เฉียน เสวียเซิน: ชาวจีนผู้ถูกสหรัฐฯ เนรเทศ และช่วยให้จีนไปอวกาศสำเร็จ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนผู้นี้ช่วยให้สองชาติมหาอำนาจเดินทางไปดวงจันทร์สำเร็จ แต่มีชาติเดียวเท่านั้นที่จดจำและสรรเสริญคุณูปการของเขา
ที่นครเซี่ยงไฮ้ มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่มีของ 70,000 ชิ้น จัดแสดงเกี่ยวกับชีวิตของ เฉียน เสวียเซิน "นักวิทยาศาสตร์ของผู้คน"
เฉียนเป็นบิดาแห่งโครงการขีปนาวุธและอวกาศของจีน งานวิจัยของเขาช่วยสร้างจรวดที่พาดาวเทียมดวงแรกของจีนไปโคจรในอวกาศ และขีปนาวุธที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธนิวเคลียร์
แต่สหรัฐฯ แทบจะไม่จดจำเขาเลย แม้ว่าเฉียนจะใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือประเทศนี้เหมือนกัน
เฉียนเกิดเมื่อปี 1911 ขณะจีนกำลังจะเปลี่ยนพ้นจากสมัยราชวงศ์สุดท้ายมาสู่ระบอบสาธารณรัฐ เขามีพรสวรรค์ตั้งแต่ยังเด็ก ๆ เรียนจบที่หนึ่งของชั้นที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ก่อนจะได้ทุนที่น้อยคนจะได้ไปเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ (เอ็มไอที)
จากเอ็มไอที เขาย้ายไปเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (แคลเท็ค) โดยมีธีโอดอร์ ฟอน คาร์แมน วิศวกรการบินชื่อดังชาวฮังการีเป็นที่ปรึกษา
เขาเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มนักคิดที่ขนานนามกันว่า "The Suicide Squad" ที่ค้นคว้าเรื่องการยิงจรวด ต่อมากองทัพสหรัฐฯ ให้ทุนพวกเขาค้นคว้าเรื่องการใช้ไอพ่นช่วยให้เครื่องบินขึ้นได้เร็วขึ้นบนลานบินสั้น ๆ นอกจากนี้ เขายังเป็นส่วนสำคัญในโครงการ "Jet Propulsion Lab" ในปี 1943 ที่ได้รับทุนจากกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำทีมของธีโอดอร์ ฟอน คาร์แมน

ที่มาของภาพ, Alamy
เฉียนมีสัญชาติจีน แต่ตอนนั้นจีนก็เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ เขาจึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ เข้าถึงข้อมูลลับได้ และถึงขั้นได้เป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย
แต่จู่ ๆ ความก้าวหน้าทางการงานเขาในสหรัฐฯ ก็ต้องหยุดชะงัก ประธานเหมา เจ๋อตุง ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และสหรัฐฯ ก็เริ่มไม่ไว้ใจจีนในทันที
ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการคนใหม่ของโครงการ Jet Propulsion Lab ก็เริ่มสงสัยว่ามีสายลับในองค์กรหรือไม่ และนำความเคลือบแคลงนี้ไปปรึกษากับสำนักงานสอบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ และต่อมาก็เกิดสงครามเย็น
เฉียนถูกกล่าวหาโดยเอฟบีไอว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หลังจากเขาไปเข้าร่วมกิจกรรมพบปะที่เอฟบีไอสงสัยว่าเป็นการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์พาเซดีนา (Pasadena Communist Party)
แต่นี่ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นมาร์กซิสต์ การเป็นคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นคือการแสดงท่าทีต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติเท่านั้น
จวอเยว หวัง อาจารย์ประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิครัฐแคลิฟอร์เนีย บอกว่า ไม่เคยมีหลักฐานเลยว่าเขาเคยเป็นสายลับ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ขณะอยู่ในสหรัฐฯ
แม้ว่า ธีโอดอร์ ฟอน คาร์แมน และเพื่อนร่วมงานเขาจะเขียนจดหมายไปร้องขอรัฐบาลสหรัฐฯ แต่เขาก็ถูกกักกันภายในบริเวณบ้านเป็นเวลาถึง 5 ปี ก่อนที่ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ จะสั่งเนรเทศเขา ภรรยา และลูกที่เกิดในสหรัฐฯ อีกสองคน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่าจะไม่มาเหยียบสหรัฐฯ อีก และก็ทำตามที่พูดไว้จริง ๆ
ต้องผ่านไปสักพักกว่าเขาจะได้รับความไว้วางใจให้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในที่สุดในปี 1958 เขาเอาชีวิตรอดจากช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมมาได้ และเริ่มต้นมีอาชีพการงานที่รุ่งโรจน์อีกครั้ง
จากที่จีนแทบไม่มีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านจรวด เขาใช้เวลา 15 ปี ทำให้จีนส่งดาวเทียมดวงแรกไปอวกาศได้สำเร็จ และก็ช่วยฝึกฝนนักวิทยาศาสตร์จีนรุ่นใหม่ ๆ สร้างรากฐานให้จีนส่งคนไปดวงจันทร์ได้สำเร็จในเวลาต่อมา
ถือเป็นเรื่องตลกร้ายที่ขีปนาวุธที่เฉียนช่วยพัฒนา กลายเป็นอาวุธที่ถูกนำไปโจมตีสหรัฐฯ เสียเอง อย่างในสงครามอ่าวเมื่อปี 1961
เฉียนมีชีวิตยาวนานเกือบศตวรรษ เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จีนกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจทั้งบนพื้นโลกและในอวกาศ
ปีที่แล้ว จีนสร้างประวัติศาสตร์เมื่อยานสำรวจฉางเอ๋อ 4 ได้ลงจอดในบริเวณที่เรียกว่า "ปล่องฟอนคาร์แมน" ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามที่ปรึกษาชาวฮังการีของเขานั่นเอง










