โควิด-19 : โลกจับตาบราซิล หลังเชื้อกลายพันธุ์แพร่ไปแล้วในกว่า 25 ประเทศ

Beach-goers crowding on a beach in Rio de Janeiro in February 2021

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์กังวลกับการที่บราซิลดำเนินโครงการให้วัคซีนแก่ประชาชนท่ามกลางมาตรการควบคุมโลกที่หละหลวม
    • Author, นาทาเลีย ปาสซารินยู
    • Role, บีบีซี นิวส์ บราซิล

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การปล่อยให้คนที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ไม่ครบโดสจำนวนมากไปปะปนอยู่กับคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนในขณะที่โรคนี้กำลังระบาดอยู่นั้น อาจทำให้เกิด "แหล่งเพาะพันธุ์ใหญ่"ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กลายพันธุ์ที่ทนทานต่อวัคซีนได้

ความกังวลนี้มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อสูงในขณะที่การให้วัคซีนแก่ประชาชนยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าระวังการเกิดเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ ๆ ระบุว่า การระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดใหม่ในบราซิลที่เรียกว่า P.1 อาจทำให้ประเทศนี้กลายเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์ใหม่

ปัจจุบันเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์บราซิลได้แพร่ระบาดไปในกว่า 25 ประเทศ โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ระบุว่าบราซิลมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้วทั้งสิ้นเกือบ 278,000 ราย

แม้จะมีอัตราการตายสูง แต่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างผู้ว่าการรัฐต่าง ๆ ของบราซิลกับประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ที่มักไม่ยอมรับถึงความร้ายแรงของโควิด-19 ก็ส่งผลกระทบต่อการใช้มาตรการล็อกดาวน์ และการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อความพยายามให้วัคซีนแก่ประชาชนในประเทศ

โดยพบว่ามีประชากรบราซิลประมาณ 4% (ราว 8.6 ล้านคน) ที่ได้รับการฉีดวัคซีนโดสแรก ในขณะที่ผู้ได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสมีเพียง 2.9 ล้านคน

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ คือส่วนผสมที่อันตราย

หลบเลี่ยงภูมิต้านทาน

A nurse prepares a covid-19 vaccine on a vaccination drive-thru, in Brasilia, Brazil, 10 March 2021.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, วัคซีนต้านโควิด-19 ในปัจจุบันออกฤทธิ์ต่อ "โปรตีนหนาม" ที่เชื้อไวรัสใช้ยึดเกาะกับเซลล์ในร่างกายคนเราเพื่อทำให้เราติดเชื้อ

ในขณะที่เชื้อไวรัสแพร่ระบาด พวกมันจะมีการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้วิธีการหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เพื่อให้สามารถโจมตีเซลล์และทำให้เราติดเชื้อได้

ดร.จูเลียน ถัง นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ในสหราชอาณาจักร ระบุว่า เมื่อเชื้อ Sars-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายของคนเรา และต่อสู้กับแอนติบอดีหรือสารภูมิต้านทานที่มีอยู่ปริมาณเล็กน้อย เชื้อจะเกิดการกลายพันธุ์เพื่อให้สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นและมีความทนทานต่อแอนติบอดีเหล่านั้น

กระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งในวิวัฒนาการของไวรัส

ดร. ถังกล่าวว่า "หากคุณได้รับวัคซีนวันนี้ คุณจะยังไม่มีภูมิต้านทานโรคในทันที เพราะจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 สัปดาห์กว่าที่แอนติบอดีจะปรากฏขึ้นในร่างกาย และคุณยังสามารถติดเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม หรือสายพันธุ์ P.1 ของบราซิลได้อยู่"

"หากแอนติบอดีที่ได้จากวัคซีนปรากฏขึ้นในช่วงเดียวกับที่คุณกำลังติดเชื้อไวรัส และเชื้อกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นในร่างกายของคุณ เชื้ออาจเพิ่มจำนวนด้วยวิธีการหลบเลี่ยงแอนติบอดีที่ร่างกายกำลังผลิตขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้การกลายพันธุ์ที่เป็นประโยชน์ต่อไวรัสมากที่สุดได้คงอยู่ต่อไปและเพิ่มจำนวนขึ้นตามกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ" เขากล่าว

ดังนั้น ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว แต่เกิดติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ก็ยังสามารถแพร่เชื้อเหล่านี้ไปสู่ผู้อื่นได้

เมื่อกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง เช่นในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการให้วัคซีนในระดับปานกลาง ก็อาจทำให้เกิด "แรงกดดัน" ทางชีวภาพที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์

ดร.ปีเตอร์ เบเกอร์ รองผู้อำนวยการกลุ่มสุขภาพและการพัฒนาโลกแห่งอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ระบุว่ากรณีดังกล่าว "จะทำให้เกิดภาวะสมดุลกันระหว่างผู้มีภูมิคุ้มกันโรคกับผู้ติดเชื้อ...และเมื่อประชากรสองกลุ่มปะปนกันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อกลายพันธุ์ทนทานต่อวัคซีนขึ้น"

เชื้อกลายพันธุ์ที่ติดได้ง่ายขึ้น

A Brazilian elderly woman receives a dose of the Coronavac vaccine at a drive through vaccination center at the Sambodrome Rio Carnival venue, in Rio de Janeiro, Brazil, on February 6, 2021.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีประชากรบราซิลเพียง 4% ที่ได้รับการฉีดวัคซีนโดสแรก

ข้อมูลบ่งชี้ว่าเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์บราซิล (P.1) ซึ่งพบครั้งแรกในเมืองมาเนาส์ช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในบราซิล อาจติดต่อกันได้ง่ายขึ้น และสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อครั้งก่อน

เชื้อสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า E484k ในส่วนของ "โปรตีนหนาม" (spike protein) ของเชื้อไวรัส ซึ่งช่วยให้ไวรัสสามารถยึดเกาะกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์ได้ดีขึ้น และช่วยลดประสิทธิภาพของแอติบอดี

งานวิจัยของสถาบันฟิโอครูซ ในบราซิลพบว่า เชื้อสายพันธุ์ P.1 ได้แพร่ระบาดเข้าไปในอย่างน้อย 10 รัฐ จากทั้งหมด 27 รัฐของบราซิล

การสำรวจในพื้นที่ 8 รัฐ พบว่า กว่า 50% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ใน 6 รัฐ เป็นการติดเชื้อโรคโควิด 1 ใน 3 สายพันธุ์ที่นักวิทยาศาสตร์กำลังกังวล คือ สายพันธุ์ P.1 ของบราซิล, สายพันธุ์อังกฤษ และสายพันธุ์แอฟริกาใต้

นายชาร์ลี วิตเทเกอร์ นักวิจัยด้านระบาดวิทยาที่อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ระบุว่า "หากไม่มีมาตรการควบคุม เชื้อกลายพันธุ์ P.1 จะกลายเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดการระบาดระลอกใหญ่"

วัคซีนกับเชื้อกลายพันธุ์

Multiple coffins being buried at a cemetery in Brazil

ที่มาของภาพ, EPA/RAPHAEL ALVES

คำบรรยายภาพ, บราซิลมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากเป็นที่สองของโลกรองจากสหรัฐฯ

ในงานวิจัยอีกชิ้นของอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเซาเปาโล และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเมินว่า เชื้อ P.1 สามารถติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อโรคโควิด-19 ดั้งเดิมที่ยังปรากฏในบราซิลถึง 1.4 - 2.2 เท่า

นอกจากนี้ มันอาจสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้ราว 25% - 61% ของการติดเชื้อทั้งหมด

ศาสตราจารย์เบเกอร์กล่าวว่า "เมื่อไวรัสกลายพันธุ์สัมผัสกับผู้ที่เคยมีภูมิคุ้มกันหรือเคยติดเชื้อมาแล้ว ก็จะมีแรงกดดันให้เชื้อต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อพยายามหาหนทางให้คนเหล่านี้กลับมาติดเชื้อได้อีก"

"ดังนั้นการผสมกันระหว่างการระบาดใหญ่ในปัจจุบันกับครั้งที่ผ่านมาจึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ใหญ่ของเชื้อกลายพันธุ์ ซึ่งเราคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในบราซิล"

ห้องแล็บกลางแจ้ง

A demonstrator from the NGO 'Rio De Paz' ties a Brazilian flag to a cross in Copacabana beach on August 8, 2020 in Rio de Janeiro, Brazil.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในบราซิลสูงเป็นประวัติการณ์ โดยผลการประเมินบางชิ้นบ่งชี้ว่ายอดผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศอาจพุ่งแตะหลักครึ่งล้านรายภายในสิ้นปี 2021

ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมของบราซิลอยู่ที่เกือบ 11.5 ล้านคน แซงหน้าอินเดีย และตามหลังเพียงสหรัฐฯ ที่มียอดผู้ติดเชื้อรวมสูงสุดในโลกคือ 30 ล้านคน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก เมื่อวันที่ 15 มี.ค. พบว่าบราซิลมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนหน้ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 76,000 คน มากกว่าสหรัฐฯ ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 52,000 คน ขณะที่อินเดียมี 26,000 คน

ดร.ถังชี้ว่านี่ทำให้กิดความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเชื้อกลายพันธุ์ที่ทนทานต่อวัคซีน

"หากปล่อยทิ้งไว้ เชื้อกลายพันธุ์ของบราซิลจะเพิ่มจำนวนขึ้นจนคุมไม่อยู่และแพร่ระบาดไปทั่ว โดยในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อสูงจะมีภัยคุกคามต่อวัคซีน เพราะเชื้อกลายพันธุ์ที่สามารถหลบเลี่ยงวัคซีนได้อาจอุบัติขึ้นจากการที่เชื้อกลุ่มนี้เพิ่มจำนวนขึ้น"

วัคซีนจะป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ได้หรือไม่

Elderly people receiving their jab in Brazil

ที่มาของภาพ, REUTERS/Ricardo Moraes

คำบรรยายภาพ, วัคซีนต้านโควิด-19 ที่บราซิลให้แก่ประชาชนในปัจจุบันคือของบริษัทซิโนแวคของจีน และของออกซ์ฟอร์ดกับแอสตร้าเซนเนก้า

วัคซีนต้านโควิด-19 ที่บราซิลให้แก่ประชาชนในปัจจุบันคือชนิดที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทซิโนแวคของจีน และของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดร่วมกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า

หลังจากปฏิเสธจะซื้อวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์มานานหลายเดือน ในที่สุดประธานาธิบดีโบลโซนาโร ก็ยอมลงนามในร่างกฎหมายที่เอื้อให้ซื้อวัคซีนชนิดนี้ได้รวดเร็วขึ้น

งานวิจัยเบื้องต้นพบหลักฐานบ่งชี้ว่าวัคซีนของออกซ์ฟอร์ดและแอสตร้าเซนเนก้า มีประสิทธิภาพน้อยลงในการป้องกันเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ซึ่งมีการกลายพันธุ์ E484k แบบเดียวกับสายพันธุ์บราซิล แต่ก็ยังถือว่าให้การป้องกันในระดับที่ดีอยู่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความยากลำบากที่จะทำให้โครงการให้วัคซีนดำเนินไปด้วยความสำเร็จ

อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่า มาตรการควบคุมโรคต่าง ๆ เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม และการล็อกดาวน์ ยังคงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำในระหว่างที่กำลังดำเนินโครงการให้วัคซีนแก่ประชาชน

ศาสตราจารย์เบเกอร์ชี้ว่า มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงจะช่วยชะลออัตราการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ ๆ แต่ยังช่วยซื้อช่วงเวลาที่สำคัญ เพื่อรับประกันว่าวัคซีนที่ให้แก่ประชาชนจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Brazilian President Jair Bolsonaro removes his mask during the signing ceremony of bills to expand the capacity to purchase vaccines by the Federal Government, at the Planalto Palace, in Brasilia, Brazil, 10 March 2020.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ผู้นำบราซิลมักไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค และติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว

แต่ประธานาธิบดีโบลโซนาโร กลับยืนยันจุดยืนในการต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์ โดยอ้างว่าเป็น "นโยบายที่ไม่มีที่ใดในโลกใช้ได้ผล" พร้อมบอกให้คนบราซิลเลิก "ตื่นตระหนกเกินเหตุ" กับโควิด-19

นายเยเซม โอเรลยานา นักวิจัยด้านระบาดวิทยาของสถาบันฟิโอครูซ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า "ขณะนี้บราซิลคือภัยคุกคามมนุษยชาติและเป็น 'ห้องแล็บกลางแจ้ง' สิ่งดีที่สุดที่เราพอทำได้คือหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ในการให้วัคซีนครั้งใหญ่แก่ประชาชน หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในทีมบริหารจัดการโรคระบาดครั้งนี้"

นายเทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก บอกว่าสถานการณ์โควิด-19 ระบาดในบราซิล "น่ากังวลอย่างยิ่ง" พร้อมเตือนว่าปัญหานี้อาจลุกลามเข้าไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค

"หากบราซิลไม่จริงจัง ปัญหานี้จะส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านในภูมิภาคทั้งหมด ตลอดจนประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ"