หัวอกแม่ชอกช้ำเพียงใด เมื่อลูกชายฆ่าน้องสาวอย่างเลือดเย็น ?

- Author, เอาต์ลุก
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส เรดิโอ
คุณเชื่อในความรักแบบไม่มีเงื่อนไขหรือไม่ ? แต่สำหรับแชริตี ลี หญิงชาวอเมริกันจากรัฐเท็กซัสแล้ว เหตุการณ์ที่ลูกชายวัย 13 ปีของเธอลงมือสังหารน้องสาวแท้ ๆ วัย 4 ขวบ เมื่อ 11 ปีก่อน คือบทพิสูจน์ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง แม้ลูกจะกลายเป็นฆาตกรที่พรากชีวิตของแก้วตาดวงใจอีกคนหนึ่งไป แต่เธอก็ยังเป็นแม่ของเขา และยังคงต้องรักเขาอยู่ดี
เมื่อแชริตีมีอายุได้ 6 ขวบ แม่ของเธอยิงพ่อตายภายในบ้านของครอบครัว แม้ต่อมาศาลจะตัดสินให้แม่พ้นผิดก็ตาม แต่เรื่องนี้ฝังลึกอยู่ในใจของเธอเสมอมา
เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น แชริตีเป็นเด็กสาวที่ทั้งเรียนดีและกีฬาเด่น แต่ไม่นานเธอเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตและหันไปใช้ยาเสพติด อย่างไรก็ตาม เธอได้ขอความช่วยเหลือและสามารถเลิกยาได้ในที่สุด แชริตีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และได้ศึกษาในสาขาวิชานิเวศวิทยามนุษย์ (Human Ecology) ซึ่งค้นหาว่าคนเราตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างไร
"ตั้งแต่จำความได้ ฉันมักจะสงสัยว่าทำไมผู้คนถึงทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปอย่างที่พวกเขากำลังทำอยู่ ฉันชอบค้นหาว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเรามีปฏิกิริยาตอบสนองแบบต่าง ๆ "
แต่ในท้ายที่สุด วิชานี้ไม่ใช่แค่ความรู้ในตำราที่เธอเพียงเอาไว้ศึกษาชั่วคราวเท่านั้น แต่มันได้กลายมาเป็นสิ่งที่เธอต้องใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ด้วยในทุกวัน เพราะเหตุจาก "แพรีส เบนเนตต์" ลูกชายคนโตของเธอเอง
"เด็กคนนี้เป็นพวกต่อต้านสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย"
ในขณะที่เพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยรุ่น แพรีสใช้มีดแทงน้องสาวต่างพ่อที่ยังเป็นเด็กเล็กและกำลังนอนหลับสนิทในบ้านถึง 17 แผล จนน้องขาดใจตาย
11 ปีที่ผ่านมา แพรีสต้องโทษจำคุกและใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำมาโดยตลอด เขาจะไม่ได้รับการปล่อยตัวจนกว่าจะมีอายุถึงวัยราว 50 ปี

น่าสงสัยว่าคนเป็นแม่อย่างแชริตี จะต้องตัดสินใจใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร หลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่เกินจะทนรับได้ เธอจะต้องทำใจอย่างไร ให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจลูกชายที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีพฤติกรรมผิดปกติต่อต้านสังคม (Sociopath) ความรักของแม่ที่ปราศจากเงื่อนไขจะยังคงใช้ได้ในสถานการณ์นี้หรือไม่ ?
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป อดีตที่มืดมนในบางช่วงชีวิตของแชริตี กลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่เรื่องเลวร้ายดังกล่าวได้เช่นกัน เมื่อเธอยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เธอจะสร่างเมาหรือเลิกละจากการใช้เฮโรอีนได้
"ทุกคนบอกฉันว่าถ้าฉันเลิกยาได้ ชีวิตจะดีขึ้นอย่างมากมาย แต่มันไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลยสักนิดเดียว ความเจ็บปวดในใจที่ฉันปกปิดไว้ด้วยยาเสพติดมันกลับโผล่ขึ้นมาแสดงตัวอย่างชัดเจน"
แชริตีเลิกเสพเฮโรอีนได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็รู้สึกหม่นหมองไม่เป็นสุขอยู่เกือบปี เธอให้เวลาตัวเองสามเดือนตัดสินใจว่า จะฆ่าตัวตายดีหรือไม่ "ฉันรู้ดีว่านั่นมันแค่ความคิดชั่ววูบของวัยรุ่น แต่ก็ตัดสินใจว่า ถ้าท้ายที่สุดแล้วฉันยังไม่มีความสุข ก็ขอลาทีกับชีวิตในชาตินี้"

แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เธอก็ได้รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ "สิ่งนี้เปลี่ยนทุกอย่างไปทั้งหมด ฉันไม่เคยคิดว่าจะรักใครได้อย่างล้นเหลือเท่ากับเด็กที่กำลังเติบโตขึ้นในตัวฉัน"
แชริตีตั้งชื่อลูกชายว่าแพรีส ตามอย่างตัวละครในเทพปกรณัมกรีก การที่เธอมีลูกไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบในชั่วข้ามคืน แต่ความเป็นแม่ได้โน้มน้าวให้เธอเลือกดำเนินชีวิตในแนวทางที่ดีขึ้นเพื่อลูก
9 ปีต่อมาเธอมีลูกสาวอีกคนหนึ่งคือเอลลา ซึ่งก็เป็นเด็กดีไม่แพ้พี่ชาย แต่สิ่งที่ทั้งสองต่างกันอย่างมากก็คือ แพรีสออกจะเก็บตัวและขี้อาย ส่วนเอลลานั้นตรงกันข้าม "เธอเหมือนกับประทัดที่ส่งเสียงดัง เปิดเผย ชอบแสดงความคิดเห็น มีความมั่นใจและกล้ามากกว่า"

สองพี่น้องเข้ากันได้ดี ดูเหมือนว่าแพรีสจะรักเอลลามาก และเอลลาก็ชอบแพรีสเช่นกัน ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงในจุดนี้ แชริตีบอกว่าแพรีสเป็นเด็กดี "เขาดูสงบเยือกเย็นเกือบตลอดเวลา มีช่วงที่ปะทุอารมณ์บ้างเหมือนเด็กทั่วไป แต่ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันต้องกังวลจนเกินเหตุ"
อย่างไรก็ตาม ชีวิตครอบครัวของแชริตีไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยตลอด แม้จะเลิกยาเสพติดมาได้หลายปี แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เธอหวนกลับไปใช้มันอีก คราวนี้เธอเสพติดโคเคนอยู่เป็นเวลานาน 6 เดือน ซึ่งตอนนั้นแพรีสมีอายุได้ 12 ปี และเอลลายังอยู่ในวัยเพียง 3 ขวบ
"มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ใช่ว่าฉันละเลยไม่ดูแลแพรีสกับน้องที่ยังเล็กเลยในตอนนั้น ฉันยังทำหน้าที่แม่อยู่ แต่แน่นอนว่าฉันมีปัญหาและไม่สามารถทำเรื่องบางอย่างได้ แพรีสเป็นคนที่ก้าวเข้ามาดูแลน้องสาวแทนฉันมากขึ้น มันเป็นเรื่องยากที่เขาจะเข้าใจว่า พ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ทำเรื่องผิดพลาดได้ มันถือเป็นหายนะสำหรับเขา"

"ในตอนนั้นเอลลามักจะพยายามเข้ามากอดปลอบใจฉัน แต่แพรีสกลับแสดงท่าทีว่าโกรธฉันมาก"
ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนั้น มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่ฟาร์มซึ่งเป็นของแม่แชริตี และเหตุการณ์นี้ได้เปิดเผยด้านมืดของแพรีสออกมา เธอเล่าว่าแพรีสและเอลลาออกไปเล่นกับเด็กหญิงที่เป็นญาติอีกคนหนึ่ง และมีปากเสียงกันด้วยเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ ซึ่งต่อมากลับลุกลามไปใหญ่โต
ในขณะที่แชริตีพยายามปลอบพวกเด็กผู้หญิงอยู่นั้น แพรีสกลับเข้าไปคว้ามีดในครัวแล้ววิ่งหนีหายไป เมื่อเธอตามไปพบปรากฎว่าลูกอยู่ในสภาพที่สับสนโกรธเกรี้ยว ร้องไห้สะอึกสะอื้นและกวัดแกว่งมีดไปมา "ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของเขามันรุนแรงเกินไปมาก เขาขู่ว่าจะทำร้ายตัวเองถ้าฉันเข้าไปใกล้"

แพรีสต้องเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลนานกว่าสัปดาห์ แต่ก็ไม่มีแพทย์คนไหนเอ่ยปากว่าเขาผิดปกติ แชริตีมองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะลูกผิดหวังที่แม่ติดยา แต่ไม่ใช่สัญญาณบ่งชี้ว่าลูกจะมีพฤติกรรมรุนแรงต่อไปในอนาคต
หลังจากนั้นไม่นานแชริตีสามารถเลิกใช้โคเคนได้ในปี 2005 และชีวิตครอบครัวก็กลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง เธอกลับไปเรียนต่อและทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารไปพร้อมกันด้วย
วันแห่งฝันร้าย 4 กุมภาพันธ์ 2007
แชริตีเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่สูญเสียลูกสาวไปว่า "ฉันจะไม่โกหก ฉันยอมรับว่าวันนั้นบรรยากาศในบ้านตึงเครียดและมีการทะเลาะโต้เถียงกัน ก่อนจะออกไปทำงานฉันฝากเอลลาไว้กับพี่เลี้ยง วันนั้นลูกสาวออดอ้อนฉันเป็นพิเศษ เฝ้าแต่บอกให้แม่กอดและจูบอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

"หลังเที่ยงคืนเล็กน้อยขณะที่เรากำลังปิดร้าน ตำรวจมาแจ้งกับฉันว่าเอลลาถูกทำร้ายและตอนนี้ยังอยู่ที่บ้าน ฉันร้อนใจเป็นที่สุดและนึกสงสัยว่าทำไมพวกเขาไม่พาเธอไปโรงพยาบาล นั่นคือวินาทีที่ตำรวจบอกฉันว่า เอลลาตายแล้ว"
แชริตีถึงกับเป็นลมหมดสติไปเพราะข่าวร้าย เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอเอ่ยถามตำรวจว่า "แพรีสอยู่ไหน เขาปลอดภัยหรือเปล่า" คำถามนี้ทำให้เจ้าหน้าที่จำต้องแจ้งข่าวร้ายกับเธออีกครั้งว่า "แพรีสไม่เป็นไร ตอนนี้เขาอยู่กับเรา...เขาคือคนที่ฆ่าเอลลา"
เธอเล่าถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่า "เหมือนกับชีวิตของฉันสิ้นสุด ทุกอย่างในโลกดูไร้ความหมาย ไร้เหตุผลไปอย่างสิ้นเชิง ตอนที่ได้ยินว่าเอลลาตาย ร่างของฉันเหมือนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ นับพันล้านชิ้น แต่พอได้ยินว่าแพรีสฆ่าเอลลา มันเหมือนจับเอาเศษเสี้ยวที่แตกสลายแล้วนั้น มาบดขยี้ซ้ำให้แตกละเอียดลงไปอีก"

ผลการสอบสวนพบว่า แพรีสพยายามโน้มน้าวให้พี่เลี้ยงของเอลลากลับบ้านไปก่อนที่แม่ของเขาจะกลับมา จากนั้นได้เข้าไปในห้องที่เธอนอนหลับอยู่ ก่อนจะลงมือทุบตี บีบคอ และใช้มีดทำครัวกระหน่ำแทงน้องสาวตัวน้อยอย่างทารุณ
เมื่อเอลลาสิ้นใจแล้ว แพรีสโทรหาเพื่อนของเขาและคุยกันนานราว 6 นาที ก่อนจะโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินที่หมายเลข 911 เจ้าหน้าที่ปลายสายบอกให้เขาพยายามนวดหัวใจและผายปอด (ซีพีอาร์) เพื่อกู้ชีพเบื้องต้นให้กับน้อง ซึ่งเขาบอกว่ากำลังทำอยู่ แต่หลักฐานแวดล้อมกลับชี้ในภายหลังว่า เขาไม่ได้พยายามทำการกู้ชีพแต่อย่างใด
แชริตีบอกว่า "แม้ฉันอยากจะตายไปให้พ้น ๆ แต่ก็ทำไม่ได้ ฉันยังเป็นแม่ของแพรีสอยู่ ตอนที่ได้พูดกับเขาในวันต่อมาฉันดีใจมาก ฉันร้องไห้ พยายามจับแขนและลูบหลังเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ แต่ลูกไม่พูดและไม่กอดตอบ ใบหน้าเขาดูไร้อารมณ์ ในดวงตาของเขาว่างเปล่า"
"ในที่สุดแพรีสพูดออกมาอย่างท้าทายว่า เขาฆ่าเอลลาเพื่อแก้แค้นที่ฉันเคยติดยา เขายังอยากรู้ว่าฉันจะทำยังไงกับเขาต่อไป เพราะเมื่อก่อนฉันเคยบอกว่า เวลาเดียวที่ฉันจะฆ่าคนได้ ก็ต่อเมื่อลูกของตัวเองถูกทำร้ายเท่านั้น"

"ฉันรู้ในทันทีว่า สิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่ยังมีความมืดดำบางอย่างแฝงอยู่ด้วย เขาบอกตำรวจว่านอนหลับไปและตื่นมาพบว่าน้องกลายเป็นปิศาจที่มีไฟลุกท่วมตัว จึงคว้ามีดมาฆ่าปิศาจตัวนั้น"
"ฉันอยากจะเชื่อว่าลูกป่วย ซึ่งเขาก็ป่วยจริง ๆ แต่ฉันอยากให้ป่วยในอีกแบบที่ไม่ใช่แบบนี้"
เยียวยาด้วยความรักแบบไม่มีเงื่อนไข
ความปวดร้าวสุดแสนที่แชริตีต้องเผชิญ ทำให้เธอน้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัมภายในสองสัปดาห์ ทั้งยังเริ่มพูดติดขัดเหมือนคนพูดติดอ่าง แต่ในที่สุดเธอตัดสินใจว่า จะต้องพิสูจน์ให้แพรีสรู้ถึงความรักของแม่ที่บริสุทธิ์ปราศจากเงื่อนไข ซึ่งเธอมีให้เขามาโดยตลอดตั้งแต่ต้น
"ฉันพูดกับลูกว่า ฉันขอสัญญาในสิ่งเดียวกับที่เคยให้คำมั่นไว้ตอนที่เขาเกิด ฉันจะเป็นแม่ของลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะรักลูกเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น"

แชริตีไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำอย่างสม่ำเสมอ และพยายามที่จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุฆาตกรรมเป็นต้นมา แพรีสไม่เสแสร้งปิดบังตัวตนด้านมืดของเขาอีกต่อไป เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนและยิ่งมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น
ตำรวจยังค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือเป็นเพราะแพรีสจิตฟั่นเฟือนไปชั่วขณะ แต่เขาตั้งใจค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและเตรียมการล่วงหน้ามานาน เพื่อจงใจสังหารน้องสาวโดยเฉพาะ
เมื่อแชริตีอ้อนวอนให้ลูกชายเปิดใจ อธิบายถึงความคับข้องใจและสาเหตุของพฤติกรรมที่ผ่านมาให้เธอฟัง เขากลับระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังลั่นและบอกว่า "แม่รู้อะไรไหม ทุกคนรวมทั้งแม่ด้วยช่างโง่เง่าที่สุด ที่ผ่านมาทุกคนคิดว่าผมฉลาด หล่อ แถมยังมีความเป็นศิลปิน แต่ทุกคนคิดผิดหมด"
แม้แชริตีจะยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง แต่เธอก็เริ่มหวาดกลัวเขาด้วย เมื่อแพรีสมีอายุได้ 15 ปีเขาบอกกับเธอว่า อันที่จริงเขามีแผนจะฆ่าเธอด้วย แต่ตัดสินใจลงมือกับเอลลาก่อน เพราะจะทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดทรมานได้มากกว่าและยาวนานกว่า

ศาลตัดสินให้แพรีสต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 40 ปี แต่แชริตีกลัวเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อเขาถูกปล่อยตัวออกมาก็จะคิดทำอันตรายเธอและ "ฟีนิกซ์" ลูกชายคนเล็กที่เกิดมาหลังเหตุการณ์เสมือนฝันร้ายผ่านไปได้ 6 ปี
"ฉันถูกคนในสังคมตำหนิและยังกล่าวโทษตัวเองด้วยว่าเลี้ยงลูกมาไม่ดี แต่อีกใจหนึ่งฉันก็อยากจะโทษพันธุกรรมมากกว่า อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าอันที่จริงแพรีสน่าจะพอมีสำนึกเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ ไม่เหมือนกับคนที่เป็นโรคจิตเภทหรืออะไรแบบนั้นที่ไม่สามารถคิดได้เอง แต่ตรงกันข้าม เขากลับกระทำการอย่างเลือดเย็น และคิดคำนวณมาเป็นอย่างดีด้วยความฉลาดรอบคอบ เด็กคนนี้เป็นพวกต่อต้านสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย"
ลิ้นชักที่ว่างเปล่า
พวกต่อต้านสังคม (Sociopath) คือบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติสวนทางกับบรรทัดฐานทั่วไปของคนในสังคมอย่างรุนแรงสุดขั้ว วงการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุของพฤติกรรมนี้อย่างแน่ชัด แต่คาดว่าอาจมาจากทั้งพันธุกรรมและเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจซึ่งเกิดขึ้นในวัยเด็ก

ที่มาของภาพ, Getty Images
แชริตีใช้เวลานานถึง 3 ปี กว่าจะยอมรับได้ว่าแพรีสคือหนึ่งในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เธออธิบายว่า "ลักษณะเด่นชัดที่สุดของพวกต่อต้านสังคม คือไม่สนใจระเบียบกฎเกณฑ์ ไม่มีความสำนึกผิดเสียใจ ไม่รู้สึกถึงสัญชาติญาณหรือปฏิกิริยาตอบสนองแบบที่คนเรามีกัน อารมณ์ความรู้สึกที่มีของพวกเขานั้นจะผิวเผินไม่ลึกซึ้งเท่าใดนัก หากมีอาการหลงตัวเองร่วมด้วย ก็จะเป็นบุคคลที่ไม่น่าเข้าใกล้มากที่สุด"
"ครั้งหนึ่งแพรีสบอกฉันว่า แม่รู้อะไรไหม จริง ๆ ผมรู้ว่าควรจะมีที่ว่างแบบลิ้นชักสักแห่งหนึ่งในใจผม ที่เก็บซ่อนความรู้สึกผิด ความเศร้าเสียใจต่อสิ่งที่ทำลงไปกับเอลลาเอาไว้ แต่พอผมเปิดลิ้นชักนั้นออกมา มันกลับไม่มีอะไรเลย ผมลืมมันไปแล้ว ไม่รู้สึกรู้สาอะไร"
แชริตียอมรับว่าแพรีสเป็นนักล่าโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง "เหมือนฉลาม" แต่เธอก็พยายามที่จะอยู่กับความจริงนี้และเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการมันให้ได้ เธอบอกว่าจะไม่ยอมหันหลังเดินหนีไปจากลูกเพียงเพราะสิ่งที่เขาเป็นอยู่
"ฉันจะไม่เกลียดฉลามเพราะมันเป็นฉลาม ฉันเพียงต้องอยู่กับมันอย่างระมัดระวัง และต้องสอนให้ผู้อื่นรู้จักฉลามดีขึ้นด้วยเท่านั้น"

แชริตีได้ก่อตั้งมูลนิธิตามชื่อของเอลลา เพื่อช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมและความรุนแรง รวมทั้งผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยทางใจ โดยตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวในคำว่า ELLA นั้น เป็นเสมือนตัวย่อที่หมายถึงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ความรัก (Love) บทเรียน (Lesson) และการลงมือทำ (Action)
"ฉันตั้งชื่อลูกคนเล็กว่าฟีนิกซ์ เหมือนกับนกที่ฟื้นขึ้นมาจากความตายและกองเถ้าถ่านของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน แพรีส และเอลลา ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของฉันในวันนี้ ฉันสามารถมีความรักได้อีกครั้ง"
ปัจจุบันแพรีสยังอยู่ในเรือนจำและมีอายุเกือบ 25 ปีแล้ว เขาอาจจะพ้นโทษออกมาในปี 2047 โดยแม่ของเขามองว่าความคิดจิตใจของลูกไม่ได้เปลี่ยนไปจากความเป็นอาชญากรเมื่อ 11 ปีก่อนเลยแม้แต่น้อย และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้
"ฉันหวังว่าแพรีสจะต้องโทษจำคุกอยู่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เวลากับฟีนิกซ์ให้มากที่สุด ให้เขาได้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นพอที่จะปกป้องตัวเองได้ หากแพรีสคิดจะทำบางอย่างซ้ำเดิมกับเราอีก" แชริตีกล่าว











