สหรัฐฯ ขู่พร้อมโจมตีหากซีเรียใช้อาวุธเคมีอีก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนรัฐบาลซีเรียว่าสหรัฐฯ "ล็อคเป้าและพร้อมยิง" โจมตีได้ทุกเมื่อ หากซีเรียจะใช้อาวุธเคมีอีก หลังจากที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ได้โจมตีเป้าหมาย 3 แห่งในซีเรีย โดยอ้างว่าเพื่อตอบโต้การที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองดูมาเมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้านรัฐบาลซีเรีย ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้อาวุธเคมี และระบุว่าเหตุการณ์ในดูมาเป็นการจัดฉากโดยกลุ่มกบฏ
ส่วนที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ปฏิเสธร่างมติของรัสเซีย ซึ่งมีเนื้อหาประณามการโจมตีที่นำโดยสหรัฐฯ
ปฏิกิริยาต่อการโจมตีที่นำโดยสหรัฐฯ
ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวันเสาร์ เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนถ้อยคำรุนแรง ขณะที่รัสเซีย พยายามผลักดันให้ที่ประชุมรับรองร่างมติประณามชาติตะวันตกที่สนับสนุนการโจมตีซีเรีย
นายวาสซีลี นีเบนเซีย ทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ อ่านคำพูดของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสว่า "เป็นอันธพาล" และ "แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่สนใจกฎหมายระหว่างประเทศ" ที่ลงมือโจมตีโดยไม่รอผลการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ขององค์การห้ามอาวุธเคมี (OPCW) ซึ่งกำลังสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเมืองดูมา

ที่มาของภาพ, David McNew/Getty Images
นางนิคกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติกล่าวว่า การโจมตี "มีเหตุผล ถูกต้องตามกฎหมาย และมีขนาดที่เหมาะสม" โดยระบุว่าได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกล่าวว่า "หากรัฐบาลซีเรียใช้แก๊สพิษอีก สหรัฐฯ ก็จะ "ล็อคเป้าและพร้อมยิง" เช่นกัน นางเฮลีย์กล่าวเสริมว่า "เมื่อประธานาธิบดีของเราขีดเส้นแดง เขาก็จะบังคับใช้มันด้วย" หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ให้โอกาสใช้วิธีทางการทูตหลายครั้งแล้ว แต่รัสเซียยังคงใช้อำนาจคัดค้านมติสหประชาชาติ
นางเฮลีย์ ระบุด้วยว่า "เราไม่สามารถอยู่นิ่งๆ แล้วปล่อยให้รัสเซียทำลายระเบียบโลก และไม่ตอบคำถามเรื่องการใช้อาวุธเคมี"
นายบาชาร์ จาอาฟารี ทูตซีเรียประจำยูเอ็น กล่าวว่าสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสเป็นพวก "โกหก สร้างความเสียหาย และหน้าไหว้หลังหลอก" ที่ใช้ยูเอ็น "เพื่อนโยบายการแทรกแซงและล่าอาณานิคม"
ทั้งนี้ จากจำนวนสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 15 ชาติ มีเพียงจีน และโบลิเวีย เท่านั้นที่ออกเสียงสนับสนุนร่างมติของรัสเซีย

ที่มาของภาพ, HECTOR RETAMAL/AFP/Getty Images
ส่วนปฏิกิริยาจากประเทศอื่น ๆ รวมถึง:
•นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า "ไม่มีทางเลือกอื่นที่ปฏิบัติได้จริง นอกเหนือไปจากการใช้กำลัง" แต่ย้ำว่าการโจมตี ไม่เกี่ยวข้องกับ "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง" ของซีเรีย
•ประธานาธิบดีเรเซป ทายยิบ เออร์โดกัน แห่งตุรกี กล่าวว่าการโจมตี "เหมาะสมแล้ว" เพื่อตอบโต้การโจมตี "ที่ไร้มนุษยธรรม" ของซีเรีย
•นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนธันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวสนับสนุนการโจมตีทางอากาศอย่างเต็มที่
•ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี แห่งอิหร่าน ระบุว่าสหรัฐฯ พยายาม หาเหตุผลให้กับบทบาทของตัวเองในภูมิภาค
•จีนแสดงจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร และเน้นว่าการเมืองเท่านั้นที่จะแก้ไขความขัดแย้งประเด็นซีเรียได้
สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าว
ผู้นำสหรัฐฯ ทวีตข้อความเมื่อวันเสาร์ ยกย่องการโจมตีว่าเป็น "ปฏิบัติการโจมตีแบบไร้ที่ติ" และขอบคุณสหราชอาณาจักร กับฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ทวีตว่า "ภารกิจสำเร็จลุล่วง" ทำให้นายอารี ไฟลท์เชอร์ อดีตที่ปรึกษาด้านสื่อของอดีตประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช เตือนว่า วลีนี้เคยถูกใช้ตอนที่อดีตประธานาธิบดีบุช ประกาศสิ้นสุดภารกิจการสู้รบในอิรักเมื่อปี 2003 เพียงหกสัปดาห์หลังจากที่รุกรานอิรัก แต่หลังจากนั้นก็เกิดกลุ่มติดอาวุธขึ้นในอิรักตามมา ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า วลีดังกล่าวเป็นความจริงมากน้อยเพียงใด
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ แถลงข่าวทางโทรทัศน์ โดยระบุว่าพันธมิตรสามชาติได้ "ผนึกกำลังอันชอบธรรม เพื่อต่อต้านความป่าเถื่อนและโหดร้าย" และหลังจากนั้นผู้นำสหรัฐฯ ได้คุยโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และประธานาธิบดีฝรั่งเศส เมื่อวันเสาร์ โดยเห็นพ้องกันว่าปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จ
สถานที่ที่ถูกโจมตี
ในการแถลงข่าวที่กระทรวงกลาโหมเมื่อวานนี้ พลโทเคนเนธ แม็คเคนซี ระบุว่ามีเป้าหมายสามแห่งที่ถูกโจมตี และจะมีผล "ให้โครงการอาวุธเคมีของซีเรีย ต้องถดถอยไปอีกหลายปี" ได้แก่:
•ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธเคมีบาร์ซาห์ ใกล้กับกรุงดามัสกัส ถูกขีปนาวุธ 76 ลูกถล่ม โดยในจำนวนนี้มี 57 ลูกที่เป็นขีปนาวุธโทมาฮอว์ก
•คลังเก็บอาวุธเคมี ฮิม ชินชาร์ ใกล้กับเมืองฮอมส์ ถูกขีปนาวุธถล่ม 22 ลูก ในจำนวนนี้เป็นขีปนาวุธโทมาฮอว์กเก้าลูก ขีปนาวุธสตอร์มแชโดว์ของสหราชอาณาจักรแปดลูก และขีปนาวุธร่อนของกองทัพเรือฝรั่งเศสห้าลูก
•คลังอาวุธเคมีใต้ดิน ฮิม ชินชาร์ ใกล้กับเมืองฮอมส์ ถูกถล่มด้วยขีปนาวุธสกัลป์เจ็ดลูก
พลโทแม็คเคนซี กล่าวว่า "จากการประเมินเบื้องต้น ดูเหมือนเราจะบรรลุจุดประสงค์ทางการทหารโดยปราศจากการแทรกแซงจากซีเรีย" และ ไม่มีเครื่องบิน หรือขีปนาวุธถูกระบบป้องกันภัยของซีเรียสกัด ซึ่งเครื่องบินทุกลำเดินทางกลับถึงฐานทัพอย่างปลอดภัย และแม้ซีเรียจะยิงขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ 40 ลูก แต่ส่วนมากคือยิงหลังจากที่เป้าหมายถูกทำลายแล้ว
อย่างไรก็ตาม คำแถลงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขัดแย้งกับข้อมูลของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซึ่งระบุว่ามีการยิงขีปนาวุธนำวิถี 103 ลูก แต่ 71 ลูกถูกสกัดไว้ได้โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของซีเรีย
ทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ ระบุว่าไม่มีรายการผู้ถูกลูกหลงจากการโจมตี แต่ซีเรียรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสามคนใกล้กับเมืองฮอมส์
สหรัฐฯ ระบุว่าได้สื่อสารผ่านโทรศัพท์สายตรงกับรัสเซีย ก่อนหน้าการโจมตี โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการโจมตี ซึ่งก่อนหน้านี้มีความกังวลกันว่า หากการโจมตีทำให้ทหารของรัสเซียได้รับบาดเจ็บ ก็อาจทำให้ความตึงเครียดรุนแรงขึ้นกว่านี้
กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตี มีขนาดใหญ่กว่าการโจมตีเมื่อเดือนเมษายน 2017 สองเท่า เหตุการณ์การครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีที่เมืองข่าน เชคูน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 80 ราย

ที่มาของภาพ, Reuters
ประธานาธิบดีทรัมป์ จะทำอย่างไรต่อไป
บทวิเคราะห์ โดยพีเจ โครว์ลีย์
อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
การใช้กำลังทหารโจมตีในครั้งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ยากยิ่ง นั่นคือการกำหนดขอบเขตให้กับสงครามที่ซีเรีย รัสเซีย และอิหร่านกำลังมีส่วนพัวพัน โดยทางสหรัฐฯ และพันธมิตรไม่ต้องการเปิดการสู้รบโดยตรง แต่ยังคงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อเอาชนะกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม ซึ่งเป็นภารกิจที่ใกล้จะสำเร็จแล้ว
เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวถึงความตั้งใจที่จะนำทหารสหรัฐฯ ราว 2,000 คนกลับจากซีเรียให้เร็วที่สุด แต่ต้องมาเผชิญกับการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในเมืองดูมาเสียก่อน
ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่า จำเป็นต้องยับยั้งไม่ให้มีการใช้อาวุธเคมี เพื่อไม่ให้เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ แต่ก็ยอมรับด้วยว่า สงครามกลางเมืองซีเรียไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยเรียกตะวันออกกลางว่าเป็น "ดินแดนที่มีแต่ปัญหา" ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ จะต้องเข้าไปมีบทบาทแก้ไข

ที่มาของภาพ, Photo by Matthew Daniels/U.S. Navy via Getty Image
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้
จุดสนใจในขณะนี้ อยู่ที่การสอบหาข้อเท็จจริง ว่ามีการใช้อาวุธเคมีในเมืองดูมาหรือไม่ โดยตัวแทนองค์การห้ามอาวุธเคมี ได้เดินทางถึงกรุงดามัสกัสเมื่อค่ำวานนี้ และรัฐบาลซีเรียกำลังอำนวยความสะดวกให้เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่
แม้กองทัพซีเรีย จะประกาศเมื่อวานนี้ด้วยว่า สามารถยึดเขตโกตาตะวันออก ซึ่งรวมถึงเมืองดูมา คืนจากกลุ่มกบฏได้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า เกิดระเบิดขึ้นทางตอนใต้ของเมืองอเล็ปโปเมื่อช่วงคำ่วานนี้ รวมถึงมีทหารซีเรียถูกโจมตีใกล้กับเมืองเดอีร์ อัล-ซอร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าความขัดแย้งในซีเรียยังจะไม่จบลงง่าย ๆ










