พ่อแม่แบบไหนทำร้ายทรมานลูกได้ลงคอ ?

เด็ก

ที่มาของภาพ, Getty Images

กรณีที่สองสามีภรรยาชาวอเมริกันคือนายเดวิดและนางลูอิส เทอร์พิน จับลูก 13 คนล่ามขังไว้ในบ้าน โดยปล่อยให้อยู่ในสภาพที่สกปรกผอมโซรวมทั้งมีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย เป็นข่าวคราวที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก หลายคนตั้งคำถามว่า พ่อแม่แบบไหนกันที่จิตใจโหดร้าย ทรมานลูกในไส้ได้ลงคออย่างนี้ ?

บีบีซีรวบรวมคำตอบที่หลากหลายจากแพทย์ นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญปัญหาการทำร้ายเด็ก มาไขข้อข้องใจว่าเรื่องเหลือเชื่อดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่

คนที่ล่ามขังลูกตัวเองมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ?

เรื่องของครอบครัวเทอร์พินนั้นแปลกกว่ากรณีอื่น ๆ เพราะพ่อและแม่ร่วมกันกระทำผิดต่อลูกหลายคน ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าโดยทั่วไปมักพบเป็นกรณีการทำร้ายทรมานลูกคนเดียว เนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถรับมือกับการเลี้ยงดูบุตรได้ และสถานการณ์เริ่มบานปลายออกไปจนเกินขอบเขตและสูญเสียการควบคุมไปในที่สุด

นายเดวิดและนางลูอิส เทอร์พิน จับลูก 13 คนล่ามขังไว้ในบ้าน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายเดวิดและนางลูอิส เทอร์พิน จับลูก 13 คนล่ามขังไว้ในบ้าน

ดร.เบอร์นาร์ด กัลลาเกอร์ จากมหาวิทยาลัยฮัดเดอร์สฟีลด์ของสหราชอาณาจักรบอกว่า มีกรณีที่เด็กถูกละเลย ไม่มีการดูแลทำความสะอาดหรือจัดหาอาหารให้อย่างเหมาะสมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กรณีที่เด็กถูกทำร้ายทรมานโดยพ่อแม่วางแผนเตรียมการไว้ก่อนนั้นพบได้น้อยมาก

พ่อแม่ร่วมมือกันทำร้ายลูกแบบเป็นทีมได้ไหม ?

ศาสตราจารย์คอรัล แดนโด ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอนบอกว่า "เมื่อคนสองคนทำงานร่วมกันและสนับสนุนกัน ต่างฝ่ายก็จะมองว่าพฤติกรรมของอีกคนเป็นปกติ ซึ่งในขณะนั้นพฤติกรรมของทั้งสองจะต่างออกไปจากพฤติกรรมขณะที่อยู่ตัวคนเดียว"

บ้านของครอบครัวเทอร์พินที่เมืองเพอร์ริสรัฐแคลิฟอร์เนีย

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, บ้านของครอบครัวเทอร์พินที่เมืองเพอร์ริสรัฐแคลิฟอร์เนีย

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของฝ่ายหนึ่งอาจอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกฝ่ายซึ่งเป็นผู้นำได้ "เรามักจะนึกว่ากรณีเช่นนี้ฝ่ายหญิงน่าจะถูกฝ่ายชายบังคับให้ทำลงไป ซึ่งกรณีที่พบส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น แต่ไม่เสมอไป"

เหตุทำร้ายทรมานรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ได้อย่างไร ?

เมื่อมีการตั้งข้อหากับคู่สามีภรรยาเทอร์พินครั้งแรกนั้น อัยการท้องถิ่นชี้ว่าหลักฐานที่มีอยู่แสดงถึงการทำร้ายทรมานที่ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ "เรื่องนี้อาจเริ่มจากการปล่อยปละละเลยธรรมดา แต่ลุกลามไปสู่การละเมิดทำร้ายที่รุนแรงและยาวนานขึ้นทุกขณะ"

ด้านนางเจน ฟลอเรส น้องสาวของนางลูอิส เทอร์พิน บอกว่าเคยไปเยี่ยมและพักกับครอบครัวนี้เมื่อราว 20 ปีก่อน แต่ในขณะนั้นไม่พบว่ามีความผิดปกติหรือการทำร้ายทรมานเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ว่าคู่สามีภรรยาทั้งสองต่างเข้มงวดกับลูก ๆ ของตนอย่างมาก

ศาสตราจารย์เควิน บราวน์ จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมบอกว่า สถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วในครอบครัวอาจยิ่งเลวร้ายลง เมื่อพ่อแม่ที่กระทำผิดต่อลูกต้องการปกปิดความผิดของตน และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็อาจควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อีกต่อไป ทำให้เกิดการกักขังหรือจำกัดเสรีภาพของลูก เพื่อที่ความลับในครอบครัวจะไม่รั่วไหลออกไปภายนอก

คำบรรยายวิดีโอ, พ่อแม่อเมริกันล่ามขังลูก 13 คนให้อดโซอยู่ในบ้าน

ดร. เอลีน วิซาร์ด จากสถาบันสุขภาพเด็กโรงพยาบาลเกรทออร์มอนด์สตรีทในกรุงลอนดอนแสดงความเห็นว่า "จากกรณีทำร้ายทรมานเด็กอย่างรุนแรงที่ได้พบส่วนใหญ่ เด็กมักถูกเก็บซ่อนตัวเอาไว้ แม้จะยังใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวแต่ก็ไม่อาจเข้าถึงคนภายนอกอย่างครู หมอ หรือเพื่อนเล่นได้

"การที่ต้องอยู่แต่กับพ่อแม่ที่เป็นผู้ทำร้ายทรมานเช่นนี้ ทำให้เด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่คนอื่นที่มีพฤติกรรมปกติ และอาจทำให้เกิดสิ่งที่คล้ายกับกลุ่มอาการสตอกโฮล์ม ( Stockholm syndrome ) คือเหยื่อเกิดความผูกพัน เห็นอกเห็นใจ และมีพฤติกรรมปกป้องผู้ที่ทำร้ายตนเสียเอง

พ่อแม่แบบนี้ใช้ชีวิตแบบตีสองหน้าอยู่ได้อย่างไร ?

ศาสตราจารย์บราวน์บอกว่า คนที่ต้องใช้ชีวิตแบบสองหน้าโดยที่ชีวิตในบ้านและนอกบ้านแตกต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือนั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการผิดปกติทางบุคลิกภาพ เช่นนายเดวิด เทอร์พิน ผู้เป็นพ่อของลูกทั้ง 13 คนนั้น มีภาพลักษณ์เป็นพ่อบ้านที่รักครอบครัวกับคนภายนอก แต่ในบ้านของตัวเองแล้วเขากลับกลายเป็นปีศาจ

ครอบครัวเทอร์พินกับผู้แต่งกายเลียนแบบเอลวิส เพรสลีย์ ที่ลาสเวกัส ขณะที่นายเดวิดและนางลูอิสทำพิธีสมรสกันอีกครั้ง

ที่มาของภาพ, FACEBOOK

คำบรรยายภาพ, ครอบครัวเทอร์พินกับผู้แต่งกายเลียนแบบเอลวิส เพรสลีย์ ที่ลาสเวกัส ขณะที่นายเดวิดและนางลูอิสทำพิธีสมรสกันอีกครั้ง

"มีกลไกทางจิตบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะเช่นนี้ได้ เช่นการมีบุคลิกภาพแตกแยก หรือมีกลไกป้องกันตนเองโดยกล่าวโทษผู้อื่น ในกรณีนี้พ่อแม่จะไม่มองถึงความผิดของตนเอง แต่จะกล่าวโทษว่าการทำร้ายทรมานเป็นความผิดของลูก ซึ่งนานวันไปเด็กนั้นก็อาจจะยอมรับว่าเป็นความผิดของตนฝ่ายเดียวด้วยก็เป็นได้ ในบางกรณีมีการใช้ความเชื่อทางศาสนาเข้ามาอธิบายว่าตนเองไม่ผิด เช่นกล่าวโทษว่าเด็กมีพฤติกรรมผิดบาปหรือเป็นวิญญาณชั่วร้าย

เหตุใดจึงเก็บงำความลับไว้ได้นานขนาดนั้น ?

ศาสตราจารย์แดนโดซึ่งเคยทำงานต่อต้านขบวนการค้าทาสยุคใหม่บอกว่า "ความกลัวมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เหยื่อไม่กล้าดิ้นรนเพื่ออิสรภาพของตนเองและเก็บเรื่องเงียบ พวกที่ตกเป็นทาสยุคใหม่ไปทำงานข้างนอกทุกวันและพบปะผู้คนหลากหลาย แต่ก็ไม่บอกเรื่องที่ตนถูกกระทำกับใครเลย และยังส่งเงินให้กับผู้ควบคุมอย่างซื่อสัตย์ด้วย เพราะคนเหล่านี้ถูกข่มขู่และถูกควบคุมอย่างเป็นระบบ"

ในกรณีของครอบครัวเทอร์พินนั้น ลูกทั้ง 13 คนไม่ได้ไปโรงเรียน เนื่องจากผู้เป็นพ่อลงทะเบียนให้บ้านของตนเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง และให้ลูกเรียนอยู่กับบ้านแบบโฮมสคูล จึงทำให้ยากที่คนภายนอกจะเข้ามาตรวจสอบความเคลื่อนไหวและความเป็นอยู่ของเด็กได้

เพื่อนบ้านของครอบครัวเทอร์พินบอกว่า เคยมองลอดหน้าต่างชั้นบนของบ้าน และเห็นเด็ก ๆ มีพฤติกรรมประหลาดโดยเดินวนเป็นแถวเรียงหนึ่งอยู่นานหลายชั่วโมงจนดึกดื่น แต่ก็ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้กับทางการแต่อย่างใด

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผู้ที่พบเห็นความผิดปกติควรจะแจ้งตำรวจไว้ก่อน โดยอาจยังไม่ต้องถึงขั้นแจ้งความกล่าวหากัน แต่อย่างน้อยควรลงบันทึกประจำวันเอาไว้ก็ยังดี เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป