โควิด-19: เชื้อกลายพันธุ์ที่น่าจับตามีกี่ชนิด และแพร่ระบาดไปไกลแค่ไหนแล้ว

Russian people wearing a protective face masks walk on a street decorated for the upcoming Christmas and New Year"s celebrations during the pandemic of SARS-CoV-2 coronavirus Moscow, Russia, 28 December 2020

ที่มาของภาพ, EPA

ฟินแลนด์ กลายเป็นประเทศล่าสุดที่ยืนยันการพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์จากอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่ "แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว" ชนิดนี้กำลังแพร่ระบาดไปในอย่างน้อย 17 ประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ขณะที่เชื้อกลายพันธุ์อีกชนิดจากแอฟริกาใต้ก็มีอัตราการติดเชื้อที่ "น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง" ทำให้ทางการต้องยกระดับควบคุมโรค

เจ้าหน้าที่ในฟินแลนด์ ยืนยันเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ว่ามีพลเมืองฟินแลนด์อย่างน้อย 1 คนที่เพิ่งเดินทางกลับจากสหราชอาณาจักร ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ขณะนี้ผู้ติดเชื้อและครอบครัวได้เข้ากระบวนการกักตัวแล้ว ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ในฟินแลนด์ 2 ราย

ข่าวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเกาหลีใต้ประกาศข่าวการพบพลเมือง 3 คนที่เดินทางกลับจากกรุงลอนดอนเมื่อสัปดาห์ก่อนติดเชื้อกลายพันธุ์ชนิดเดียวกันนี้

ก่อนหน้านี้ มีรายงานพบเชื้อกลายพันธุ์จากอังกฤษ ในประเทศออสเตรเลีย เดนมาร์ก สเปน สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี จอร์แดน เลบานอน เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ แคนาดา และญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่ในแคนาดาระบุว่า พบผู้ติดเชื้อ 2 คนในรัฐออนแทรีโอที่ไม่มีประวัติเคยเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อมาก่อน

ขณะที่ญี่ปุ่นดำเนินมาตรการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์จากอังกฤษ ด้วยการห้ามคนต่างชาติที่ไม่มีสิทธิ์พำนักในญี่ปุ่นเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.

โดยนับแต่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ 5 คนที่เดินทางมาจากสหราชอาณาจักรนั้น ญี่ปุ่นก็พบผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อเพิ่มอีก 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นการติดเชื้อภายในประเทศ

An elderly woman receives the Pfizer-BioNTech coronavirus disease (COVID-19) vaccine at a nursing home in Burgbernheim, Germany, December 28, 2020

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปเริ่มโครงการให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา

สหราชอาณาจักรรายงานการพบเชื้อไวรัสโคโรนาก่อโรคโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า VUI-202012/01 ครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ระบุว่าเชื้อชนิดนี้อาจสามารถแพร่สู่กันได้ง่ายขึ้นถึง 70%

คาดว่าเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้อาจอุบัติขึ้นจากคนไข้ในสหราชอาณาจักร หรืออาจถูกนำเข้าจากประเทศที่มีความสามารถในการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาน้อยกว่า และได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรขณะนี้ โดยข้อมูลของทางการเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ระบุว่า สหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อรายวันจำนวน 41,385 คน และเสียชีวิตเพิ่มอีก 357 คน

3 ปัจจัย ที่ทำให้ต้องจับตามองไวรัสกลายพันธุ์ของอังกฤษ

  • แพร่ระบาดแทนที่เชื้อโรคโควิด-19 อีกชนิดอย่างรวดเร็ว
  • เกิดการกลายพันธุ์ที่น่าจะส่งผลสำคัญต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้
  • การกลายพันธุ์บางอย่างได้แสดงให้เห็นในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) แล้วว่า ทำให้เชื้อชนิดใหม่นี้มีความสามารถทำให้เซลล์ติดเชื้อได้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้มีความเป็นไปได้ว่าไวรัสกลายพันธุ์นี้จะสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้นหรือทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันในเรื่องนี้

การกลายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญของไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 นี้น่าจะเกิดจากคนไข้ที่มีระบบภูมิต้านทานอ่อนแอซึ่งไม่สามารถต่อสู้กับไวรัสได้ จึงทำให้ร่างกายของคนไข้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่หลายบริษัทเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมาได้และผ่านการอนุมัติใช้จะยังคงใช้ได้ผลกับเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้ได้อย่างแน่นอน หรืออย่างน้อยก็ยังใช้ได้ในตอนนี้ แต่หากไวรัสมีการพัฒนาหรือปรับตัวขึ้นจนสามารถหลบเลี่ยงการทำงานของวัคซีนได้ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด

เชื้อกลายพันธุ์ชนิดอื่น

นอกจากสหราชอาณาจักร ก็ยังพบการอุบัติของเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์อีกชนิดในประเทศแอฟริกาใต้ที่ชื่อ 501.V2 ซึ่งดูเหมือนจะมีการกลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นจากชนิดที่พบในอังกฤษและทำให้เชื้อติดต่อได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว

นับแต่ทีมนักวิทยาศาสตร์ตรวจพบเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้ในแอฟริกาใต้เมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็พบว่ามันได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ในประเทศ โดยเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา แอฟริกาใต้กลายเป็นประเทศแรกในทวีปแอฟริกาที่มีผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโรคโควิด-19 ทะลุหลัก 1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 26,735 คน นับแต่โรคเริ่มระบาดเข้าไปในประเทศเมื่อเดือน มี.ค.

Cyril Ramaphosa makes TV address - 28 December

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ผู้นำแอฟริกาใต้กล่าวว่า อัตราการติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศเพราะประชาชน "การ์ดตก"

ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งไม่หยุด ส่งผลให้ประธานาธิบดีซีริล รามาโพซา ของแอฟริกาใต้ประกาศยกระดับควบคุมโรค โดยประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานระหว่างเวลา 21.00-06.00 น. ห้ามการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และห้ามการชุมนุมต่าง ๆ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. ไปจนถึงวันที่ 15 ม.ค.เป็นอย่างน้อย

ผู้นำแอฟริกาใต้กล่าวผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ว่า เชื้อกลายพันธุ์ 501.V2 เป็นเชื้อหลักที่กำลังระบาดในประเทศ และอัตราการติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นก็ "น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง"

ส่วนเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา หน่วยงานควบคุมโรคของแอฟริการายงานการพบเชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์อีกชนิดที่ชื่อ P681H ในประเทศไนจีเรีย โดยเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ได้กลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ที่พบในอังกฤษหรือแอฟริกาใต้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้จะไม่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเท่าสองชนิดที่กล่าวมาข้างต้น