วก็คือ นายโรมัน อับราโมวิช ซึ่งเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซี
ส่วน นายริชี่ สุนัค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมาให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะให้การสนับสนุนบริษัทและนักลงทุนที่ยุติการเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของรัสเซียตามมาตรการคว่ำบาตร เพื่อตอบโต้การที่รัสเซียรุกรานยูเครน
"ผมอยากจะกล่าวให้ชัดเจนว่า หากว่าบริษัทหรือนักลงทุนรายใดที่ตัดสินใจจะจบความสัมพันธ์ทางด้านการเงินกับรัสเซีย รัฐบาลจะสนับสนุนคุณอย่างเต็มที่" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรกล่าว เขาเห็นว่า แม้การลดเงินลงทุนที่มีในรัสเซียเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ก็เชื่อมั่นว่า จะไม่มีการลงทุนใหม่เกิดขึ้นในรัสเซีย
นักข่าวอเมริกันถูกยิงเสียชีวิต
แอนดรีย์ เนบิตอฟ ผู้บัญชาการตำรวจยูเครนระบุว่า เบรนต์ เรโนด์ นักข่าวชาวอเมริกัน ถูกทหารรัสเซียยิงเสียชีวิตที่เมืองเอียร์ปิน (Irpin) นอกกรุงเคียฟของยูเครน ส่วนนักข่าวอีกสองคนได้รับบาดเจ็บและถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
นี่เป็นรายงานการเสียชีวิตครั้งแรกของนักข่าวต่างประเทศที่รายงานข่าวสงครามในยูเครน
ภาพของเรโนด์ ที่มีการส่งต่อกันรวมถึงภาพบัตรประจำตัวนักข่าวของเขาที่ออกโดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ด้วย โดยทางนิวยอร์ก ไทมส์ ได้ระบุในแถลงการณ์ว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจเมื่อได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของเขา อย่างไรก็ตาม เรโนด์ไม่ได้รายงานข่าวสงครามยูเครนให้กับนิวยอร์ก ไทมส์
นิวยอร์ก ไทมส์ระบุว่า เขาทำงานให้กับทางหนังสือพิมพ์ครั้งล่าสุดในปี 2015 และบัตรประจำตัวสื่อที่ติดตัวเขาดังกล่าวก็ออกให้กับเขามาหลายปีแล้ว ขณะนี้ยังไม่รู้ว่า เรโนด์นั้นรายงานข่าวสงครามยูเครนให้กับสื่อใดกันแน่
โป๊ป: "จงหยุดการสังหารหมู่"
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประณามการโจมตียูเครนของรัสเซียอย่างรุนแรง

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ในนามของพระเจ้า จงทำให้เสียงร่ำไห้ของผู้คนที่ทุกข์ยากได้ยินโดยทั่วกัน และจงทำให้การทิ้งระเบิดและการโจมตีหยุดลง" พระองค์ทรงกล่าวในการนำสวดในวันอาทิตย์ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ที่นครรัฐวาติกัน
"ในนามของพระเจ้า ฉันขอให้พวกเธอจงหยุดการสังหารหมู่"
สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสด้วยว่า การทิ้งระเบิดโจมตีโรงพยาบาลของเด็ก ๆ และเป้าหมายพลเรือนเป็นสิ่งที่ "ป่าเถื่อน" และ "ไร้ซึ่งความมีเหตุผลอันสมควรโดยสิ้นเชิง"
ทหารวัยรุ่นยูเครนร่วมรบ
ในขณะที่กรุงเคียฟ นครหลวงของยูเครน กำลังระดมสรรพกำลังเพื่อเตรียมรับการโจมตีครั้งใหญ่ขั้นแตกหักจากกองทัพรัสเซียนั้น ทหารจำนวนไม่น้อยที่ยังคงเป็นวัยรุ่นซึ่งส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลายมาหมาด ๆ ได้เข้าร่วมรบในแนวหน้าเพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองด้วย

ที่มาของภาพ, Jeremy Bowen/BBC
ทหารวัยรุ่นจากทุกภูมิภาคของยูเครนเหล่านี้ เข้ารับการฝึกเบื้องต้นอย่างเร่งรัดเป็นเวลา 3 วัน เช่นเดียวกับทหารอาสาที่เป็นพลเรือนทั่วไป ก่อนจะได้สวมเครื่องแบบพลทหารของกองทัพยูเครน ที่มีพร้อมทั้งเสื้อเกราะและหมวกนิรภัย รวมทั้งปืนไรเฟิล AK-47 เป็นอาวุธประจำกาย
พวกเขาล้วนไม่มีประสบการณ์สู้รบในสงครามมาก่อน อย่างดีบางคนอาจจะเคยฝึกทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าและการใช้อาวุธง่าย ๆ ในหลักสูตรลูกเสือสำรองมาบ้าง แต่หลายคนยืนยันว่าหลังผ่านการฝึกแบบเร่งรัดและออกประจำการตามจุดตรวจต่าง ๆ มาสักพัก ขณะนี้พวกเขาเริ่มคุ้นเคยและมั่นใจกับการใช้ปืนมากขึ้น ทั้งยังได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยุทธวิธีต่าง ๆ รวมทั้งศิลปะการต่อสู้และการปฐมพยาบาลในสนามรบ
เหล่าทหารวัยรุ่นยังบอกว่า ครอบครัวที่อยู่แนวหลังล้วนเป็นห่วงพวกเขาอย่างมาก แม่ของทหารวัยรุ่นบางคนกำชับให้ลูกอาสาทำงานในครัว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องออกรบในแนวหน้า พ่อของทหารอายุน้อยบางคนเกรงว่า ความบ้าบิ่นเลือดร้อนตามวัยของลูกชายจะทำให้เขาได้รับอันตราย จึงเตือนให้ลูกระวังและอย่าพยายามทำตัวเป็นวีรบุรุษมากจนเกินไป

ที่มาของภาพ, Jeremy Bowen/BBC
เมื่อพูดถึงความกลัวตาย ดมิโทร คิซิเลนโก อายุ 18 ปี บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "ผมกลัวนะแต่ไม่มาก เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะรู้สึกกลัว ลึก ๆ ในใจแล้วผมกลัวตายนิดหน่อย เพราะเป็นความจริงที่ว่าไม่มีใครอยากตาย แม้จะตายเพื่อประเทศชาติก็ตาม ดังนั้นความตายจึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเรา"
รมว.ต่างประเทศยูเครนชี้ พร้อมเจรจาแต่ไม่ยอมจำนน
นายดมิโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนระบุว่า ประเทศของตนพร้อมจะเข้าสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามได้ทุกเมื่อ แต่จะไม่มีวันยอมจำนนต่อระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน หรือยอมรับเงื่อนไขที่เป็นคำขาดใด ๆ จากรัสเซียอย่างแน่นอน
นายคูเลบาบอกว่ารัสเซียพยายามเรียกร้องในสิ่งที่ยูเครนไม่อาจยอมรับได้ แต่ยูเครนก็จำเป็นจะต้องเปิดกว้างต่อการเจรจาทางการทูตอยู่ต่อไป นอกจากนี้เขายังร้องขอต่อชาติตะวันตกให้ส่งเครื่องบินรบมาช่วยเสริมกำลังของกองทัพอากาศ เพื่อทำลายขบวนยานยนต์ทหารขนาดใหญ่ของรัสเซีย และเพื่อช่วยปกป้องชีวิตของพลเรือนยูเครนได้ดีขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครนยังเตือนว่า ขณะนี้กองทัพรัสเซียใช้กลยุทธ์การรบแบบทำลายล้างไม่เลือกหน้า แบบเดียวกับที่เคยใช้ในสงครามกลางเมืองของซีเรียมาแล้ว จึงต้องการเรียกร้องให้ชาติตะวันตกช่วยเหลือในการสืบสวนและดำเนินการเอาผิดต่อ "อาชญากรรมสงคราม" ที่รัสเซียได้ก่อขึ้น
นายคูเลบาเผยว่า เมืองท่ามาริยูโปลที่กำลังถูกปิดล้อมและระดมโจมตีอย่างหนัก จนพลเรือนไม่สามารถอพยพออกไปได้แม้จะมีการเปิดระเบียงมนุษยธรรมนั้น ขณะนี้ยังคงอยู่ในการควบคุมของกองกำลังยูเครน และไม่ได้ถูกยึดครองโดยรัสเซียทั้งหมดตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกองกำลังรัสเซียสามารถรุกคืบเข้ายึดพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองมาริยูโปลไว้ได้แล้ว ในขณะที่พลเรือนซึ่งติดอยู่ในวงล้อมการสู้รบยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร น้ำดื่มน้ำใช้ ยารักษาโรค ทั้งไม่มีไฟฟ้าใช้ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บ โดยยังไม่มีขบวนส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของฝ่ายใดเข้าถึงได้ ส่วนเมืองวอลโนวากาที่อยู่ใกล้กับมาริยูโปลถูกรัสเซียทำลายย่อยยับทั้งเมือง จนฝ่ายยูเครนต้องถอนกำลังทหารออกไป
ชาวเมืองเคียร์ซอน-เมลิโตโปล ต้านการปกครองจากทหารรัสเซีย
ชาวเมืองเมลิโตโปลทางตอนใต้ของยูเครนซึ่งถูกรัสเซียยึดครอง รวมตัวกันประท้วงกองกำลังรัสเซียที่ลักพาตัวนายอิวาน เฟโดรอฟ นายกเทศมนตรีของเมืองไปจากที่ทำการ โดยยังไม่ทราบว่าเขาถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ใดและปลอดภัยดีหรือไม่
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครน ประณามการกระทำดังกล่าวของทหารรัสเซียว่าเป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อประชาธิปไตย เขาได้ร้องขอให้นายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเนตต์ ของอิสราเอล เป็นสื่อกลางในการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย รวมทั้งช่วยพูดคุยต่อรองให้มีการปล่อยตัวนายกเทศมนตรีเมืองเมลิโตโปลด้วย
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากองกำลังรัสเซียที่ควบคุมเมืองเมลิโตโปลได้แต่งตั้งนายกเทศมนตรีคนใหม่แทนที่นายเฟโดรอฟแล้ว โดยให้นางกาลินา ดานิลเชนโก รองประธานสภาเมืองเมลิโตโปล รักษาการในตำแหน่งนายกเทศมนตรี ซึ่งเธอได้แถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า งานหลักในตอนนี้คือสร้างกลไกพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับ "สภาพการณ์ที่แท้จริงแบบใหม่" โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการบริหารเมืองชุดใหม่ และในระหว่างนี้ขอให้ชาวเมืองอย่าเข้าร่วมกระทำการใด ๆ ที่เป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านแบบสุดโต่ง
ส่วนที่เมืองเคียร์ซอนซึ่งถูกกองกำลังรัสเซียยึดครองแล้วเช่นกัน สภาระดับภูมิภาคได้ลงคะแนนเสียงออกข้อมติที่ยืนยันว่า ภูมิภาคเคียร์ซอนยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของยูเครนเช่นเดิม
สมาชิกสภาระดับภูมิภาคผู้หนึ่งระบุว่า การลงมติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียจัดการลงประชามติจอมปลอม ซึ่งจะรับรองให้เคียร์ซอนเป็นรัฐเอกราช โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบของสาธารณรัฐประชาชนอีกแห่งหนึ่ง
สมาชิกสภาคนดังกล่าวย้ำว่า "ภูมิภาคเคียร์ซอนถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเดียวที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ซึ่งก็คือประเทศยูเครน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต"
ในช่วงเช้าตรู่ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 13 มี.ค. กองกำลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศในภาคตะวันตกของยูเครนอีกครั้ง โดยมีการยิงขีปนาวุธทำลายสถานที่ฝึกทหารชานเมืองลวิฟและเมืองอิวาโน-ฟรานคิฟสก์ ที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งเมืองลวิฟนั้นอยู่ห่างจากชายแดนด้านที่ติดกับโปแลนด์เพียง 80 กิโลเมตร และเป็นเมืองที่มีชาวยูเครนจำนวนมากอพยพหนีภัยการสู้รบไปพักพิงอยู่ชั่วคราว
ทางการโปแลนด์ระบุว่ามีผู้อพยพชาวยูเครนหลั่งไหลเข้าไปยังประเทศของตนแล้วกว่า 1.6 ล้านคน ส่วนมอลโดวาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านขนาดเล็กของยูเครน ร้องขอความช่วยเหลือจากประชาคมนานาชาติ หลังต้องรองรับผู้หนีภัยการสู้รบจากยูเครนกว่า 270,000 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีราว 100,000 คนที่เลือกพำนักระยะยาวในมอลโดวา ทำให้ประชากรของประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้วแห่งนี้ เพิ่มขึ้นถึง 4% ในทันที

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย












