โควิด-19 : โลกจะยังนิยมสร้างตึกสูงระฟ้ากันอยู่ไหมหลังยุคการระบาดใหญ่

Man constructing the

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพขณะก่อสร้างตึกเอ็มไพร์สเตท ซึ่งทำลายสถิติตึกที่สูงที่สุดในโลกของตึกเดอะ ไครสเลอร์ เบื้องหลังทางขวา

โดย จูดิธ ดูเพรย์ ผู้เขียนหนังสือ Skyscrapers, A History of the World's Most Extraordinary Buildings

ในช่วงปีที่ผ่านมา ทางการจีนออกกฎหลายชุดที่มุ่งจำกัดไม่ให้มีการก่อสร้างตึกสูงระฟ้ามากจนเกินไป โดยบอกว่าโครงการเหล่านี้มีจุดประสงค์ที่จะโอ้อวดมากว่าเพื่อการใช้สอยเป็นประโยชน์จริง ๆ นอกจากนี้ การระบาดใหญ่ก็ทำให้ตึกออฟฟิศในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกร้างคน บางคนไม่อยากจะกลับไปทำงานในที่ที่ปิดทึบ ไม่มีอากาศถ่ายเท

แล้วต่อไปนี้ โลกจะยังมีความนิยมสร้างตึกระฟ้ากันอยู่อีกไหม

90 ปีที่แล้ว ยุคทองแห่งการแข่งขันกันสร้างตึกสูงระฟ้าเริ่มขึ้นหลังการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน โดยตึกที่สูงที่สุดตอนนั้นได้แก่ เดอะ ไครสเลอร์ ในปี 1930 ก่อนที่ปีถัดมา ตึกเอ็มไพร์สเตท ที่อยู่ในนิวยอร์กเช่นกันจะคว้าตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลกแทน

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านนี้ถือได้ว่าเป็นยุคทองแห่งการแข่งขันสร้างตึกสูงระลอกที่ 2 แต่ข้อมูลจากสภาตึกสูงและที่อยู่อาศัยในเมือง (Council on Tall Buildings and Urban Habitat) ชี้ว่า ในปี 2020 มีจำนวนตึกสูงที่สร้างเสร็จลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเราสามารถเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนที่สุดจากจีนซึ่งก่อนหน้านี้มีการสร้างตึกสูงกันอย่างรวดเร็วมาก

เหตุวินาศกรรม 9/11 ทำให้หลายคนคาดเดากันว่าจะเป็นจุดจบของความนิยมสร้างตึกสูงแล้ว แต่ไม่จริงเลย มีการสร้างตึกสูงระฟ้าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเยอะว่าทั้งศตวรรษที่แล้วรวมกันเสียอีก นอกจากนี้ ตึกใหม่ ๆ เหล่านี้ยังแข็งแกร่ง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากเพราะมีการวางมาตรฐานที่ดีและเข้มงวดหลังจากเหตุการณ์ก่อการร้ายโจมตีตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อปี 2001

skyscrapers from the ground looking up

ที่มาของภาพ, Getty Images

ชาติต่าง ๆ แข่งกันที่จะได้ขึ้นชื่อว่ามีตึกที่สูงที่สุดในโลก ตึกแฝดเปโตรนาสสร้างชื่อให้กับกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ส่วนตึกเบิร์จ คาลิฟา หรือบุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ เปลี่ยนพื้นที่กลางทะเลทรายของดูไบให้กลายเป็นจุดหมายที่คนทั่วโลกอยากเดินทางไป

สำหรับในไทย เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจอ้างข้อมูลจาก รศ.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่บอกว่าตึกที่สูงที่สุดในไทย 5 อันดับแรกได้แก่

  • แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ในบริเวณกลุ่มอาคารไอคอนสยาม ซึ่งสูง 317.95 เมตร
  • อาคารมหานคร บริเวณสี่แยกสาทร-ช่องนนทรี ซึ่งสูง 314.2 เมตร
  • อาคารโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสูง 308 เมตร
  • อาคารใบหยก 2 ใจกลางย่านประตูน้ำ ซึ่งสูง 304 เมตร และ
  • โครงการเดอะ เรสซิเด้นซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2562 เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดตัวโครงการ 1.2 แสนล้านบาท บนที่ดินเนื้อที่ 104 ไร่ ที่มุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนวิทยุ โดยเตรียมสร้างตึกสูง 90 ชั้น ที่ความสูง 430 เมตร ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย

เอเดรียน สมิธ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Adrian Smith + Gordon Gill Architecture ซึ่งอยู่เบื้องหลังตึกเบิร์จ คาลิฟา และตึกเจดดาห์ ที่ซาอุดีอาระเบีย ที่จะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกแห่งใหม่เมื่อสร้างเสร็จ เขาบอกว่า ตึกเบิร์จ คาลิฟา รวบรวมองค์ประกอบของตึกหลาย ๆ แบบมาอยู่ในพื้นที่กว่า 1.21 ตร.กม. และก็ทำให้มันใช้ประโยชน์ได้จริง

Shanghai skyline

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตึกสูงในเซี่ยงไฮ้

อย่างไรก็ดี นักออกแบบบางส่วนก็เริ่มตั้งคำถามกับสูตร : "ประชากรหนาแน่น" + "ที่ดินมูลค่าสูง" = "ตึกสูง" ซึ่งเคยเป็นแรงผลักดันให้สร้างตึกสูงกันในช่วงที่ผ่านมา

คัมรัน โมอาซามี กรรมการผู้จัดการของบริษัท WSP ซึ่งสร้างตึกที่สูงที่สุดในลอนดอน (เดอะ ชาร์ด), ในสหรัฐฯ (วัน เวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์) และในเอเชีย (ตึกเซี่ยงไฮ้) บอกว่า ต้องมีเหตุผลที่ดีก่อนที่คนเราจะสร้างตึกที่สูงถึง 500 เมตร ขึ้นมา และต้องคิดว่าจะใช้วิธีใดในการสร้างที่จะดีที่สุดและประหยัดที่สุด

เขาบอกว่าขณะที่ตึกสูงระฟ้าในดูไบดึงดูดคนได้ แต่เมืองอย่างเซี่ยงไฮ้หรือนิวยอร์กไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งนี้ดึงดูดผู้คน "ทุกวันนี้ ตึกที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ได้ตัดสินกันที่รูปลักษณ์อย่างเดียวแต่ปริมาณคาร์บอนที่ใช้ด้วย"

แต่หลายคนก็ไม่ได้ชอบตึกสูงระฟ้าเอาเสียเลย นักวิจารณ์ด้านสถาปัตยกรรม เดวิด บรัสซาต บอกว่า มันเป็น "มลพิษทางสุนทรียศาสตร์" เขาบอกว่าการแข็งขันสร้างตึกให้สูงขึ้นและก็เล็กขึ้นทำให้คนเบื่อหน่ายที่ต้องเห็นเวลาเดินไปทำงาน

และแล้วโควิดก็เกิดขึ้น มันทำให้ชีวิตเมืองไม่น่าหลงใหลอย่างเคย แต่ตอนนี้คนในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ก็เริ่มกลับไปทำงานกันแล้ว และบริษัทที่เป็นผู้ก่อสร้างตึกสูงระฟ้าก็คาดการว่าตึกแบบนี้ก็จะได้รับความนิยมอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในแบบเดิม

Skyscrapers above the clouds

ที่มาของภาพ, Getty Images

สก็อตต์ เรชเลอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RXR บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในนิวยอร์กบอกว่า การระบาดใหญ่ชี้ให้เห็นว่าเขตที่มีการปะปนระหว่างพื้นที่ออฟฟิศและที่อยู่อาศัยคนสามารถเผชิญกับอุปสรรคในช่วงการล็อกดาวน์ได้ดีกว่า

คัมรัน โมอาซามี บอกว่า มีตึกออฟฟิศจำนวนมากขึ้นที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพบปะร่วมมือกันระหว่างพนักงานแทนที่จะสร้างพื้นที่ไว้ตั้งโต๊ะติด ๆ เรียงกันเหมือนแต่ก่อน เป็นตึกสำหรับคนจำนวนน้อยลงที่มีพื้นที่มากขึ้น

แนวโน้มการสร้างตึกสูงและการใช้ประโยชน์ในอาคารลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับว่าคนจะกลับไปทำงานที่ออฟฟิศมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่าอีกแล้ว ใส่ชุดโยคะทำงานอยู่บ้านสบายกว่า

อย่างไรก็ดี มนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์สังคมอยู่ งานวิจัยก่อนหน้าการระบาดใหญ่ชี้ว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากเท่า ๆ กับการสูบบุหรี่เลยทีเดียว นอกจากนี้ บางคนก็คิดว่าคนทำงาน โดยเฉพาะในสายงานสร้างสรรค์ สามารถสร้างผลงานได้ดีกว่าเวลาเข้าไปพบปะแลกเปลี่ยนกันในที่ทำงาน

แต่หากจะใช้จีนเป็นเกณฑ์วัด ความนิยมสร้างตึกสูงอาจไม่กลับมาเหมือนเดิมแล้ว ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาก่อนหน้าการระบาดใหญ่ ตึกสูงมากเกิน 300 เมตรที่สร้างขึ้น 115 ตึก เป็นของจีนถึง 85 ตึก

และแล้วโควิดก็เกิดขึ้น ตึกเหล่านี้ในจีนถูกปล่อยให้ร้างคน แล้วทางการจีนก็เริ่มออกกฎหลายชุดในการจำกัดการสร้างตึกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นห้ามสร้างอาคารเลียนแบบสิ่งก่อสร้างดัง ๆ ในโลกฝั่งตะวันตก อาทิ หอไอเฟล ต่อมาในเดือน ก.ค. ปีนี้ มีการออกกฎห้ามสร้างตึกสูงกว่า 500 เมตร และก็อนุญาตสร้างตึกที่สูงกว่า 250 เมตรอย่างจำกัดมาก

ล่าสุด ทางการยังได้ออกกฎเพิ่ม ห้ามสร้างตึกสูงเกิน 150 เมตรในเมืองที่มีประชากรไม่ถึง 3 ล้านคน

นี่แสดงให้เห็นว่าทางการจีนเริ่มตระหนักเหมือนนักลงทุนในสหรัฐฯ แล้วว่า ต้องเริ่มสร้างตึกที่จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วย

ที่ผ่านมา ตึกสูงระฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความสามารถทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี แต่การระบาดใหญ่ผลักดันผู้สร้างคิดถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความยืดหยุ่น และการเข้าถึงธรรมชาติมากขึ้น