รวมข่าวเด่นราชวงศ์โลกปี 2024

มีพระราชวงศ์อังกฤษเพียง 7 พระองค์ ที่ร่วมเสด็จออกสีหบัญชร ในพิธีสวนสนามและกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลของปีนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีพระราชวงศ์อังกฤษเพียง 7 พระองค์ ที่ร่วมเสด็จออกสีหบัญชร ในพิธีสวนสนามและกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลของปีนี้

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ราชวงศ์อังกฤษต้องรับมือกับ "ปีแห่งหายนะ" ที่มาเยือนอีกครั้ง อันเนื่องมาจากวิกฤตทางสุขภาพของเหล่าพระบรมวงศ์ชั้นสูง ในขณะที่ราชวงศ์เบญจมาศของญี่ปุ่น ส่งสัญญาณที่แสดงถึงการสืบทอดสถาบันกษัตริย์ โดยยึดมั่นกับขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่นในปีนี้

"ปีแห่งหายนะ" ของราชวงศ์อังกฤษ

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2024 ราชวงศ์อังกฤษต้องเผชิญกับข่าวร้ายและปัญหาสารพัดที่รุมเร้าเข้ามาพร้อมกัน ชนิดที่เรียกได้ว่าปีนี้คือ "ปีแห่งหายนะ" (annus horribilis) อย่างแท้จริง หลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง เคยมีพระราชดำรัสเรียกปี 1992 ซึ่งมีแต่ข่าวการหย่าร้างของบรรดาพระราชวงศ์และเกิดเหตุเพลิงไหม้ปราสาทวินด์เซอร์ ว่าเป็นปีแห่งหายนะอันเลวร้ายมาแล้ว

ในวันที่ 17 ม.ค. สำนักพระราชวังเคนซิงตันแถลงว่าแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ จะทรงพักรักษาพระองค์ในโรงพยาบาลราวสองสัปดาห์หลังได้รับการผ่าตัดพระนาภี และจะหยุดทรงงานชั่วคราวไปจนกระทั่งถึงช่วงเทศกาลอีสเตอร์ในต้นเดือนเม.ย.

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น สำนักพระราชวังบักกิงแฮมก็ได้ออกแถลงการณ์เช่นกันว่า สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สาม จะทรงเข้ารับการรักษาพระอาการต่อมลูกหมากโต และจะต้องเลื่อนหมายกำหนดการของพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ออกไปโดยไม่มีกำหนด

เจ้าชายแฮร์รีและพระชายา เสด็จเยือนศูนย์ศิลปะแห่งชาติของประเทศโคลอมเบียเป็นการส่วนพระองค์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าชายแฮร์รีและพระชายา เสด็จเยือนศูนย์ศิลปะแห่งชาติของประเทศโคลอมเบียเป็นการส่วนพระองค์

ในช่วงแรกไม่มีผู้ใดทราบถึงรายละเอียดของข่าวการประชวรมากนัก เนื่องจากเป็นธรรมเนียมที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษจะไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพระพลานามัยส่วนพระองค์ แต่หลังจากที่เกิดกระแสข่าวเล่าลือในทางลบมากมาย ทั้งกษัตริย์ชาร์ลส์ที่สามและพระสุนิสาได้ทรงยินยอมเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า แท้จริงแล้วทั้งสองพระองค์ทรงประชวรด้วยพระโรคมะเร็ง โดย "คิงชาร์ลส์" ทรงประกาศข่าวดังกล่าวในเดือนก.พ. ส่วนเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเปิดเผยและชี้แจงเรื่องนี้ผ่านคลิปวิดีโอที่ทรงเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนมี.ค.

การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพระพลานามัยส่วนพระองค์ดังกล่าว ได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนถึงความกล้าหาญและความพยายามปรับตัวไปสู่ความโปร่งใสและเป็นสมัยใหม่มากขึ้นของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ ซึ่งนอกจากคิงชาร์ลส์และพระสุนิสาแล้ว ในปีนี้เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี (Princess Royal) ก็ทรงได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่พระเศียรเนื่องจากการทรงม้า จนมีพระอาการความจำเสื่อมชั่วคราวด้วยเช่นกัน ส่วนสมเด็จพระราชินีคามิลลานั้นก็ทรงประชวรด้วยพระโรคปัปผาสะ (ปอด) อักเสบถึงสามครั้ง

การประชวรของพระบรมวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ทำให้สมาชิกที่เหลือของราชวงศ์วินด์เซอร์จำต้องปรับตัว เพื่อเข้ารับหน้าที่ผู้แทนพระองค์ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์มกุฎราชกุมารเจ้าชายแห่งเวลส์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทรงงานน้อยเกินไป

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดคิงชาร์ลส์ได้ทรงกลับมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญด้วยพระองค์เองในเดือนเม.ย. ทว่านอกจากงานการกุศลที่เกี่ยวกับโรคมะเร็งแล้ว การออกทรงงานเหล่านี้มีเสียงตอบรับที่ไม่สู้ดีนัก เช่นการเผยโฉมพระบรมสาทิสลักษณ์สีแดงเพลิงซึ่งเป็นรูปแรกในรัชสมัย หลายคนกลับบอกว่าดูแล้วเหมือนทรงกำลัง "ตกนรก" อย่างไรอย่างนั้น ส่วนในการเสด็จฯ เยือนออสเตรเลียและซามัว ซึ่งเป็นการเสด็จฯ เยือนประเทศในเครือจักรภพครั้งแรกนับแต่ขึ้นครองราชย์ ก็ทรงถูกวุฒิสมาชิกที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองออสเตรเลียตะโกนไล่ว่า "คุณไม่ใช่กษัตริย์ของฉัน"

แม้ก่อนหน้านี้คิงชาร์ลส์จะทรงมีพระราชดำริ มุ่งลดจำนวนของเจ้านายชั้นพระบรมวงศ์ให้น้อยลง แต่ปรากฏว่าในปี 2024 เหล่าพระราชวงศ์ที่สามารถจะช่วยแบกรับพระราชภาระนั้นมีไม่เพียงพอ ส่วนดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ หรือ "แฮร์รี-เมแกน" ก็ห่างเหินกับราชวงศ์อังกฤษมากขึ้นไปทุกที โดยในปีนี้ทั้งสองเดินสายออกงานการกุศลเป็นการส่วนพระองค์ในต่างประเทศ และเปิดตัวแบรนด์สินค้าใหม่เป็นของกินของใช้ในครัวเรือน พร้อมทั้งเตรียมถ่ายทำสารคดีเน็ตฟลิกซ์เรื่องใหม่เกี่ยวกับชีวิตแม่บ้านของเมแกนด้วย

ขวากหนามในชีวิตคู่ของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์

หลังจากที่แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ไม่ได้ปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะมานานหลายสัปดาห์ ตั้งแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสของปี 2023 ได้เกิดข่าวเล่าลือเกี่ยวกับปัญหาในชีวิตสมรสของพระองค์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพระพลานามัยทั้งทางสุขภาพกายและจิตอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้ทรงเงียบหายไปอย่างผิดปกติ

ท่ามกลางกระแสสังคมที่กดดันให้เจ้าหญิงแห่งเวลส์ปรากฏพระองค์อีกครั้ง เพื่อให้ผู้คนมั่นใจในพระสวัสดิภาพ ในวันที่ 10 มี.ค. ซึ่งเป็นวันแม่ของสหราชอาณาจักร สำนักพระราชวังเคนซิงตันจึงได้เผยแพร่พระฉายาลักษณ์ที่เจ้าหญิงแห่งเวลส์เพิ่งจะทรงฉายร่วมกับพระโอรสและพระธิดา โดยดูเหมือนว่าภาพนี้จะเป็นความพยายามของราชวงศ์อังกฤษ ที่ต้องการสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนว่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ยังทรงปลอดภัยและมีพระพลานามัยแข็งแรง

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ภาพดังกล่าวได้กลายเป็นหายนะด้านการประชาสัมพันธ์ไปอย่างไม่คาดฝัน หลังสำนักข่าวหลายแห่งพบร่องรอยการตกแต่งภาพ จนมีการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นภาพจริงของเจ้าหญิงแห่งเวลส์หรือไม่ ทำให้พระองค์ต้องทรงแถลงยอมรับผิดและขออภัยในวันต่อมา โดยทรงชี้แจงว่าได้แต่งภาพเองเล็กน้อยตามประสามือสมัครเล่น และไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความสับสนหรือบิดเบือนข้อมูลในภาพแต่อย่างใด

บัตรอวยพรเทศกาลคริสต์มาสของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ มาจากภาพในวิดีโอที่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเผยแพร่เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, KENSINGTON PALACE

คำบรรยายภาพ, บัตรอวยพรเทศกาลคริสต์มาสของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ มาจากภาพในวิดีโอที่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเผยแพร่เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

หลังจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว เจ้าชายวิลเลียมได้มีพระราชดำรัสต่อสื่อมวลชน เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องของพระชายาหลายครั้ง โดยทรงยืนยันหนักแน่นว่าจะเคียงข้างสนับสนุนคู่ชีวิตในการเผชิญปัญหาสุขภาพ ด้านเจ้าหญิงแห่งเวลส์ก็ได้ตัดสินพระทัยออกมาเปิดเผยเรื่องพระพลานามัยส่วนพระองค์ในที่สุด โดยตรัสในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ว่าทรงประชวรด้วยโรคมะเร็ง

ความพยายามสร้างข่าวเชิงบวก เพื่อกู้คืนความเสียหายจากกรณีการแต่งภาพยังคงดำเนินต่อไป โดยในวันที่ 9 ก.ย. เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงออกแถลงการณ์ว่า การรับเคมีบำบัดได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกับที่สำนักพระราชวังเคนซิงตันได้เผยแพร่วิดีโอส่วนพระองค์ใหม่ล่าสุดของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ซึ่งแสดงให้เห็นความรักและความอบอุ่นใกล้ชิดภายในครอบครัว

ปัจจุบันเจ้าหญิงแห่งเวลส์ก็ยังคงไม่ปรากฏพระองค์ต่อสาธารณชนบ่อยครั้งนัก แต่เชื่อได้ว่าน่าจะยังทรงเก็บตัว "เพื่อมุ่งมั่นกับการรักษาสุขภาพให้ปลอดจากโรคมะเร็งต่อไป" ตามที่ได้ทรงแถลงไว้ก่อนหน้านี้

การสืบทอดบัลลังก์และข่าวอื้อฉาวของราชวงศ์ยุโรป

สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (ขวาสุด) ทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อสละราชสมบัติแก่มกุฎราชกุมาร ซึ่งปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 (คนกลาง)

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (ขวาสุด) ทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อสละราชสมบัติแก่มกุฎราชกุมาร ซึ่งปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 (คนกลาง)

เมื่อช่วงต้นปีในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของเดนมาร์ก หลังสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อสละราชสมบัติแก่พระราชโอรส เนื่องจากพระพลานามัยอ่อนแอลง หลังทรงเข้ารับการผ่าตัดพระปฤษฎางค์ (แผ่นหลัง) ครั้งใหญ่ เมื่อช่วงต้นปี 2023

สมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ใหม่ไม่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก เนื่องจากธรรมเนียมดังกล่าวถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 1849 หลังเดนมาร์กเริ่มใช้รัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การสละราชสมบัติหรือถ่ายโอนพระราชอำนาจให้แก่รัชทายาทแต่เนิ่น ๆ ยังคงเป็นแนวทางที่ราชวงศ์ในยุโรปหันมายึดถือปฏิบัติกันมากขึ้น โดยนอกจากราชวงศ์เดนมาร์กแล้ว ในปีนี้แกรนด์ดยุคอองรีผู้ครองราชรัฐลักเซมเบิร์ก ยังทรงแต่งตั้งเจ้าชายกีโยมผู้เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประมุขแห่งรัฐและผู้แทนพระองค์ (Lieutenant - Representative) ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญแทนพระราชบิดา ซึ่งแกรนด์ดยุคอองรีจะยุติการทรงงานอย่างเป็นทางการ ในเดือน ต.ค. 2024 เป็นต้นไป แต่ไม่ได้ทรงประกาศอย่างชัดเจนว่าจะสละราชสมบัติเมื่อใด

เจ้าหน้าที่ถวายอารักขาแก่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลีเปที่ 6 แห่งสเปน (ใต้ร่ม) หลังมีผู้ขว้างปาดินโคลนใส่ขณะเสด็จฯ เยือนพื้นที่ประสบอุทกภัยในแคว้นบาเลนเซีย

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ถวายอารักขาแก่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลีเปที่ 6 แห่งสเปน (ใต้ร่ม) หลังมีผู้ขว้างปาดินโคลนใส่ขณะเสด็จฯ เยือนพื้นที่ประสบอุทกภัยในแคว้นบาเลนเซีย

ในปีนี้พลเมืองของยุโรปต่างแสดงความไม่พอใจต่อสถาบันกษัตริย์มากขึ้น ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง และการที่สมาชิกในราชวงศ์ก่อเรื่องอื้อฉาวซึ่งละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือจารีตประเพณี โดยเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา กษัตริย์และราชินีแห่งสเปนถูกบรรดาผู้ประท้วงที่โกรธแค้นตะโกนด่าทอและขว้างปาด้วยดินโคลน ระหว่างเสด็จฯ เยือนพื้นที่ประสบอุทกภัยในเมืองบาเลนเซีย เนื่องจากความไม่พอใจที่ทางการแจ้งเตือนภัยและให้ความช่วยเหลือช้าเกินไป จนมีผู้เสียชีวิตไปหลายร้อยราย

แม้บางคนจะมองว่า ประชาชนที่โกรธแค้นมุ่งเป้าก่นด่าและทำร้ายนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ มากกว่าจะมุ่งโจมตีกษัตริย์และราชินีแห่งสเปนโดยตรง แต่มีรายงานว่าคนหนุ่มสาวบางกลุ่มเข้ามาแสดงความไม่พอใจต่อหน้าพระพักตร์ โดยกล่าวหาสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลีเปที่ 6 ว่าทรง "ทอดทิ้งประชาชน" จนทำให้ทางการต้องยกเลิกการเสด็จฯ เยือนพื้นที่ประสบภัยอีกแห่งในทันที

ด้านราชวงศ์นอร์เวย์ก็เผชิญกับเรื่องอื้อฉาวไม่แพ้กัน หลังนายมาริอุส บอร์ก ฮอยบี "ลูกเลี้ยง" ของมกุฎราชกุมารฮากอน ซึ่งเป็นบุตรชายของพระชายาเมตเต-มาริต ที่เกิดกับอดีตสามีสามัญชน ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาข่มขืนและใช้ยาเสพติดเพื่อประทุษร้ายทางเพศต่อแฟนสาวและเหยื่ออีกหลายราย ส่งผลให้ความนิยมต่อสถาบันกษัตริย์ในหมู่ประชาชนชาวนอร์เวย์ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ จากคะแนนนิยม 81% ในปี 2017 ลดฮวบลงมาอยู่ที่ 62% ในเดือนส.ค. ของปีนี้

เจ้าชายแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่นทรงบรรลุนิติภาวะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะแห่งอากิชิโนะ รัชทายาทลำดับที่สองของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชันษาครบ 18 ปี ซึ่งถือว่าถึงเกณฑ์บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยทรงเป็นพระราชวงศ์ชายพระองค์แรกของราชวงศ์เบญจมาศ ที่ทรงเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่ตามเกณฑ์ดังกล่าว ในรอบเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

เจ้าชายฮิซาฮิโตะแห่งอากิชิโนะ รัชทายาทลำดับที่สองของราชวงศ์ญี่ปุ่น

ที่มาของภาพ, KYODO

คำบรรยายภาพ, เจ้าชายฮิซาฮิโตะแห่งอากิชิโนะ รัชทายาทลำดับที่สองของราชวงศ์ญี่ปุ่น

ปัจจุบันเจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงกำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาของมหาวิทยาลัยสึคุบะ ซึ่งมีชื่อเสียงในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทรงสนใจศึกษาด้านธรรมชาติวิทยาและกีฏวิทยาเป็นพิเศษ ทำให้ก่อนหน้านี้ทรงเข้าร่วมในการสำรวจภาคสนาม และทรงร่วมเขียนรายงานวิจัยเกี่ยวกับแมลงปอ ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของญี่ปุ่น

เจ้าชายฮิซาฮิโตะมีพระดำรัสเนื่องในวาระที่ทรงบรรลุนิติภาวะว่า "ข้าพเจ้าหวังที่จะเรียนรู้ให้มากขึ้น ผ่านการสัมผัสประสบการณ์แต่ละอย่างในทุกรูปแบบ เพื่อซึมซับแง่มุมต่าง ๆ ของการเติบโต ด้วยการเรียนรู้เหล่านั้น"

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ของปีนี้ เจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ทรงเจริญพระชันษาครบ 23 ปี โดยทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยกักคุชูอิง และได้ทรงเริ่มงานที่สภากาชาดญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้น สภาพการณ์ทางสังคมและการเมืองของญี่ปุ่นก็ยังคงไม่เอื้ออำนวยให้สตรีขึ้นครองราชย์ได้ ทั้งยังต้องสละฐานันดรศักดิ์เมื่อเสกสมรสกับสามัญชนด้วย

พระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์องค์ใหม่แห่งมาเลเซีย

สุลต่านอิบราฮิมแห่งรัฐยะโฮร์ ทรงประกอบพิธีขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 17 แห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย

ที่มาของภาพ, BERNAMA

คำบรรยายภาพ, สุลต่านอิบราฮิมแห่งรัฐยะโฮร์ ทรงประกอบพิธีขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 17 แห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย

แม้จะได้ทรงประกอบรัฐพิธีสาบานตน ในฐานะสมเด็จพระราชาธิบดีหรือ "ยังดีเปอร์ตวนอากง" องค์ที่ 17 แห่งสหพันธรัฐมาเลเซียไปแล้ว เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่สุลต่านอิบราฮิมแห่งรัฐยะโฮร์ เพิ่งจะทรงได้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการตามธรรมเนียมมลายูดั้งเดิม เมื่อวันที่ 20 ก.ค. หรือในอีก 6 เดือนต่อมา ที่พระราชวังหลวงอิสตานา เนการา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

คำว่า "ยังดีเปอร์ตวนอากง" หมายถึง "ผู้ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นใหญ่" ซึ่งสอดคล้องกับระบบการเลือกตั้งกษัตริย์จากสุลต่านผู้ปกครองรัฐต่าง ๆ แบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเป็นองค์ประมุข โดยมีระยะเวลาการครองราชย์สมัยละ 5 ปี ซึ่งพระราชบิดาของสุลต่านอิบราฮิมก็เคยดำรงพระยศนี้เมื่อ 40 ปีก่อน

ข้อความในพระราชสาส์นที่เชิญพระราชอาคันตุกะถึง 700 คน เข้าร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกในครั้งนี้ เขียนด้วยอักษรยาวี (Jawi) ซึ่งในบรรดาแขกผู้มีเกียรตินั้นรวมถึงกษัตริย์แห่งบาห์เรนและสุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งพระราชโอรสคือเจ้าชายอับดุลมาทีนแห่งบรูไน เพิ่งทรงจัดพิธีเสกสมรสอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา

พระราชพิธีเริ่มต้นด้วยการที่สุลต่านอิบราฮิมทรงจุมพิตคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการที่ทรงเป็นประมุขทางจิตวิญญาณของศาสนาอิสลามในดินแดนมาเลเซีย จากนั้นจะมีการถวายพระกริชอันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจ แล้วจึงทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณว่าจะปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งจะอุปถัมภ์บำรุงศาสนาอิสลาม และจะยืนหยัดเคียงข้างรัฐบาลที่ปกครองประเทศอย่างสันติและเป็นธรรม