วิเคราะห์ฉากทัศน์ หากว้าแดงไม่ถอนฐานทหารออกจากชายแดนไทย หลังครบกำหนดเส้นตาย 18 ธ.ค.

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

อีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็จะครบกำหนดที่ทางตัวแทนกองทัพสหรัฐว้า หรือ ยูดับบลิวเอสเอ (United Wa State Army-UWSA) ในรัฐฉาน เมียนมา ได้รับปากกับทางการไทยว่าจะให้คำตอบกรณีย้ายฐานทหารที่ล้ำเข้ามาในพื้นที่ อ.ปาย และ อ.ปางมะผ้า ของ จ.แม่ฮ่องสอน หรือไม่

ทั้งนี้ สำนักข่าวในไทยหลายแห่งรายงานตัวเลขของฐาน UWSA ที่ 8 แห่ง ขณะที่สื่อต่าง ๆ ของเมียนมาระบุว่า 9 แห่ง

UWSA เป็นกองกำลังของกลุ่มชนชาติพันธุ์ว้าในเมียนมาหรือที่คนไทยรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า "ว้าแดง" และถือว่าเป็นกองกำลังที่ทรงอิทธิพลอย่างมากจากความมั่งคั่งที่ได้มาจากอาณาจักรธุรกิจค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงค้าอาวุธให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในเมียนมา

บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในกรณีการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพไทยและ UWSA หากคำตอบที่ได้รับในวันที่ 18 ธ.ค. ไม่เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย พร้อมกับสำรวจว่ายังมีแนวชายแดนไทย-เมียนมา ในจุดใดอีกบ้างที่อยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของ UWSA ใต้

ฐานทัพของ UWSA ใต้

หากดูจากแผนที่จะพบว่าเขตปกครองตนเองว้าในรัฐฉานมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองปางซางและมีอาณาเขตติดต่อกับชายแดนประเทศจีน แต่ในทางตอนใต้ของรัฐฉานซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทยก็มีกองกำลังของ UWSA ตั้งอยู่ด้วยเช่นกัน และเป็นเขตอิทธิพลที่เรียกกันว่า UWSA ใต้ หรือว้าใต้ โดยพบฐานทหารของว้าใต้ เรียงรายอยู่ในแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ อ.ปางมะผ้า อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ไปจนถึง อ.เวียงแหง และ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพเมียนมา จากคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ยืนยันว่าพื้นที่พิพาทบริเวณดอยหัวม้า หนองหลวง ล้ำมาในเขตแดนของประเทศไทยอย่างชัดเจน

"กรณี 2 ดอย จะบอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ไม่น่าชัดเจน เพราะว่ามันไม่ใช่ไทยอ้างกรรมสิทธิ์ไปทับกับ [เขตแดน] ของเมียนมา มันเป็นกรณีที่ชัดเจนแล้วว่าเขาล้ำเข้ามา เพราะฉะนั้นในจุดนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเผชิญหน้าพอสมควรระหว่างทหารไทยกับทหารว้า ส่วนจุดอื่น ๆ ยังไม่ชัดว่าล้ำเข้ามาหรือไม่" เขาบอก

ด้านนายอมระ ธีฮา ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจากสถาบันวิจัยสันติภาพออสโล อธิบายว่าเป็นที่รับรู้กันว่ามีฐานทหารตามแนวชายแดนไทยในบริเวณดังกล่าวมาอย่างยาวนาน โดยช่วงราวทศวรรษที่ 1950-1970 ก็อยู่ในการครอบครองของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ หลากหลายกลุ่ม เช่น กองทัพเมิงไตหรือเอ็มทีเอ (Mong Tai Army-MTA) ของขุนส่า เป็นต้น

จากนั้นราวทศวรรษที่ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 รัฐบาลกลางของเมียนมาซึ่งในตอนนั้นนำโดยรัฐบาลทหารได้เข้ามารุกคืบในพื้นที่ชายแดนบริเวณนี้ โดยมี UWSA เป็นพันธมิตร และนี่เป็นจุดกำเนิดเขต UWSA ใต้ หรือว้าใต้ แต่ชื่อดังกล่าวไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ เพราะแท้จริงแล้วกลุ่มว้าเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่ากองกำลังภูมิภาค 171 ซึ่งควบคุมฐานที่มั่นในบริเวณดังกล่าวมาถึงทุกวันนี้เป็นระยะเวลาประมาณ 20 ปีแล้ว โดยพบว่าจำนวนฐานลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงราวปี 2020

.

แต่นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสันติภาพออสโลชี้ให้เห็นว่าหลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 และต่อมาเกิดปฏิบัติการ 1027 ทางตอนเหนือของรัฐฉานขึ้น พบว่าพื้นที่บางส่วนของรัฐฉานตอนเหนือรวมถึงพื้นที่ส่วนกลางของรัฐฉานได้ถูกถ่ายโอนให้มาอยู่ในการดูแลของ UWSA ผ่านข้อตกลงที่ทางกลุ่มทำร่วมกับกลุ่มพันธมิตรภราดรภาพผู้เปิดปฏิบัติการ 1027 รวมถึงสภาบริหารแห่งรัฐหรือเอสเอซี (State Administration Council-SAC) ของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ด้วยเหตุนี้ทาง UWSA จึงต้องการกองกำลังมากขึ้นเพื่อบริหารและยึดครองพื้นที่เหล่านี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

"คุณจะเห็นว่ามีคนรุ่นใหม่จำนวนมากซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษของลาว ถูกเรียกกลับไปประจำการใน UWSA โดยคุณจะเรียกมันว่าเป็นการเกณฑ์ทหารหรือรับใช้ชาติก็ได้ แต่จุดประสงค์ในคราวนี้ คือการระดมกำลังพลเข้ามาใหม่" ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยสันติภาพออสโลกล่าว และบอกด้วยว่าบางข้อมูลระบุว่ากำลังพลดังกล่าวมีมากถึง 10,000 คน อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้อย่างอิสระ

"หากสมมติว่ามีผู้คนที่ทำงานในลาวประมาณ 2,000 – 4,000 คน กลับมาประจำการยัง UWSA และพวกเขาไม่ได้ถูกส่งกลับไปประจำการที่สำนักงานใหญ่ในว้าเหนือ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะบางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะส่งกำลังพลข้ามจากว้าใต้ขึ้นไปว้าเหนือ เนื่องจากมีพื้นที่ตอนกลางที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ UWSA ดังนั้น ลองคิดว่ากำลังพลเหล่านี้จะไปไหน ก็ต้องมาประจำการอยู่ตามฐานทหารต่าง ๆ ในว้าใต้ ดังนั้น ปัญหาในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องจำนวนของฐานทหาร แต่มันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตามแนวชายแดน [ไทย-เมียนมา] ซึ่งที่ผ่านมาฐานทหารเหล่านี้ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ มาก่อน และเป็นเพียงฐานทหารเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ภายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาพบว่าจำนวนกำลังพลภายในฐานทหารต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และกิจกรรมที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเหล่านี้ได้สร้างความกังวลให้กับทางการไทย" อมระกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

สำนักข่าวอิรวดีของเมียนมารายงานว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดข้อพิพาทแนวชายแดนระหว่างไทยกับ UWSA โดยพบว่าเมื่อปี 2016 ทางการไทยเคยขอให้กองทัพเมียนมาช่วยโน้มน้าว UWSA ถอนตัวออกจากดินแดนของไทย แต่ก็ไร้ผล และเมื่อปีที่แล้ว UWSA ก็ปฏิเสธคำขอของไทยอีกครั้งในการถอนกำลังพลออกจากฐานทหาร 5 แห่ง โดยยืนยันว่าพวกเขาอยู่ในพรมแดนเมียนมา และต้องการตั้งฐานที่มั่นในบริเวณนั้นเพื่อปกป้องพื้นที่ของพวกเขา

ปัจจุบันการปักปันหลักเขตแดนระหว่างไทย-เมียนมาซึ่งมีแนวพรมแดนติดต่อกันมากกว่า 2,400 กิโลเมตรยังไม่เสร็จสิ้น และหลายพื้นที่ที่มีกองกำลังของไทย เมียนมา รวมถึงกลุ่มชนชาติพันธุ์อื่น ๆ ตั้งฐานอยู่ตามแนวชายแดนก็อยู่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันหลักเขตแดนด้วย ส่งผลให้หลายครั้งเกิดข้อพิพาทเรื่องพื้นที่บริเวณแนวชายแดน

แต่จากข้อมูลที่ฝ่ายมั่นคงรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา ได้ยืนยันแน่ชัดแล้วว่าฐานทัพของ UWSA ล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย

"การรุกนั้นเป็นการรุกล้ำเข้าเขตแดนไทยจริงแท้อย่างแน่นอน" นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าว

ฉากทัศน์ที่อาจเป็นไปได้หลัง 18 ธ.ค.

อาจารย์จาก ม.ธรรมศาสตร์ ประเมินว่ามีความเป็นไปได้หลายทาง แต่ในเบื้องต้นเขาเสนอว่าทางการไทยอาจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเจรจาใหม่ โดยเน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือทำงานสร้างมวลชนพื้นที่ดังกล่าวให้มากขึ้นผ่านโครงการพัฒนาในพื้นที่ภูเขาสูง

"แต่หากวันที่ 18 [ธ.ค.] ขีดเดดไลน์แล้วยังไม่ถอน ก็คงจะต้องออกมาเป็นลักษณะที่สำแดงอานุภาพกัน" รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว "ถ้ายังยืนกรานว่าไม่ถอน แล้วระดมพลจากปางซาง เรียกพันธมิตรชนเผ่าอื่น ๆ จากเมืองลา ไทใหญ่ SSPP (กองทัพรัฐฉาน) การรบก็จะขยายวงออกไปมาก ทหารไทยก็ต้องดึงพันธมิตรเข้ามา นั่นคือกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ สภากอบกู้รัฐฉาน เข้ามาปฏิบัติการรบด้วยเพื่อถ่วงดุลระหว่างสองฝ่าย ซึ่งมันเป็นแรงบีบคั้นทางยุทธศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นได้"

รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่าแสนยานุภาพของไทยน่าจะรับมือกับศึกดังกล่าวไหว แต่หากฉากทัศน์ที่เลวร้ายนี้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็แนะนำว่า "สุดท้ายแล้วทหารราบของไทยควรเข้าไปตั้งฐานแทนกองกำลังว้า หากเข้ายึดฐานได้" โดยถือว่าเป็นการปกป้องเขตอธิปไตยของไทยตาม ซึ่งเป็นไปตามอำนาจกฎหมายของไทยอยู่แล้ว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ด้านนายอมระ จากสถาบันวิจัยสันติภาพออสโล ประเมินว่าไม่น่าเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพภาคที่ 3 ของไทยและ UWSA ขึ้น เนื่องจากจะทำให้เหตุสู้รบปะทุขึ้นทางตอนเหนือของประเทศไทยและทั่วรัฐฉานตอนใต้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดการทะลักของผู้คนที่หนีภัยสู้รบเข้ามาในชายแดนไทยมากขึ้น และทำให้เกิดการตั้งค่ายผู้พลัดถิ่นหรือผู้หนีภัยสู้รบบริเวณตอนเหนือของไทยเพิ่มเติม ซึ่งเขามองว่าไม่น่าใช่ฉากทัศน์ที่ทางไทยต้องการ นอกจากนี้การสู้รบยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของว้าเสมอไป

"เมื่อเทียบกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มอื่น ๆ ในเมียนมา ถือว่าว้าเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังตัวอย่างมาก และพยายามรักษาสมดุลอำนาจให้ตัวเองอยู่ในจุดที่ได้เปรียบอยู่เสมอ" เขาบอกกับบีบีซีไทย

"และเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์สู้รบในเมียนมา คุณจะเห็นว่ามันเกิดสุญญากาศทางอำนาจอยู่ในหลาย ๆ พื้นที่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ว้าเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่ว้าไม่เคยเข้าไปเติมเต็มสุญญากาศตรงนั้นด้วยการบังคับใช้กำลัง พวกเขามักได้มาด้วยการเจรจาต่อรอง ดังนั้นผมจึงไม่เห็นความเป็นไปได้เลยที่ว้าจะเลือกการเผชิญหน้า [กับไทย] เพราะมันไม่ใช่วิธีคิดแบบว้า เพราะวิถีพวกเขา คือ การใช้ประโยชน์จากอิทธิพลและความเข้มแข็งเข้าไปสร้างสมดุลระหว่างฝ่ายต่าง ๆ" อมระ กล่าว

"มหาอำนาจ"

นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวหลังการประชุมที่เชิญหน่วยงานมาชี้แจงต่อ กมธ. ว่าได้รับข้อมูลในเชิงบวกว่าฝ่ายไทยพยายามทำทุกทาง โดยเฉพาะกองทัพไทย แต่ยังไม่มีการการันตีหรือให้คำมั่นว่าทางกลุ่มว้าแดงจะถอนฐานทัพออกจากเขตแดนไทย ทว่าในเบื้องต้นทางการไทยโดยเฉพาะทางกองทัพไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉย และพยายามดำเนินการทุกความเป็นไปได้

ก่อนหน้านี้ พ.อ.รุ่งคุณ มหาปัญญาวงศ์ โฆษกกองทัพภาคที่ 3 ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมาว่าจะใช้กลไกความร่วมมือในทุกระดับในการแก้ปัญหาจากเบาไปหาหนัก โดยพูดคุยกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย เพื่อให้ปัญหายุติโดยเร็ว โดยกองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยในทุกพื้นที่ที่รับผิดชอบ

ทาง กมธ. ยังแนะนำกระทรวงการต่างประเทศว่า วิธีเดิมอาจจะใช้กับว้าแดงไม่ได้ อาจจำเป็นต้องคุยกับชาติมหาอำนาจชาติอื่น เพื่อสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้รับข้อเสนอไป และต้องติดตามความคืบหน้าต่อจากนี้

แม้นายรังสิมันต์ไม่ได้ระบุว่า "ชาติมหาอำนาจ" ในที่นี้เป็นใคร แต่ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่ามหาอำนาจที่ไทยควรขอความช่วยเหลือให้ร่วมกดดัน UWSA คือ จีน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจากความใกล้ชิดทางชาติพันธุ์ รวมถึงอุดมการณ์ที่เป็นคอมมิวนิสต์คล้ายคลึงกัน

"อาวุธยุทโธปกรณ์ของว้าหรือการสนับสนุนให้ว้าแข็งแรงในหลาย ๆ ด้าน ว้าก็ยังต้องพึ่งพิงจีน" รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว แต่เขามองว่าทางว้าเองก็มีวาระของตนเอง ไม่ใช่ว่าจีนจะสั่งให้ว้าหันซ้ายหันขวาได้เสมอไป

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ส่วนหนึ่งของอาวุธยูทโธปกรณ์ของ UWSA ได้รับการสนับสนุนจากจีน

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของนายอมระที่เห็นว่า จีนไม่ได้มีอำนาจเหนือว้าเสมอไป แม้พวกเขามีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจากรากเหง้าประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยกำลังเผชิญกับการเจรจาในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงแบบใหม่ ซึ่งมีจีนเป็นผู้เล่นหลักแล้วในตอนนี้

"เมื่อก่อนไทยอาจเคยคิดว่าพื้นที่แถบนี้เป็นเขตอิทธิพลของไทย คุณสามารถพูดคุยเจรจากับกลุ่มต่าง ๆ ข้ามแดนได้อย่างง่ายดาย แต่ในตอนนี้คุณไม่สามารถจะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เท่านั้น แต่ต้องดึงจีนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะอิทธิพลของจีนเติบใหญ่ในภูมิภาคนี้อย่างมาก พวกเขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในความพยายามเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพในเมียนมา ดังนั้นหากไทยมองจากมุมนั้น ก็จะรู้ว่าอิทธิพลของจีนเติบโตอย่างมากและขยายมาถึงพรมแดนไทยแล้ว คุณไม่สามารถมองกองกำลังต่าง ๆ ว่าเป็นตัวแทนของอิทธิพลจีน แต่คุณจำเป็นต้องเจรจากับจีนในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดด้วย"

ด้าน รศ.ดร.ดุลยภาค เสริมว่า จากกิจกรรมผิดกฎหมายที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งทับซ้อนกับเขตอิทธิพลของว้าใต้ ไม่ว่าจะเป็นฐานสแกมเมอร์ออนไลน์ หรือยาเสพติด ฯลฯ อาจเป็นอีกจุดดึงดูดหนึ่งที่ทำให้จีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายของเหล่าจีนเทาซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับบรรดาขุนศึกของ UWSA ด้วย และนั่นยิ่งทำให้อิทธิพลของจีนในทางตอนเหนือของไทยยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ผ่านนโยบายการปราบปราบอาชญากรรมข้ามชาติของจีนเอง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทั้งคู่มองว่าอิทธิพลของจีนในอนุภูมิภาคดังกล่าวคงไม่ได้มีเป้าประสงค์เพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของไทย แต่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลในอนุภาคลุ่มน้ำโขงของจีนที่ดำเนินมาต่อเนื่อง และจีนเองก็ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งขยายตัวในอนุภูมิภาคนี้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะจะกระทบกับโครงการข้ามชาติต่าง ๆ ของจีนที่ลงทุนในพื้นที่แถบนี้