รัสเซีย ยูเครน : นาโตระบุ พบหลักฐานรัสเซียใช้ระเบิดลูกปรายในยูเครน

โรงไฟฟ้าซาปอริชเชีย ในยูเครน ถูกโจมตี

นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต กล่าวว่า มีหลักฐานว่า รัสเซียกำลังใช้ระเบิดลูกปรายในการบุกยูเครน

ระเบิดลูกปราย หรือ "cluster bomb" คือระเบิดที่ปล่อยระเบิดลูกเล็ก ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อทำลายเป้าหมายได้ในบริเวณกว้าง

ในการแถลงข่าว เขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า "เราได้พบเห็นการใช้ระเบิดลูกปราย และเราได้เห็นรายงานการใช้อาวุธชนิดอื่น ๆ ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

นายสโตลเทนเบิร์ก กล่าวด้วยว่า แนวร่วมพันธมิตรทางทหารของชาติตะวันตกคงจะไม่กำหนดเขตห้ามบิน เหนือยูเครน และไม่ส่งทหารไปที่นั่นด้วย แต่รับปากว่า จะให้การช่วยเหลืออื่น ๆ แก่รัฐบาลยูเครน และได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ยุติการรุกรานในทันที

ด้านประธานาธิบดีรัสเซีย ได้กล่าวในการประชุมรัฐบาลผ่านการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์รอสซิยา 24 ของทางการรัสเซียว่า "เราไม่มีเจตนาร้ายใด ๆ ต่อบรรดาเพื่อนบ้านของเรา" และยังได้เตือนผู้ที่ต่อต้านปฏิบัติการของรัสเซียในยูเครนว่า "อย่าทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก" ด้วยการบังคับใช้ข้อจำกัดต่าง ๆ ต่อรัสเซียเพิ่มขึ้น

ยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครน

ก่อนหน้านี้ทางการยูเครนระบุว่า ทหารรัสเซียได้ยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริชเชียแล้ว หลังโจมตีและทำให้เกิดเพลิงไหม้ ด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency--IAEA) ระบุ ไม่มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ทางการในพื้นที่คนหนึ่งว่า "เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกำลังจับตามองสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้าอยู่"

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริชเชีย ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น หลังจากถูกรัสเซียยิงปืนใหญ่โจมตี

เลขาธิการนาโต ได้ประณามการปฏิบัติการของรัสเซียในยูเครน รวมถึงการยิงปืนใหญ่โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้

"เราขอประณามการโจมตีพลเรือน ชั่วข้ามคืนเราได้รับรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่ยั้งคิดของสงครามนี้ และความสำคัญในการยุติสงครามลง รวมถึงความสำคัญของการที่รัสเซียต้องถอนทหารทั้งหมดออกไปและเข้ามาร่วมเจรจาทางการทูตด้วยความสุจริตใจ" เลขาธิการนาโตกล่าว

โดยขณะนี้รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติตะวันตกกำลังหารือกันในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม เพื่อประเมินการตอบโต้สงครามในยูเครน โดยนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การโจมตี "ที่บุ่มบ่าม" ของรัสเซีย อาจจะ "คุมคามความปลอดภัยของยุโรปทั้งหมดได้โดยตรง"

ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลรัสเซีย ยุติกิจกรรมทางทหารบริเวณโรงไฟฟ้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา กล่าวว่า "การโจมตีอันน่าสะพรึงกลัว" จากรัสเซีย "ต้องยุติลงในทันที"

คำบรรยายวิดีโอ, รัสเซีย ยูเครน : นักเคลื่อนไหววัยชราที่ถูกจัมกุมหลังออกมาประท้วงรัสเซีย

ไม่มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา

ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency--IAEA) กล่าวเกี่ยวกับการโจมตีโรงไฟฟ้าซาปอริชเชียในยูเครนว่า ไม่พบสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา

โรงไฟฟ้า

ที่มาของภาพ, Getty Images

"ในช่วงกลางคืนมีการยิงขีปนาวุธโจมตีอาคารที่อยู่ภายในบริเวณโรงไฟฟ้า แต่อาคารนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทำให้เกิดเพลิงไหม้จำกัดวงในจุดนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ควบคุมเพลิงไหม้ได้แล้ว ระบบความปลอดภัยทุกอย่างที่โรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ ไม่มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา"

นอกจากนี้นายกรอสซี ยังได้เสนอขอเดินทางไปยังเชอร์โนบิล จุดเกิดเหตุภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุดในโลกในปี 1986 เพื่อเจรจากับยูเครนและรัสเซียเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกแห่งในยูเครน

"ผมได้แจ้งไปทั้งสหพันธรัฐรัสเซียและยูเครนแล้ว เพื่อขอเดินทางไปยังเชอร์โนบิลให้เร็วที่สุด" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าว

เขาบอกกว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาความเป็นไปได้อยู่

โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

นายดมิโทร ออร์ลอฟ นายกเทศมนตรีของเมืองเอเนอร์โฮดาร์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวระบุว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดจากการสู้รบอย่างหนักโดยฝ่ายรัสเซียระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่กลุ่มอาคารทำการและหน่วยควบคุมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้กองกำลังรัสเซียพยายามจะใช้รถถังบุกเข้าเมืองเอเนอร์โฮดาร์และเข้ายึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว แต่ต้องพบกับการขัดขวางโดยกองกำลังยูเครนและบรรดาชาวเมือง ซึ่งรวมตัวกันเข้าล้อมป้องกันโรงไฟฟ้าและถนนสายต่าง ๆ ที่เป็นเส้นทางไปสู่โรงไฟฟ้าสำคัญแห่งนี้

นายดมิโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนแถลงทางทวิตเตอร์ว่า กองกำลังรัสเซียระดมยิงใส่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริชเชียจากทุกด้าน เขาเรียกร้องให้ฝ่ายรัสเซียหยุดยิงในทันที รวมทั้งเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าดับเพลิงและจัดตั้งเขตควบคุมความปลอดภัยรอบโรงไฟฟ้าโดยด่วน

ต่อมากองกำลังรัสเซียได้หยุดยิง และหน่วยดับเพลิงของยูเครนสามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุได้เมื่อเวลา 05.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 10.20 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยทางการยูเครนรายงานว่าเพลิงได้สงบลงในที่สุด

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือไอเออีเอ (IAEA) ออกมาระบุว่า ได้ติดต่อประสานงานกับรัฐบาลยูเครนเพื่อให้ความช่วยเหลือเรื่องป้องกันภัยนิวเคลียร์แล้ว เนื่องจากเตาปฏิกรณ์ที่อยู่ใกล้กับเหตุเพลิงไหม้อาคารควบคุมนั้น แม้จะอยู่ระหว่างปิดซ่อม แต่ก็ยังมีอุปกรณ์สำคัญเดินเครื่องทำงานอยู่ และมีวัตถุกัมมันตรังสีที่เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เหลืออยู่ภายในจำนวนมาก

คำบรรยายวิดีโอ, รัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

หัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่นเขตซาปอริชเชียแถลงยืนยันด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับเตาปฏิกรณ์ และทางโรงไฟฟ้าสามารถรักษาความปลอดภัยให้แก่อุปกรณ์สำคัญทางนิวเคลียร์ได้แล้ว รวมทั้งดับไฟที่ไหม้ชั้น 3-5 ของอาคารควบคุม ซึ่งโดนกระสุนปืนใหญ่ของรัสเซียได้แล้ว

ผู้นำยูเครนและผู้นำสหราชอาณาจักรเตือนว่า รัสเซียกำลังนำภยันตรายอันใหญ่หลวงมาสู่ยุโรป ทำให้สหราชอาณาจักรเตรียมขอเปิดประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นการด่วน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยกระดับขึ้นเป็นวิกฤตนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ

โรงไฟฟ้าซาปอริชเชียเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์สี่แห่งของยูเครน ผลิตไฟฟ้าได้ราว 25% ของปริมาณทั้งหมดที่ใช้ภายในประเทศ หากได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบให้ยูเครนต้องขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า และอาจทำให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงจากการหลอมละลายนิวเคลียร์ (nuclear meltdown) ซึ่งแกนของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เสียหายเพราะความร้อนสูงจนอาจเกิดระเบิด เช่นเดียวกับหายนะของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเมื่อหลายสิบปีก่อน

มกุฎราชกุมารซาอุฯ เสนอตัวเป็นสื่อกลางเจรจาสันติภาพ

ทางกองทัพยูเครนคาดการณ์ว่า กองทัพเบลารุสซึ่งสะสมกำลังพลรออยู่ที่แนวพรมแดนก่อนหน้านี้ ได้รับคำสั่งให้ยกพลข้ามพรมแดนเข้ามาในยูเครนแล้ว เพื่อเสริมทัพรัสเซียภายในวันนี้ (4 มี.ค.) หลังจากที่รัสเซียใช้ดินแดนของเบลารุสยิงขีปนาวุธเข้าใส่เมืองต่าง ๆ ของยูเครนมาหลายวัน

ด้านมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย มีพระราชดำรัสต่อผู้นำรัสเซียและยูเครนว่า ทรงพร้อมที่จะเป็นสื่อกลางให้ทุกฝ่ายได้หันหน้ามาเจรจากัน

มกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย

ที่มาของภาพ, Getty Images

สื่อท้องถิ่นของซาอุดีอาระเบียรายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้เป็นฝ่ายต่อสายโทรศัพท์ถึงมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัดก่อน ทำให้มีพระราชดำรัสกับนายปูตินดังข้างต้น นอกจากนี้ยังทรงตรัสกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่พลเมืองยูเครนในซาดุดีอาระเบีย โดยต่ออายุวีซ่าที่กำลังจะหมดลงให้ชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม สื่อของทางการรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีปูตินและมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัดได้หารือกันถึงประเด็นปัญหาด้านพลังงาน ในฐานะที่ต่างก็เป็นประเทศสมาชิกของกลุ่มโอเปกพลัส โดยผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่าจะร่วมมือในแนวทางที่เคยดำเนินมาแล้วต่อไป ซึ่งนายปูตินย้ำว่าจะต้องไม่ปล่อยให้การคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตก มาทำให้การจัดส่งพลังงานแก่ทั่วโลกกลายเป็นประเด็นทางการเมือง

ขบวนทัพรัสเซียยาว 64 กม. เคลื่อนตัวสู่กรุงเคียฟได้ช้าเกินคาด

หลังมีรายงานเมื่อวันก่อนว่า รัสเซียเคลื่อนขบวนทัพที่มีรถถังและยานยนต์หุ้มเกราะนับพันคัน มุ่งหน้าสู่กรุงเคียฟเป็นขบวนยาวเหยียดถึง 64 กิโลเมตรนั้น ล่าสุดรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรระบุว่า ขบวนยานยนต์ทหารดังกล่าวเคลื่อนตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ขบวนรถต้องหยุดลงหลายครั้งเพราะปัญหาด้านการขนส่งลำเลียงหรือลอจิสติกส์ ทำให้ยังอยู่ห่างจากชานกรุงเคียฟถึงกว่า 30 กิโลเมตร ตามการรายงานที่เข้ามาเมื่อวานนี้ (3 มี.ค.)

รายงานข่าวกรองของสหราชอาณาจักร ซึ่งพลเอก เซอร์ ริชาร์ด บาร์รอนส์ อดีตผู้บัญชาการของกองบัญชาการร่วมสี่เหล่าทัพแห่งสหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยต่อรายการข่าวทางวิทยุบีบีซี เรดิโอ 4 ระบุว่ามีความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงด้านลอจิสติกส์เกิดขึ้นในขบวนทัพรัสเซีย โดยไม่สามารถจัดส่งเชื้อเพลิง อาหาร และอะไหล่ยนต์ต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งล้อรถที่ของเดิมมีคุณภาพต่ำและมีการซ่อมบำรุงน้อยมาก ส่วนเครื่องยนต์รถก็เกิดขัดข้องบ่อยครั้ง

คำบรรยายวิดีโอ, สภาพเมืองโบโรเดียนกาของยูเครน หลังการรุกรานของรัสเซีย

พลเอก เซอร์ ริชาร์ด บาร์รอนส์ ยังชี้ว่า ปัญหาใหญ่อยู่ที่การสื่อสารและบัญชาการ ซึ่งวิทยุสื่อสารทำงานได้ไม่ดีนักและต้องมีการสื่อสารในเครือข่ายแบบเปิด ทำให้ทางกองทัพรัสเซียจำต้องชะลอการเคลื่อนขบวนและกลับไปทบทวนหาวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ชั่วคราว

นอกจากนี้ การต้านทานที่แข็งแกร่งของกองทัพยูเครน ซึ่งคอยโจมตีขบวนทัพรัสเซียจากด้านหน้าและด้านข้าง ยังส่งผลบั่นทอนขวัญกำลังใจของทหารรัสเซียให้ลดน้อยถอยลงไปทุกที เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์ที่ถูกส่งมารบโดยไม่ได้ทราบล่วงหน้ามาก่อน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในระยะยาวกองทัพยูเครนจะมีกำลังพลไม่เพียงพอ และไม่อาจทำลายขบวนยานยนต์ทหารนี้ให้สิ้นซากได้ง่าย ๆ