เจน กูดอลล์: นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ทำให้โลกรู้จักลิงชิมแปนซีมากขึ้น

เจน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.กูดอลล์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการให้ความรู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับลิงชิมแปนซี

"พวกมันทักทายด้วยการจูบและสวมกอดกัน พวกมันใช้การตบเบา ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่กัน พวกมันกุมมือ พวกมันแสวงหาการสัมผัสทางกายเพื่อบรรเทาความตื่นกลัว หรือความเครียด มันช่างเหมือนกับพวกเรามาก"

นี่คือสิ่งที่ ดร.เจน กูดอลล์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องลิงชิมแปนซีแถวหน้าของโลกอธิบายถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างมนุษย์กับชิมแปนซี ญาติใกล้ชิดที่สุดชนิดหนึ่งของเรา ซึ่งไม่ได้มีเพียงเท่านี้

"มันน่าตกใจมากที่พวกมันยังเหมือนเราในแง่ที่สามารถแสดงพฤติกรรมโหดร้ายและการต่อสู้กันแบบการทำสงคราม ขณะเดียวกันพวกมันยังชอบให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พวกมันต่างแสดงพฤติกรรมทั้งสองรูปแบบ" ดร.กูดอลล์ กล่าว

มนุษย์มีดีเอ็นเอเหมือนลิงชิมแปนซี 98.6% แต่โลกกลับมีความรู้เกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้อยู่น้อยมาก จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์หญิงชาวอังกฤษผู้นี้ได้เดินทางเข้าไปยังอุทยานแห่งชาติกอมเบ ในแทนซาเนีย เมื่อปี 1960

ดร.กูดอลล์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีถึงการอุทิศตนยาวนาน 6 ทศวรรษเพื่อทำให้โลกได้สนใจเกี่ยวกับสัตว์กลุ่มไพรเมตเหล่านี้ และการที่พวกมันช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นมนุษย์ของพวกเรา

ชื่อเสียงในสื่อ

Jane Goodall with one of her research subjects in the Gombe National Park in northern Tanzania

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.กูดอลล์ ผูกมิตรกับชิมแปนซีในอุทยานแห่งชาติกอมเบ ของแทนซาเนีย

ดร.กูดอลล์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในปี 1965 จากการปรากฏตัวบนปกนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟิก

การทำงานของเธอถูกนำไปถ่ายทอดในหนังสารคดีเรื่อง Miss Goodall and the Wild Chimpanzees ซึ่งหนังเรื่องนี้และเรื่องอื่น ๆ รวมทั้งข่าว บทความนิตยสาร และหนังสือต่าง ๆ เกี่ยวกับเธอได้ทำให้คนนับล้านทั่วโลกได้รู้จักกับพฤติกรรมทางสังคมและอารมณ์ของชิมแปนซีป่า

A chimp interacting with Jane Goodall

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพ ดร.กูดอลล์ มีปฏิสัมพันธ์กับชิมแปนซี ช่วยให้งานของเธอเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หนังสารคดีเรื่องดังกล่าวเผยให้เห็นภาพ ดร.กูดอลล์ เดินเท้าเปล่าอยู่ในป่าทึบ เล่นและกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับลูกลิงชิมแปนซี สร้างภาพประทับใจให้ผู้ชมรู้สึกว่าสิ่งที่เธอทำอยู่คืองานในอุดมคติ

ดร.กูดอลล์ ซึ่งปัจจุบันกลับมาอยู่ที่บ้านของครอบครัวในเมืองบอร์นมัธทางชายฝั่งตอนใต้ของอังกฤษ นึกย้อนถึงภาพจำอันโด่งดังนั้น และเธอจำได้ถึงความยากลำบากในการสร้างความไว้วางใจในหมู่ลิงในฝูง

"พวกมันปฏิบัติกับดิฉันราวกับดิฉันเป็นสัตว์นักล่า" เธอเล่า

ตอนนั้นพวกลิงชิมแปนซีแสดงท่าทางก้าวร้าวดุดันต่อเธอ พวกมันส่งเสียงร้อง และแยกเขี้ยวใส่เธอ พวกมันห้อยโหนไปตามกิ่งไม้พร้อมกับพองขน

"ลิงไร้หางสีขาวที่แปลกประหลาด"

"มันน่ากลัวทีเดียว" ตอนนั้นเธอรู้ดีว่า ชิมแปนซีแข็งแรงกว่าเธอมาก แต่เธอก็สะกดความรู้สึกกลัวเอาไว้

Mother Chimpanzee with offspring at Gombe

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.กูดอลล์ ใช้เวลา 1 ปีกว่าจะเข้าไปนั่งข้าง ๆ พวกมันได้

"ต้องใช้เวลา 4 เดือนก่อนที่ดิฉันจะเข้าใกล้ลิงตัวหนึ่งได้พอประมาณ...และต้องใช้เวลา 1 ปีกว่าจะเข้าไปนั่งข้าง ๆ พวกมันได้ พวกมันไม่เคยเห็นลิงไร้หางสีขาวที่แปลกประหลาดตัวนี้มาก่อน"

จากนั้นเธอก็เริ่มผูกมิตรกับสมาชิกแต่ละตัวในฝูง และตั้งชื่อให้ลิงบางตัว

"เดวิด เกรย์เบียร์ด ยอมรับกล้วยจากดิฉัน และยอมให้ดิฉันช่วยดูแลขนให้ และอีกตัวก็เล่นกับดิฉัน" ดร.กูดอลล์ ยังจำได้ดี

เธอเรียนรู้ที่จะแยกแยะเสียงร้องต่าง ๆ ของลิง รวมทั้งวิธีการสื่อสารด้วยภาษาลิง และภาษากายของพวกมัน ซึ่งความเหมือนและความแตกต่างในการสื่อสารของคนกับชิมแปนซีได้สร้างความสนใจให้แก่เธอเป็นอย่างยิ่ง

"ชิมแปนซีไม่บอกลา พวกมันแค่เดินจากไป มันน่าตลกใช่ไหมคะ"

ใช้เครื่องมือ

ดร.กูดอลล์ ได้เห็นชิมแปนซีเพศผู้เต้นอย่างทรงพลัง และเห็นลูกลิงผูกพันกับแม่ของพวกมัน เธอยังได้เห็นความสามารถของพวกมันในการสร้างอุปกรณ์ขึ้นมาใช้งานด้วย

A chimp is using a stick, to extract termites

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.กูดอลล์ ได้เห็นชิมแปนซีสร้างอุปกรณ์ขึ้นมาใช้งาน

"ดิฉันเห็นมือสีดำของมัน (เดวิด เกรย์เบียร์ด) เลือกต้นหญ้า แล้วแหย่มันเข้าไปในจอมปลวก จากนั้นก็ดึงต้นหญ้าดังกล่าวออกมาพร้อมกับปลวก"

ดร.กูดอลล์รู้สึกตื่นเต้น "มันไม่ได้แค่ใช้วัตถุทำเครื่องมือ แต่ยังปรับแต่งวัตถุให้เป็นเครื่องมือด้วย"

สิ่งที่เธอค้นพบถือเป็นก้าวใหญ่ในการทำความเข้าใจลิงชิมแปนซี

ความกังขาในแวดวงวิชาการ

ขณะนั้นแวดวงวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรแสดงความรู้สึกกังขาต่อวิธีการศึกษาและผลการค้นพบเกี่ยวกับชิมแปนซีของเธอเมื่อเธอเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

"ดิฉันไม่สามารถพูดเรื่องที่ชิมแปนซีมีบุคลิก ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา และมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างได้" ดร.กูดอลล์เล่า เพราะในยุคนั้นมีความเชื่อว่าลักษณะเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น

Jane Goodall, the world's foremost authority on chimpanzees, communicates with chimpanzee Nana, at Magdeburg Zoo in Germany

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.กูดอลล์ เรียนรู้การสื่อสารกับชิมแปนซีโดยใช้เสียงและท่าทาง

"ชิมแปนซีควรมีเลขประจำตัวไม่ใช่ชื่อ" นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นกล่าว

"ศาสตราจารย์เหล่านี้บอกว่าดิฉันทำผิดไปหมดทุกอย่าง"

การแยกฝูง

ดร.กูดอลล์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการให้ความรู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับลิงชิมแปนซี

แม้หลายคนจะไม่เคยได้เห็นลิงชิมแปนซีตัวจริงมาก่อน แต่ก็เกิดความรักความสนใจในสัตว์ชนิดนี้ ตอนที่ลิงจ่าฝูงที่เธอศึกษาอยู่ในแทนซาเนียตายลงในปี 1972 หนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ ถึงกับเขียนข่าวการตายของมัน

Goodall during her field work

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.กูดอลล์รู้สึกเศร้าใจที่ได้เห็นลิงที่เคยอยู่ฝูงเดียวกันเข่นฆ่ากันเองไม่ต่างจากมนุษย์

ทว่า 2 ปีหลังจากนั้นก็มีการตายเพิ่มขึ้น

"ลิงเพศผู้จำนวนหนึ่งได้แยกตัวออกจากฝูงไปพร้อมกับลิงเพศเมียบางตัว แล้วยึดครองอาณาเขตตอนใต้ที่ลิงทั้งฝูงเคยอยู่ร่วมกัน" ดร.กูดอลล์เล่า

ชิมแปนซีเป็นสัตว์ที่มีลำดับชั้นทางสังคมที่เข้มงวด และเนื่องจากในฝูงนี้มีลิงเพศผู้อยู่จำนวนมาก การแยกฝูงจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็น่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างลิง 2 ฝูงเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นศัตรูกันอย่างรุนแรง ลิงเพศผู้ของฝูงที่ใหญ่กว่าเริ่มทำร้ายลิงเพศผู้จากฝูงที่เล็กกว่าทีละตัว แล้วปล่อยให้พวกมันตายจากบาดแผลฉกรรจ์ที่ได้รับ

"พวกมันฆ่าลิงตัวที่เคยเล่นและดูแลขนให้กัน มันน่ากลัวมาก บาดแผลที่พวกมันทำต่อกันนั้นรุนแรงมาก" เธอเล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น

การต่อสู้ที่เกิดขึ้น ซึ่ง ดร.กูดอลล์เรียกว่า "สงครามกลางเมือง" ระหว่างลิงที่เคยอยู่ฝูงเดียวกัน ดำเนินไปนานถึง 4 ปี

"ดิฉันเคยคิดว่าพวกมันเหมือนมนุษย์อย่างเรา แต่ดีกว่า ดิฉันได้ตระหนักว่าพวกมันเหมือนเรามากขึ้นไปอีก เพราะพวกมันมีด้านที่โหดร้ายแบบนี้เช่นกัน"

งานอนุรักษ์

หนึ่งทศวรรษหลังจากนั้น คือในปี 1986 ดร.กูดอลล์ได้ไปร่วมงานสัมมนาทางวิชาการแห่งหนึ่ง และสภาพของลิงชิมแปนซีที่ถูกกักขังก็ทำให้เธอได้ตระหนักอย่างชัดเจนถึงภารกิจที่เธอต้องทำ

Goodall with a portrait of a chimpanzee

ที่มาของภาพ, Getty Images

"ดิฉันไปในฐานะนักวิทยาศาสตร์และจากมาในฐานะนักกิจกรรม"

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้นำเธอไปสู่สหรัฐฯ ซึ่งเธอพยายามโน้มน้าวให้ผู้ที่ใช้ลิงชิมแปนซีในการทดลองทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนวิธีการของพวกเขา และเธอก็ประสบความสำเร็จ

"ในสหรัฐฯ ลิงชิมแปนซีทั้ง 400 ตัวที่สถาบันด้านสุขภาพแห่งชาติหลายแห่งใช้ในการทดลองได้ถูกนำไปไว้ที่ศูนย์อนุรักษ์สัตว์หรือกำลังรอการส่งตัวไปยังศูนย์ที่กำลังสร้างขึ้นใหม่"

ในแอฟริกา ถิ่นที่อยู่อาศัยของชิมแปนซีกำลังลดลง และยังมีปัญหาการถูกล่าอยู่ดาษดื่น ดร.กูดอลล์ได้เห็นถึงปัญหานี้ในปี 1991 หลังจากอุทยานแห่งชาติกอมเบ เหลือขนาดเป็นเพียงผืนป่าเล็ก ๆ ที่ถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาหัวโล้นอันแห้งแล้ง

นี่ทำให้เธอเริ่มทำโครงการ Roots and Shoots ที่ดำเนินการโดยสถาบันเจน กูดอลล์ เพื่อส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นเป็นแกนนำในการอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าของพวกเขา

งานของ ดร.กูดอลล์ได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่หลายคน และบ่อยครั้งที่มักมีผู้คนเข้าไปพูดคุยและขอถ่ายรูปกับเธอ ทว่าหญิงวัย 86 ปีผู้นี้กลับชอบที่จะอยู่ตามลำพังในป่า โดยที่ไม่สนใจกับความสำเร็จของตนมากเท่าใดนัก

"ดิฉันเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่โชคดี และได้ทำสิ่งที่น่าสนใจในชีวิต" เธอกล่าว