เหตุเรือรบเมียนมายิงเรือประมงไทย รุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ ?

Handout/ทัพเรือภาค 3

ที่มาของภาพ, Handout/ทัพเรือภาค 3

หลังเกิดเหตุเรือรบเมียนมาใช้อาวุธยิงเข้าใส่กลุ่มเรือประมงของไทย บริเวณพื้นที่ด้านทิศตะวันตกของเกาะพยาม จ.ระนอง เมื่อค่ำวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และยังมีชาวไทยอีก 4 คน ที่ถูกจับกุมตัวไป ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เผยว่าสาเหตุอาจมาจากการที่เรือประมงไทยไป “ล้ำน่านน้ำ” ของเมียนมา

อย่างไรก็ดี ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนมีผู้เสียชีวิต ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าฝั่งเมียนมาทำรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม:

เรือประมงไทยรุกล้ำน่านน้ำของเมียนมาหรือไม่ ?

พล.ร.ท.สุวัจ ดอนสกุล ผู้บัญชาการทัพเรือภาค 3 (ผบ.ทรภ.3) และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 (ผอ.ศรชล.ภาค 3) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า สาเหตุที่ทำให้เรือรบเมียนมายิงใส่เรือประมงไทยอาจเป็นเพราะเรือที่เกิดเหตุทั้ง 3 ลำอาจล้ำเข้าไปในฝั่งน่านน้ำเมียนมา และยังมีเรือประมงไทยอีกบางส่วนที่ล้ำไปด้วย แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ในขณะนั้น

ต่อมา พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ยอมรับว่าจากเรือทั้งหมด 15 ลำ ที่เข้าไปจับปลาบริเวณที่เกิดเหตุ มีเรืออย่างน้อย 3 ลำ ที่ “รุกล้ำ” เข้าไปในเขตแดนเมียนมาจริง

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่ายังไม่มีข้อสรุปว่าเรือประมงไทยรุกล้ำน่านน้ำเมียนมาจริงหรือไม่ แต่รองนายกฯ ชี้ว่า เหุตการณ์เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นมานานแล้ว

ภูมิธรรมเสริมว่า เนื่องจากเหตุการณ์จบไปแล้ว และที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณดังกล่าวก็เป็นเกาะแก่งที่มีประชาชนทั้ง 2 ประเทศไปมาหาสู่กัน บริเวณพื้นที่ชายแดนจึงมีความอะลุ่มอล่วย อย่างไรก็ดี แม้จะอยากให้เป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศใช้ร่วมกันได้ แต่ถ้าแต่ละฝ่ายจะยืนยันสิทธิของตัวเอง ฝั่งไทยก็จะยึดตามเส้นแบ่งแดนของไทย และขั้นถัดไปจะเป็นหน้าที่การเจรจาของกระทรวงต่างประเทศ

A member of the Myanmar navy stands guard during the inauguration of a new military coastguard in Yangon on October 6, 2021. (Photo by STR / AFP) (Photo by STR/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ)

ภายในวันเดียวกันนั้น นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่าได้ให้อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก เชิญเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทยเข้าพบแล้ว โดยขอให้ทางการเมียนมาปล่อยเรือไทยและลูกเรือไทย ที่อยู่ในการควบคุมของทางการเมียนมาจำนวน 4 คนโดยเร็ว และระหว่างนี้ ขอให้หน่วยงานไทยได้เข้าเยี่ยมลูกเรือไทยทั้ง 4 คนได้ด้วย ซึ่งเอกอัครราชทูตเมียนมาฯ ได้แสดงความเสียใจที่มีคนไทยเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ และรับที่จะไปติดตามเรื่องนี้ให้มีความคืบหน้า

ทั้งนี้ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) พื้นที่ทางทะเลที่มีความกว้างไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล [1 ไมล์ทะเล เท่ากับ 1.852 กิโลเมตร] เมื่อวัดจากเส้นฐาน [หมายถึงเส้นหรือจุดเริ่มต้นจากชายฝั่ง] ออกไป ถือเป็นทะเลอาณาเขตของประเทศนั้น ๆ หรือหมายความว่ารัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว

ในการบรรยายพิเศษในหัวข้อหลักกฎหมายว่าด้วยอาณาเขตทางทะเล เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา นาวาเอกหญิงมธุศร เลิศพานิช รองผู้อำนวยการกองกฤษฎีกา สำนักงานพระธรรมนูญทหารเรือ อธิบายว่า ภายในพื้นที่ 12 ไมล์ทะเลนี้ UNCLOS ระบุให้เรือจากประเทศอื่นสามารถได้ “สิทธิการผ่านโดยสุจริต” พื้นที่ตรงนี้ได้ หากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่เป็นภัยหรือคุกคามต่อรัฐชายฝั่งนั้น ๆ

“เรือใด ๆ ก็ตามที่แตะ 12 ไมล์ทะเล ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองบริสุทธิ์ เราสามารถให้คุณเข้ามาได้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาต เรือดำน้ำก็แสดงความสุจริตของตัวเองด้วยการลอยลำขึ้นมา เรือรบสามรถใช้สิทธิการผ่านโดยสุจริตได้เหมือนกัน”

ส่วนสาเหตุที่ต้องกำหนดให้มีสิทธิการผ่านโดยสุจริตนั้น นาวาเอกหญิง มธุศร อธิบายว่าเป็นเพราะก่อนที่จะมีกฎหมายนานาชาติทางทะเลเช่นนี้ แต่ละประเทศไม่ได้มีสิทธิเหนือทะเลอาณาเขตมากขนาดนี้มาก่อน จึงนับเป็นการประนีประนอมให้แต่ละรัฐมีสิทธิในการใช้พื้นที่ทางทะเลเช่นกัน

ทว่าเนื่องจากกฎหมายนานาชาติให้สิทธิแต่ละประเทศเป็นผู้ประกาศเส้นฐานและพื้นที่อาณาเขตทางทะเลของตนเองได้อย่างเสรี ดังนั้นหากรัฐใดไม่เห็นด้วยกับการประกาศของรัฐชายฝั่งนั้น ๆ ก็ต้องไปเจรจาตกลง หรือระงับข้อพิพาทกันเอง

กองทัพเรือ

ที่มาของภาพ, กองทัพเรือ

อย่างไรก็ดีนั้น ในบทสัมภาษณ์ของโฆษกกระทรวงกลาโหมกับรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. พล.ต.ธนาธิป อธิบายว่าที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่ที่เกิดเหตุไม่สามารถบังคับใช้หลักสากล 12 ไมล์ทะเลได้ เนื่องจากจะเป็นการเลยไปค่อมพื้นที่ของฝั่งเมียนมา เลยจะเปลี่ยนเป็นการใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่งจากพื้นที่ระหว่างสองเกาะที่หันหน้าเข้าหากันแทน

"ด้วยหลักสากลเขาจะใช้ครึ่งหนึ่งที่วัดได้ ครึ่งนึงเมื่อวานที่ผมลองเปิดดูคือ 34 กิโลเมตร ถ้าเทียบเป็นไมล์ทะเลก็ 18.5 เพราะฉะนั้นก็ประมาณ 9.2 ไมล์ทะเล ของเราก็คาดว่า เราอาจจะมีลักษณะตีวงโค้งไปหน่อย [เรือประมง] สามลำคงจะมีโค้งล้ำน่านน้ำไปสักไมล์นึงสองไมล์ทะเล" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวกับรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ

เรือรบของเมียนมา ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ ?

พล.ต.ธนาธิป กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ ว่าหลังสอบถามกับเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ แล้วพบว่า เหตุการณ์จริง ๆ นั้นเกิดขึ้นช่วงเวลา 21:00 น. ของวันที่ 29 พ.ย. ก่อนจะมีการรายงานเรื่องการใช้อาวุธจากเรือรบเมียนมาเข้ามาที่กองทัพเรือภาคที่ 3 เวลา 00.45 น. ของวันที่ 30 พ.ย. โดยไม่ได้มีการลงรายละเอียดว่าขั้นตอนที่ทหารเรือของเมียนมาปฏิบัติการณ์มีการเตือนก่อนหรือไม่

“การยิงมาลักษณะเช่นนี้ แม้จะยิงมาที่กราบเรือก็ตาม แต่มากันทั้งหมดสามลำ เป็นเรือลาดตระเวรที่ติดอาวุธ มันเหมาะสมและรุนแรงกว่าเหตุหรือไม่อย่างไร”

โฆษกกระทรวงกลาโหมเสริมด้วยว่า ตามหลักการทั่วไปแล้วเมื่อเกิดการรุกล้ำน่านน้ำหรือเขตแดน จะต้องมีการสื่อสารกันก่อนเป็นอันดับแรก มีการแจ้งเตือน และ “เมื่อจะมีการใช้อาวุธต้องยิงไปที่กราบเรือ ไม่ใช่เก๋งเรือ ไม่ได้หมายชีวิต หมายว่าต้องการให้เรือหยุด เพื่อทำการจับกุมหรือควบคุม”

ด้าน พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ต้องตรวจสอบว่าเหตุเกิดในพื้นที่ของใคร อำนาจหน้าที่ครอบคลุมถึงหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีคนถูกจับตัวไป จึงได้ประสานงานเข้าไปช่วยเหลือ รวมทั้งสอบถามสาเหตุไปทางเมียนมาว่ามีสาเหตุใดถึงจับตัวไป แล้วต้องไปดูว่า ณ จุดเกิดเหตุมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

ผบ.ทร. ระบุข้อมูลที่ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า เรือประมงถูกเรือรบเมียนมาไล่ยิงมา และได้มีการขอความช่วยเหลือ ทาง ทร. จึงได้ส่งเรือออกไป ทั้งนี้ ทร. จะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงการใช้อาวุธและอำนาจของเมียนมาว่าเกินขอบเขตหรือไม่ และเรามีอำนาจเข้าไปป้องกันมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญคือต้องดูว่าพื้นที่เกิดเหตุอยู่ตรงไหน จุดใด มีกฎหมายใดบังคับใช้

“เราเข้าไปรุกล้ำเขา หรือเขาเข้ามาใช้อำนาจเกินขอบเขต หากเป็นอย่างหลังจะมีการตอบโต้อย่างชัดเจน” พล.ร.อ.จิรพลกล่าว

ด้าน พล.ร.อ.พาสุกรี วิลัยรักษ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้เปิดเผยการตรวจสอบความเสียหายของเรือประมงไทยเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ระบุว่าตัวเรือได้รับความเสียหายน้ำเข้าเรือปริมาณมาก

A member of the Myanmar navy stands guard during the inauguration of a new military coastguard in Yangon on October 6, 2021. (Photo by STR / AFP) (Photo by STR/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ)

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช จากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า การกระทำของกองทัพเรือเมียนมานับว่า “รุนแรงเกินไปจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเพียง “พื้นที่ทับซ้อน”

“ในพื้นที่ทับซ้อน ต้องใช้หลักละมุนละม่อมอยู่แล้ว มีมาตรการจากเบาไปหาหนัก… บางทีถ้าเราล้ำแดนเขาจริง มันก็มีวิธีการอีกเยอะ ไม่ใช่ว่ายิงเลย”

รศ.ดร.ดุลยภาค เสริมด้วยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นที่วัฒนธรรมยุทธศาสตร์ของทหารเรือของเมียนมาเช่นเดียวกันที่อาจใช้ความรุนแรงกว่า และไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับประเทศไทยเท่านั้น

ไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุกับเรือประมงของไทย สำนักข่าวต่างประเทศและสำนักข่าวท้องถิ่นของเมียนมา รายงานเหตุเรือรบเมียนมายิงเข้าใส่เรือประมงของชาวบังกลาเทศจนมีผู้เสียชีวิตเช่นเดียวกัน

นอกจากกรณีของเมียนมาแล้ว รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ว่ามีตัวอย่างของอินโดนีเซียด้วย ในยุคของอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ซึ่งแม้มีแนวนโยบายในการผลักดันให้อินโดนีเซียเป็น “ใจสมุทรโลก” แต่ยังเลือกปกป้องอาณาเขตทางทะเลที่แม้จะเป็นพื้นที่ทับซ้อน โดยเมื่อมีเรือประมงสัญชาติอื่นเข้ามา อินโดนีเซียก็ยิงเช่นเดียวกัน

“ซึ่งมันไม่เหมาะในทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่พฤติกรรมรัฐบางรัฐ เขาแสดงออกมาแบบนี้”

ในทางตรงกันข้าม เมื่อช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมานั้น เกิดเหตุการณ์ที่เรือประมงของไทยรุกล้ำน่านน้ำของประเทศมาเลเซีย ฝั่งเมเลเซียได้จับกุมไต้ก๋งและลูกเรือของไทยที่ทำผิด ก่อนที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของไทยจะมีการตรวจสอบและประสานงานไปยังมาเลเซียเพื่อขอความร่วมมือส่งชาวประมงไทยกลับประเทศ ขณะที่เมื่อมีการรุกล้ำน่านน้ำของไทย ฝั่งไทยเองก็กระทำการเช่นเดียวกันคือการจับกุม และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของประเทศต้นทางเพื่อดำเนินการต่อ

เนื่องจากพื้นที่ทางทะเลนั้นสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมหาศาล รศ.ดร.ดุลยภาค จึงทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและรัฐบาลต้องกลับมาหาวิธีแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ โดยเฉพาะบนพื้นที่พิพาท

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เกิดขึ้นบนพื้นที่จังหวัดระนองซึ่งมีส่วนที่เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย รศ.ดร.ดุลยภาค จึงตั้งคำถามว่า หากโครงการได้รับไฟเขียวจริง โครงการที่รองรับสายเดินเรือสินค้าบริการจากมหาสมุทรอินเดีย เข้ามาที่ระนอง มาชุมพร แล้วมาอ่าวไทย ทว่าหาก “ปากทางเข้าที่ตรงระนอง กองทัพเมียนมายังสำแดงกำลังอย่างนี้ หรือมันมีจุดพิพาททางทะเลที่เคลียร์กันยังไม่จบอีกหลายจุด มันก็จะทำให้ผลประโยชน์ที่มาจากทางเศรษฐกิจจากแลนด์บริดจ์มันได้รับผลกระทบกระเทือนเหมือนกัน”