คนไข้ที่มีอาการปวดหลังมักได้รับการรักษาที่ไม่ได้ผล

ที่มาของภาพ, VOISIN/PHANIE/SCIENCE PHOTO LIBRARY
ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเผยแพร่ผลงานการศึกษาชิ้นนี้ไว้ในวารสารแลนเซ็ท (Lancet) เรียกร้องให้แพทย์ทั่วโลกเลิกจ่ายยาแรงที่เกินไป เลิกฉีดยา และผ่าตัดเพื่อแก้อาการปวดหลังเพราะเป็นการรักษาที่เกินจำเป็น และมีหลักฐานไม่มากที่ชี้ว่าได้ผล ขณะที่วิธีแก้อาการปวดหลังที่ดีที่สุดคือการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย
ในสหราชอาณาจักร มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหาสาเหตุและให้การรักษาอาการปวดหลัง โดยคนไข้บางคนอาจจำเป็นต้องได้รับการสแกนเพื่อตัดประเด็นที่เป็นสาเหตุอื่นออกไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการสแกนไม่ใช่สิ่งจำเป็นเพราะมักจะไม่ได้ให้ผลที่แน่ชัด
สัญญาณบ่งชี้ความผิดปกติ มีอาทิ:
- ปัสสาวะลำบาก
- รู้สึกอยากปัสสาวะแต่ไม่ออก
- มีความบกพร่องทางเพศ เช่น สูญเสียความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์
- เกิดอาการชาหรือเป็นเหน็บที่อวัยวะเพศหรือก้น
- กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่
- ขาอ่อนแรง
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าคนในวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหลังในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ และไม่มีผลพวงใด ๆ แต่จะเกิดซ้ำได้ โดยคนราว 1 ใน 3 จะกลับมาปวดหลังซ้ำอีกภายในเวลา 1 ปี หลังจากเคยปวดหลังเป็นช่วงสั้น ๆ มาแล้ว
แนวทางรักษาในสหราชอาณาจักรนั้น จะผสมผสานกันระหว่างการออกกำลังกาย และให้คำแนะนำวิธีรับมือกับอาการปวดหลังเพื่อจะได้มีสุขภาพชีวิตที่ดี โดยสถาบันเพื่อสุขภาพและความเป็นเลิศในการดูแลรักษา แนะนำว่าไม่ควรรักษาผู้ที่มีอาการปวดหลังหรือหรือปวดร้าวไปถึงขาด้วยการใช้เข็มขัด เครื่องพยุงหลัง อุปกรณ์พยุงเท้า หรือรองเท้าที่มีแผ่นรองพิเศษ นอกจากนี้ยังไม่ควรฝังเข็ม ใช้เครื่องดึง หรือใช้ไฟฟ้าบำบัด
ทั้งนี้ แพทย์สามารถให้ยาระงับปวดในกลุ่ม opioid อย่างโคเดอีน (codeine) ได้ หากใช้ยาบรรเทาอาการอักเสบเช่นแอสไพริน แล้วไม่ได้ผล อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยอาจติดยาแก้ปวดในกลุ่ม opioid ได้

ที่มาของภาพ, SEBASTIAN KAULITZKI/SCIENCE PHOTO LIBRARY
10 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง
1. หลังของคนเราแข็งแรงกว่าที่คุณคิด กระดูกสันหลังนั้นแข็งแรงและไม่ใช่จะบุบสลายได้ง่าย ๆ ดังนั้นในสถานการณ์ส่วนใหญ่ความเจ็บปวดมักจะเกิดจากอาการเคล็ดขัดยอกหรืออาการล้า
2. คุณแทบจะไม่ต้องได้รับการสแกนเลย
3. หลีกเลี่ยงการนอนอยู่บนเตียงเฉย ๆ ให้เคลื่อนไหวร่างกาย (แต่อย่าหักโหม)
4. ไม่ต้องกลัวที่จะย่อตัวหรือยกสิ่งของ แต่ให้ทำโดยไม่ต้องฝืน และใช้สะโพกและหัวเข่าช่วย
5. อย่าลืมว่าการออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายสามารถลดและป้องกันอาการปวดหลังได้
6. ยาแก้ปวดไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น
7. การผ่าตัดแทบจะไม่มีความจำเป็น
8. นอนหลับให้เพียงพอหากทำได้ เพราะจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น
9 คนเราสามารถปวดหลังได้โดยไม่จำเป็นต้องบาดเจ็บมีส่วนใดของหลังที่ได้รับความเสียหาย
10. หากยังปวดไม่หาย ให้ไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด
(ที่มา: สมาคมนักกายภาพบำบัด)
ศ.มาร์ติน อันเดอร์วูด แห่งมหาวิทยาลัยวอร์ริค หนึ่งในผู้เผยแพร่ผลงานวิจัยชิ้นนี้ในวารสารแลนเซท กล่าวว่าการรักษาอาการปวดหลังที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ช่วยลดอาการปวดหรือสูญเสียสมรรถภาพของหลังลงได้
"เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีรักษาอาการปวดหลังทั้งในสหราชอาณาจักรและในประเทศที่มีรายได้ปานกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาที่เสียต้นทุนสูงแต่ได้ผลต่ำ" และ "คนไข้จำนวนมากได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือไฮเทคและด้วยวิธีที่ถือเป็นการรบกวนร่างกาย โดยมีหลักฐานน้อยมากที่ชี้ว่าควรทำเช่นนั้น"
อย่างไรก็ดี ศ.เฮเลน สโตคส์-แลมพาร์ด ประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปของอังกฤษ กล่าวว่า การดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต และเคลื่อนไหวร่างกายอาจใช้ไม่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยทุกราย โดยเฉพาะอย่างในกรณีที่มีอาการปวดหลังรุนแรง ที่การใช้ยารักษาช่วยบรรเทาอาการปวดได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่ควรตัดวิธีรักษาด้วยการใช้ยาออกไป แต่ควรให้ยาในปริมาณน้อยที่สุดเป็นเวลาสั้นที่สุด
"เรารู้ว่าการได้รับการบำบัดทางจิตใจ เช่น การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ช่วยบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างในหลายพื้นที่ของอังกฤษได้"








