ผู้หญิง : อะไรทำให้แม่ลงมือฆ่าลูกในไส้ได้ลงคอ

Illustration
    • Author, โดย โอเลสยา เกอราสิเมนโก และสเว็ตลานา ไรเตอร์
    • Role, บีบีซี รัสเซีย

ในปี 2018 ผู้หญิงรัสเซีย 33 คน ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลฐานฆาตกรรมลูกในไส้ของตัวเอง จำเลยเหล่านี้มีตั้งแต่แม่บ้านลูกดกไปจนถึงผู้จัดการบริษัทที่ประสบความสำเร็จ

นี่ไม่ใช่ปัญหาที่พบแต่ในรัสเซีย ทว่าในประเทศอื่นในโลกด้วย โดยในสหรัฐฯ นักจิตวิทยาประเมินว่า 1 ใน 4 ของแม่เคยมีความคิดที่จะฆ่าลูกน้อย

งานวิจัยเมื่อปี 2014 พบว่า กรณีที่พ่อแม่ลงมือฆ่าเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองมีสัดส่วนคิดเป็น 15% ของคดีฆาตกรรมทั้งหมดในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 31 ปี โดยข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมที่งานวิจัยชิ้นนี้หยิบยกมาอ้างอิงบ่งชี้ว่า เกิดเหตุพ่อแม่ฆ่าลูก 11,000 ราย ระหว่างปี 1976 - 1997

นั่นจึงหมายความว่า ในแต่ละปีมีเด็กกว่า 340 คน ถูกฆ่าด้วยน้ำมือของผู้บังเกิดเกล้า

ประเด็นต้องห้าม

ในรัสเซีย รวมทั้งอีกหลายประเทศ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ผู้คนต้องมีความแข็งแกร่งเพื่อให้อยู่รอด และเลือกที่จะเก็บงำเรื่องปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าจะปริปากบอกใครนั้น ทำให้พวกเขาต้องพยายามดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้

เรื่องราวต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่าโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นหลังจากการคลอดบุตรมักไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และบ่อยครั้งแม้แต่คนใกล้ชิดในครอบครัวก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งอะไร ๆ สายเกินแก้ และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม

โอเลสยา เกอราสิเมนโก ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษารัสเซีย และสเว็ตลานา ไรเตอร์ ได้พูดคุยกับผู้หญิงในรัสเซียเพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดผู้เป็นแม่จึงฆ่าเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองได้ลงคอ

Illustration

อัลโยนา

อัลโยนา เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เธอมีชีวิตสมรสที่เป็นสุขกับ ปิออตร์ สามี และทั้งสองต่างรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังจะมีลูกด้วยกัน

พวกเขาเตรียมของใช้สำหรับสมาชิกใหม่ในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือรถเข็นเด็ก ขณะที่ อัลโยนา เองได้เข้าชั้นเรียนเพื่อเตรียมตัวเป็นคุณแม่ แต่กลับไม่มีใครบอกให้เธอทราบถึงเรื่องปัญหาทางจิตใจที่คุณแม่มือใหม่อาจต้องเผชิญ

หลังจากคลอดลูก อัลโยนา เริ่มมีอาการนอนไม่หลับ และพูดเปรย ๆ ว่าไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ปรากฏว่า เธอเคยมีอาการทางจิตในอดีต และตอนนี้นักจิตวิทยาได้สั่งจ่ายยาให้เธอ ซึ่งพอช่วยได้บ้าง

วันหนึ่ง ปิออตร์ กลับมาบ้าน แล้วพบว่าลูกน้อยวัย 7 เดือนของพวกเขาเสียชีวิตอยู่ในอ่างอาบน้ำ และในเวลาต่อมาก็พบ อัลโยนา อยู่ที่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่งชานกรุงมอสโก

หลังจากจับลูกกดน้ำเสร็จ อัลโยนา ก็ดื่มวอดก้าไปขวดหนึ่งโดยตั้งใจจะไปกระโดดน้ำตาย แต่เกิดหมดสติไปเสียก่อน

Illustration

ตอนนี้เธอถูกนำตัวขึ้นศาลพิจารณาคดี

ปิออตร์ ที่ทั้งสบสนและเสียใจเข้าฟังการพิจารณาคดีของเธอทุกนัด และพยายามปลอบประโลมเธอ

เขาเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ หากใครสักคนบอกอัลโยนาเรื่องโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นหลังจากการคลอดบุตร

"เธอไม่ได้มีความมุ่งร้าย เธอมีภาวะทางจิต" ปิออตร์ กล่าว

"ถ้าเธอได้พบหมอถูกคน ถ้าผมพาเธอไปโรงพยาบาลตอนที่เธอร้องขอ เรื่องนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น"

นักอาชญาวิทยาชาวรัสเซียรายงานว่า ก่อนที่จะลงมือฆ่าลูก 80% ของผู้หญิงที่มีปัญหาลักษณะนี้ได้ไปพบแพทย์และแจ้งว่ามีอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และประจำเดือนมาไม่ปกติ

Illustration

พวกเธอคือใคร

ตามกฎหมายรัสเซีย อาชญากรรมที่มักถูกมองข้ามและเป็นตราบาปนี้เรียกว่า filicide ซึ่งหมายถึงการฆ่าลูกด้วยน้ำมือของแม่

นอกจากนี้ยังมี คำว่า neonaticide ซึ่งแม่ฆ่าลูกวัยแรกเกิด และ infanticide ซึ่งแม่ฆ่าลูกที่มีอายุไม่ถึง 2 ขวบ

เมื่อปี 2018 มีการฆาตกรรมลักษณะนี้ 33 คดีในรัสเซีย

แต่นักอาชญาวิทยาประเมินว่าตัวเลขจริงของการฆาตกรรมแบบนี้ที่ไม่ได้ถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาลอาจสูงกว่านี้ถึง 8 เท่า

พญ.มาร์การิตา คาชาเอวา นักจิตวิทยาและหัวหน้าทีมวิจัยของสถาบันจิตเวชศาสตร์เซิร์บสกี ในกรุงมอสโก กล่าวว่า "ในแต่ละเดือน ราว 3 ใน 4 ของหอผู้ป่วยหญิงจำนวน 20 เตียงของเราถูกจับจองโดยแม่ที่ฆ่าลูกตัวเอง"

การตรวจสอบของบีบีซี พบว่า ผู้หญิงที่เราพูดคุยด้วยกว่า 30 คน ล้วนมาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งนักบัญชี ครู ผู้หญิงว่างงาน ที่ปรึกษาด้านสวัสดิการสังคม พนักงานเสิร์ฟ บัณฑิตสถาบันการออกแบบ แม่ที่มีลูกหลายคน และพนักงานร้านค้า

ผู้หญิงที่ฆ่าลูกตัวเองหลายคนมีสามี บ้าน มีงานทำ และไม่มีประวัติการใช้ยาเสพติด

แพทย์ทราบดีว่า หลังคลอดบุตร อาการป่วยทางจิตที่ซ่อนเร้นในผู้หญิงสามารถกำเริบขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

ผู้หญิงอาจมีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังบางอย่างที่อาจไม่แสดงอาการในชีวิตประจำวัน แต่ภาวะเหล่านี้อาจถูกกระตุ้นขึ้นมาได้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางกายภาพ เช่น การตั้งครรภ์ คลอดบุตร หรือหมดประจำเดือน

Illustration

"ดูสิ ดูเหมือนว่าฉันได้ฆ่าลูกไปเสียแล้ว"

แอนนา วัย 38 ปี มีอาชีพเป็นครู ลูกชายวัย 18 และ 10 ปี ของเธอต่างตั้งตารอการถือกำเนิดของน้องสาวตัวน้อย ที่ทั้งแอนนาและสามีเฝ้ารอมานาน

แต่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2018 แอนนาโทรเรียกรถพยาบาล

เธอมีอาการปวดรุนแรงตั้งแต่ก่อนลูกจะคลอดและอาการเลวร้ายลงหลังจากนั้น

แอนนารู้สึกว่าไม่สามารถรับมือกับมันได้ แม้จิตแพทย์จะแนะนำให้เธอพยายามผ่อนคลายก็ตาม ตอนที่สามีเธอออกไปทำงาน เธอได้ฝากลูกไว้กับเพื่อน โดยบอกว่าจะออกไปซื้อเตียงนอน

ทว่าเธอกลับไปที่หลุมศพแม่ และในวันต่อมาเธอเดินเท้าเปล่าออกจากบ้านกับลูกน้อย และไม่สามารถอธิบายให้ตำรวจที่พบเธอเข้าใจว่าเธอกำลังจะไปไหน

แม่สามีรับเธอกลับบ้าน และตอนนั้นเองที่ศาลพยายามปะติดปะต่อเรื่อง เพราะดูเหมือนว่าแอนนาได้พยายามใช้หมอนปิดหน้าลูกให้หายใจไม่ออก

ตอนที่รถพยาบาลมาถึงเมื่อวันที่ 7 ก.ค. แอนนาบอกหมอว่า "ดูสิคะ ดูเหมือนว่าฉันได้ฆ่าลูกไปเสียแล้ว"

เจ้าหน้าที่รถพยาบาลสามารถกู้ชีพเด็กน้อยขึ้นมาได้ และแอนนาได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทเรื้อรัง (chronic schizophrenia)

"คุณต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่อาการเสียสติอย่างสิ้นเชิง ผู้หญิงที่ฆ่าลูกจากภาวะเจ็บป่วยทางจิตอาจใช้ชีวิตได้ตามปกติก่อนที่จะเกิดเหตุ" พญ.คาชาเอวา อธิบาย

"โอ้ พระเจ้า หมอ ฉันทำอะไรลงไป แล้วฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร"

อารีนา วัย 21 ปี กระโดดลงจากห้องพักชั้น 9 พร้อมกับลูกในอ้อมแขน

สามีของเธอไปเป็นทหารตอนที่เธอคลอดลูก และปฏิบัติกับเธออย่างรุนแรงตอนที่เขากลับมา อารีนาจึงตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า

เธออยู่กับพ่อแม่ราว 1 ปี โดยหนึ่งวันก่อนที่เธอพยายามจะฆ่าตัวตายและฆ่าลูกน้อยไปพร้อม ๆ กันนั้น เธอโทรแจ้งตำรวจว่าสามีกำลังลับมีดเพื่อใช้ฆ่าเธอ

อย่างไรก็ตาม เธอและลูกน้อยรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ อารีนา ถูกส่งเข้าโรงพยาบาล จากนั้นก็อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของตำรวจ

จิตแพทย์วินิจฉัยว่าเธอป่วยเป็นโรคจิตเภท (schizophrenia)

แม่ที่เป็นโรคจิตเภท และโรคซึมเศร้า มักให้เหตุผลในการฆ่าลูกคล้าย ๆ กัน

"มันจะดีกว่าสำหรับเขา ฉันเป็นแม่ที่ไม่ดี"

"โลกนี้มันช่างโหดร้าย มันจะดีกว่าที่เด็กจะไม่อยู่ในโลกใบนี้"

พญ.คาชาเอวา บอกว่า "หลังจากได้ฆ่าลูกไปแล้ว พวกเธอจะไม่ได้อยู่อย่างสงบ และจะฆ่าตัวตายในความพยายามครั้งที่หนึ่ง สอง หรือสาม"

พญ.คาชาเอวา เล่าต่อว่า ผู้หญิงเหล่านี้มักถูกนำตัวไปที่สถาบันของเธอเมื่อคนในครอบครัวยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง พวกเธอจะสามารถฟื้นฟูสภาพจิตใจได้อย่างสมบูรณ์ภายใน 6 เดือน

ในรัสเซีย เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ ที่ศาลจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมีบทลงโทษอย่างไรต่อแม่ที่ฆ่าลูกของตัวเอง

หากจิตแพทย์ในคดีไม่พบว่าแม่เสียสติ เธอก็อาจได้รับโทษจำคุกเป็นเวลานาน

Illustration

บาดแผลในวัยเด็ก

ผู้หญิงที่ฆ่าลูกตัวเองส่วนใหญ่เคยเป็นเหยื่อการทารุณกรรมในวัยเด็ก

งานวิจัยจากจิตแพทย์รัสเซียพบหลักฐานบ่งชี้ว่า 80% ของผู้หญิงเหล่านี้เติบโตมาในครอบครัวยากจน และ 85% ของผู้หญิงกลุ่มนี้มีปัญหาในชีวิตสมรส

ผู้หญิงเหล่านี้มักมีพฤติกรรมโกหก การทะเลาะวิวาท ความรู้สึกคับแค้นใจ และอาการเมามาย ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวได้ติดตัวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่และส่งผลต่อครอบครัวของพวกเธอเอง

ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแม่อาจเป็นรากฝังลึกของพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อลูกน้อยของตัวเอง ซึ่งแม่ที่ฆ่าลูกมักแสดงความรักที่มากเกินเหตุเป็นการบังหน้า

"การเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะนำไปสู่การก่ออาชญากรรมลักษณะนี้" พญ.คาชาเอวา กล่าว

"ผู้หญิงเหล่านี้เคยถูกทำร้ายในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทางจิตใจ ทางเพศ หรือทางร่างกาย"

ทนายความหลายคนไม่ยอมรับว่าความให้ผู้หญิงที่ฆ่าลูกของตัวเอง

Illustration

"หน่วยงานราชทัณฑ์มักส่งแม่ที่ฆ่าลูกไปรับโทษในเรือนจำรวมกับผู้ต้องโทษคดีอื่น ๆ โดยที่ไม่เปิดเผยความผิดของแม่เหล่านี้" มารินา เคลชเชวา นักแสดงที่ต้องโทษจำคุกในความผิดอื่นกล่าว

"ฉันได้พบกับผู้ต้องโทษคดีฆ่าลูกมาบ้าง แต่ถ้าผู้ต้องขังจากเมืองเดียวกันไม่บอก ก็จะไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงพวกนี้เข้าคุกมาด้วยความผิดอะไร พวกเธอมักไม่มีเพื่อน ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เพราะหากไปมีเรื่องกับใครพวกเธอก็จะถูกเล่นงาน"

"ฉันเคยคิดว่ามันไม่มีทางจะเกิดขึ้นกับฉัน"

"ฉันเคยประณามพวกแม่เหล่านั้น ฉันคิดว่ามันไม่มีวันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง" ทาเทียนา วัย 33 ปีกล่าว เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสานงานกับลูกค้าในบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่

"งานขาย การเดินทางไปทำธุรกิจ เพื่อนฝูง และฉันก็อยากมีลูกมาก ฉันรู้สึกว่าเราพร้อมมาก แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด"

Illustration

"การคลอดเป็นไปอย่างยากลำบากมาก นางผดุงครรภ์ก็มือหนักกับฉัน หลังจากนั้นภาพตอนคลอดลูกก็ย้อนกลับมา ความฝันที่ชัดเจนและเจ็บปวด ฉันมักตื่นจากฝันด้วยหัวใจสั่นระรัว...อาการเต้านมอักเสบ น้ำหนักขึ้น แผลในระบบทางเดินอาหาร ผมร่วง...ล้วนทำให้ฉันโกรธลูกมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเขาได้ขโมยชีวิตของฉันไป"

เวลาลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน หรือร้องไห้ช่วงที่ฟันกำลังขึ้น ทาเทียนา จะสติแตก

"เธอเป็นแม่ไม่ใช่หรือ ทำไมคนอื่นทำได้แล้วเธอทำไม่ได้"

"เสียงร้องนั่นทำให้หัวคุณแทบจะระเบิด และทำให้ปัญหาต่าง ๆ ในวัยเด็กของคุณหวนกลับมาอีกครั้ง" ทาเทียนา เล่า

"ฉันมีความคิดว่าฉันจะต้องจัดการกับทุกอย่าง ฉันสติแตกและเขย่าตัวลูกอย่างแรงตอนที่ฉันกล่อมให้เขานอน ลูกชายฉันตกใจกลัว และเริ่มร้องหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นฉันก็ใช้กำลังทั้งหมดทุ่มลูกลงไปที่เตียงและกรีดร้องว่า 'มันคงจะดีกว่าถ้าแกตายไปได้' และคำพูดที่รุนแรงอื่น ๆ ฉันรู้สึกผิดและละอายใจที่ไม่สามารถมีความสุขกับการเป็นแม่ได้"

Illustration

ทาเทียนา เล่าว่า สามีไม่ยอมรับฟังความทุกข์ใจของเธอ โดยพูดว่า "เธอเป็นแม่ไม่ใช่หรือ ทำไมคนอื่นทำได้ แล้วเธอทำไม่ได้ล่ะ ทำไมเธอมีลูกตั้งแต่แรกล่ะ"

หนึ่งปีผ่านไปแต่อะไร ๆ กลับเลวร้ายลง ทาเทียนา ซึ่งมีความคิดจะฆ่าตัวตายจึงตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ "ฉันคิดว่าแม่ที่แย่และเลวร้ายอย่างฉันสมควรถูกขจัดไปจากโลก และลูกของฉันสมควรได้มีแม่ที่ดีกว่านี้ มันคงง่ายกว่าสำหรับฉันที่จะฆ่าตัวตายแทนที่จะต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดทางจิตใจแบบนี้ ฉันร้องไห้กับมันบ่อยมาก นักจิตวิทยาได้รับรู้เรื่องนี้แล้วยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที"

การป้องกัน

เมื่อพูดถึงการป้องกันปัญหาแม่ฆ่าลูก เรามักพูดถึงการส่งเสริมให้ใช้การคุมกำเนิด หรือกล่องสำหรับทารก ที่เรียกว่า เบบี้ บ็อกซ์ แต่แพทย์รัสเซียและแพทย์ตะวันตกยังพูดถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังปัญหาทางจิตใจของแม่ด้วย โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าหลังคลอดบุตร

"ข้อแนะนำดีที่สุดคือก่อนคลอดบุตรคุณควรพิจารณาถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ จับเข่าคุยเรื่องความสัมพันธ์กับแม่ของคุณเอง พิจารณาว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับตัวเอง คู่ครอง และประเมินว่ามันจะส่งผลกระทบต่อคุณอย่างไรหลังคลอด" มารี บิโลบราม นักจิตวิทยา กล่าว

"ควรมีโปสเตอร์ที่ไม่ได้มีแค่ภาพแม่ยิ้มและทารกที่ดูราวกับเทวดาตัวน้อยเท่านั้น แต่ควรมีการอธิบายถึงสิ่งอื่นที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการคลอดบุตรด้วย"

พญ.มาร์การิตา คาชาเอวา ระบุว่า "ในกรุงมอสโกและภูมิภาคอื่นเรามีศูนย์สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งเปิดรับผู้ตกเป็นเหยื่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่ศูนย์เหล่านี้แทบจะว่างเปล่าเพราะผู้หญิงรัสเซียกลัวว่าหากพวกเธอพูดถึงปัญหาของตัวเอง ลูก ๆ ของพวกเธออาจถูกพรากไปจากอก พวกเธอมีความกลัวแบบเดียวกันที่จะไปพบจิตแพทย์ และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่กล้าบอกสามีและครอบครัวของตัวเองเพราะกลัวว่าจะถูกบอกให้ปิดปากเสีย"

ชื่อแหล่งข่าวในเรื่องเป็นนามสมมุติเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กที่ได้รับผลกระทบ

ภาพประกอบโดย ทาเทียนา ออสเพนนิโควา