โควิด-19: เรารู้อะไรแล้วบ้างเกี่ยวกับเชื้อใหม่กลายพันธุ์ที่ระบาดในอังกฤษ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เจมส์ กัลลาเฮอร์
- Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์และสุขภาพ
เชื้อไวรัสโคโรนาก่อโรคโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ชนิดใหม่และสามารถ "แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว" เป็นต้นเหตุทำให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์กรุงลอนดอน และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ รวมทั้งยังทำให้ต้องยกระดับการควบคุมโรคระบาดช่วงเทศกาลคริสต์มาสในพื้นที่อื่น ๆ ของอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ ตลอดจนทำให้หลายประเทศสั่งปิดพรมแดนห้ามการเดินทางมาจากสหราชอาณาจักรอย่างเร่งด่วน
ข้อมูลจากรัฐบาลพบว่า 28% ของผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในกรุงลอนดอน ช่วงกลางเดือน พ.ย. เป็นเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ แต่ปัจจุบันพบว่าสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มมาเป็นกว่า 60%
อะไรทำให้เชื้อก่อโรคโควิด-19 ชนิดใหม่นี้กลายเป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ของอังกฤษภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน
คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลอังกฤษชี้ว่ามีความเชื่อมั่นใน "ระดับปานกลาง" ว่าเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าเชื้อโรคโควิด-19 ชนิดอื่น
ในขณะที่การศึกษาเกี่ยวกับไวรัสชนิดใหม่นี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น จึงทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมาย
เหตุใดไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่จึงน่ากังวล
มีปัจจัย 3 อย่างที่ทำให้ต้องจับตามองไวรัสชนิดนี้อย่างใกล้ชิด
- แพร่ระบาดแทนที่เชื้อโรคโควิด-19 อีกชนิดอย่างรวดเร็ว
- เกิดการกลายพันธุ์ที่น่าจะส่งผลสำคัญต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้
- การกลายพันธุ์บางอย่างได้แสดงให้เห็นในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) แล้วว่า ทำให้เชื้อชนิดใหม่นี้มีความสามารถทำให้เซลล์ติดเชื้อได้มากขึ้น
ปัจจัยที่ประกอบกันข้างต้น บ่งชี้ว่าเชื้อโรคโควิด-19 ชนิดใหม่นี้สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถสรุปเรื่องนี้ได้แน่นอน เพราะเชื้อไวรัสชนิดใหม่นี้อาจกลายเป็นชนิดที่พบได้แพร่หลายขึ้นเพียงเพราะ "อยู่ถูกที่ถูกเวลา"
ศาสตราจารย์นิค โลแมน จากหน่วยศึกษาจีโนมเชื้อโรคโควิด-19 ของสหราชอาณาจักร ชี้ว่า การยกระดับควบคุมโรคระบาดในกรุงลอนดอนขึ้นสู่ระดับ 4 (tier 4) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนั้น เป็นมาตรการเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่
"การทดลองในห้องแล็บเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แต่คุณอยากจะรอต่อไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน (เพื่อรอดูผลแล้วค่อยดำเนินการควบคุมการระบาดอย่างนั้นหรือ) คงไม่ใช่ในสถานการณ์เช่นนี้" ศาสตราจารย์โลแมน กล่าว
ไวรัสชนิดนี้แพร่ระบาดเร็วแค่ไหน
มีการตรวจพบเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดใหม่เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยในเดือน พ.ย.พบว่าราว 1 ใน 4 ของการติดเชื้อในกรุงลอนดอนเป็นเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ แต่สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของการติดเชื้อที่พบในช่วงกลางเดือน ธ.ค.
กราฟด้านล่างแสดงให้เห็นว่าผลการตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 ตามศูนย์ตรวจหลายแห่ง เช่น ที่ห้องปฏิบัติการมิวตัน เคนส์ ไลต์เฮาส์ พบว่าเป็นเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ (สีส้ม) เป็นส่วนใหญ่
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์, 1

ด้านนักคณิตศาสตร์ต่างคำนวณข้อมูลการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อหาว่าเชื้อกลายพันธุ์ที่พบในอังกฤษนั้นแพร่ระบาดได้รวดเร็วเพียงใด
แต่การจะบ่งชี้ว่าการระบาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ หรือจากเชื้อไวรัสนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก
สำหรับตัวเลขที่นายกรัฐมนตรีจอห์นสันระบุก็คือ เชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้อาจสามารถแพร่สู่กันได้ง่ายขึ้นถึง 70% และอาจทำให้ค่าระดับการติดเชื้อพื้นฐาน (R number) เพิ่มขึ้นอีก 0.4 ซึ่งค่าดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ว่าการระบาดของโรคเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ตัวเลข 70% ที่ผู้นำอังกฤษพูดถึงนั้น ปรากฏอยู่ในข้อมูลที่นำเสนอโดย ดร.เอริก โวลซ์ จากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ดร.โวลซ์ กล่าวในช่วงหนึ่งว่า "ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอก...แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเชื้อสายพันธุ์เดิม และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องจับตาดูแนวโน้มนี้"
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ โจนาธาน บอล นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม ระบุว่า "หลักฐานที่เผยแพร่ตามแหล่งข้อมูลสาธารณะยังไม่เพียงพอที่จะลงความเห็นอย่างชัดเจนว่าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่แพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นจริงหรือไม่"
ระบาดไปไกลแค่ไหนแล้ว
เชื่อว่าเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้อาจอุบัติขึ้นในคนไข้ในสหราชอาณาจักร หรืออาจถูกนำเข้าจากประเทศที่มีความสามารถในการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาน้อยกว่า
ปัจจุบันพบเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ได้ทั่วสหราชอาณาจักร ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือ แต่พบผู้ติดเชื้อชนิดนี้มากเป็นพิเศษในกรุงลอนดอน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกของอังกฤษ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Nextstrain ที่เฝ้าสังเกตรหัสพันธุกรรมของตัวอย่างเชื้อไวรัสจากทั่วโลก บ่งชี้ว่า ผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดใหม่ในเดนมาร์ก และออสเตรเลีย มีต้นตอมาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเนเธอร์แลนด์ก็รายงานการพบผู้ติดเชื้อชนิดนี้เช่นกัน
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์, 2

นอกจากนี้ ยังพบเชื้อกลายพันธุ์คล้ายกันอุบัติขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมีรูปแบบการกลายพันธุ์คล้ายกัน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีความเกี่ยวโยงกับเชื้อกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักร
เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อนหรือไม่
เคยเกิดขึ้น
เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ตรวจพบครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ไม่ใช่ชนิดเดียวกับเชื้อที่กำลังระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก
เชื้อโรคก่อโควิด-19 กลายพันธุ์ที่ชื่อ D614G อุบัติขึ้นในยุโรปเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และกลายเป็นเชื้อชนิดหลักที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
ส่วนเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์อีกชนิดที่ชื่อ A222V ได้แพร่ระบาดไปทั่วยุโรป และเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อจากการไปพักร้อนที่ประเทศสเปน
เรารู้อะไรแล้วบ้างเกี่ยวกับเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่
ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นของเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่มีการเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 17 ประการ
โดยการเปลี่ยนแปลงในส่วนของ "โปรตีนหนาม" (spike protein) ของเชื้อไวรัส ถือเป็นกุญแจสำคัญที่เชื้อใช้ไขประตูเข้าไปสู่เซลล์ในร่างกายคนเราได้ง่ายขึ้น
การกลายพันธุ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า N501Y มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนสำคัญส่วนใหญ่ของหนามที่เรียกว่า "ส่วนยึดจับกับตัวรับบนผิวเซลล์" (receptor-binding domain) ซึ่งนี่เป็นส่วนแรกที่หนามของไวรัสจะสัมผัสกับพื้นผิวเซลล์ในร่างกายคนเรา
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาใด ๆ ที่จะทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายคนเราได้ง่ายขึ้นก็จะทำให้เชื้อมีขีดความสามารถในการโจมตีเซลล์ของมนุษย์มากขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาสตราจารย์โลแมน ชี้ว่านี่ดูเหมือนจะเป็นการปรับตัวที่สำคัญของเชื้อไวรัสโคโรนาที่กลายพันธุ์
ส่วนการกลายพันธุ์แบบอื่นที่เรียกว่า การตัดองค์ประกอบ (deletion) H69/V70 ซึ่งมีการตัดส่วนที่เล็กของหนามออกไป เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งรวมถึงเชื้อกลายพันธุ์อันโด่งดังที่พบในตัวมิงค์เมื่อเร็ว ๆ นี้
ผลการศึกษาของศาสตราจารย์ราวี กุปตา จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พบข้อมูลบ่งชี้ว่า การกลายพันธุ์ในลักษณะนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการติดเชื้อขึ้นถึง 2 เท่า ในการทดลองในห้องแล็บ
การศึกษาจากนักวิจัยคณะเดียวกันนี้ยังบ่งชี้ว่าการกลายพันธุ์แบบตัดองค์ประกอบนั้น ทำให้แอนติบอดีจากเลือดของผู้ติดเชื้อมีประสิทธิภาพในการโจมตีและต่อสู้กับเชื้อไวรัสน้อยลง
ศาสตราจารย์กุปตา กล่าวว่า "มันกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเป็นกังวล พวกเราเป็นกังวล นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างเป็นกังวล"
เชื้อกลายพันธุ์มาจากไหน
เชื้อก่อโรคโควิด-19 ชนิดใหม่นี้มีการกลายพันธุ์สูงเป็นพิเศษ
คำอธิบายที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือมันเกิดขึ้นในคนไข้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ จึงทำให้ร่างกายของคนไข้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์
เชื้อกลายพันธุ์อันตรายขึ้นหรือไม่
ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้เป็นอันตรายต่อชีวิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องเฝ้าสังเกตต่อไป
อย่างไรก็ตาม แค่การที่เชื้อสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างปัญหาให้แก่โรงพยาบาล เพราะถ้าเชื้อชนิดใหม่ทำให้คนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้มีคนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นนั่นเอง
วัคซีนจะยังใช้ได้ผลกับเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่หรือไม่
ใช้ได้อย่างแน่นอน หรืออย่างน้อยก็ยังใช้ได้ในตอนนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
วัคซีนชั้นนำ 3 ชนิดที่มีอยู่ขณะนี้ จะกระตุ้นให้ร่างกายคนเรามีภูมิคุ้มกันต่อหนามไวรัสในปัจจุบัน
วัคซีนจะฝึกให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีกับส่วนต่าง ๆ ของไวรัส ดังนั้นแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ในส่วนของหนาม แต่วัคซีนก็ยังจะใช้ได้ผลอยู่
"แต่ถ้าเราปล่อยให้เกิดการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นอีก คุณก็ควรเริ่มกังวล" ศาสตราจารย์กุปตา กล่าว
"ไวรัสชนิดนี้มีแนวโน้มจะไปสู่การกลายพันธุ์ที่ทำให้วัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ (vaccine escape) และมันได้เริ่มมุ่งสู่แนวโน้มนี้แล้ว"
vaccine escape เกิดขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงจนทำให้สามารถหลบเลี่ยงประสิทธิภาพเต็มของวัคซีน และทำให้คนติดเชื้อ
เชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้คือหลักฐานล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าเชื้อไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคโควิด-19 ยังพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้เราติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
ข้อมูลที่นำเสนอโดย ศาสตราจารย์เดวิด โรเบิร์ตสัน จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ลงความเห็นว่า "เชื้อไวรัสชนิดนี้อาจกลายพันธุ์เพื่อให้หลบเลี่ยงวัคซีนได้"
นี่จะทำให้เราเผชิญกับสถานการณ์เดียวกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะต้องปรับปรุงวัคซีนป้องกันโรคนี้อย่างต่อเนื่อง แต่โชคดีที่วัคซีนที่เรามีอยู่ในปัจจุบันเอื้อให้ปรับปรุงได้โดยง่าย












