ลูกหลานผู้รอดชีวิตจากกาฬโรค เสี่ยงแพ้ภูมิตัวเองเพิ่มขึ้นหลายเท่า

MUSEUM OF LONDON ARCHAEOLOGY

ที่มาของภาพ, MUSEUM OF LONDON ARCHAEOLOGY

คำบรรยายภาพ, หลุมฝังศพผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคยุคศตวรรษที่ 14 ในย่าน East Smithfield ของกรุงลอนดอน

วิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมมนุษย์ให้สามารถต่อสู้กับโรคร้ายบางชนิดในอดีต อาจไม่เป็นผลดีต่อคนรุ่นหลังที่สืบทอดพันธุกรรมดังกล่าวมาเสมอไป

ล่าสุดมีการค้นพบว่า ยีนกลายพันธุ์ที่ทำให้ชาวยุโรปบางคนมีภูมิต้านทานกาฬโรค ในระหว่างการระบาดใหญ่เมื่อ 700 ปีก่อน กลับทำให้ลูกหลานของพวกเขาในปัจจุบันเสี่ยงเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง (autoimmune disease) มากกว่าผู้อื่นหลายเท่า

ผลการศึกษาข้างต้นตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยชิคาโกของสหรัฐฯ, รวมทั้งมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ของแคนาดา, สถาบันปาสเตอร์ของฝรั่งเศส, และสถาบันวิจัยอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ได้ร่วมกันวิเคราะห์ดีเอ็นเอของคนโบราณ 500 ตัวอย่าง ซึ่งได้จากหลุมฝังศพผู้เสียชีวิตด้วยกาฬโรคยุคศตวรรษที่ 14 ในย่าน East Smithfield ของกรุงลอนดอน

ทีมผู้วิจัยพยายามมองหายีนที่เกิดการกลายพันธุ์ (variant) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นพิเศษ และได้พบยีนที่ว่านี้ถึง 245 ชนิดจากตัวอย่างดีเอ็นเอโบราณดังกล่าว โดยยีนภูมิคุ้มกันที่กลายพันธุ์บางส่วนถือกำเนิดขึ้นหลังการระบาดของกาฬโรคได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เมื่อทำการทดสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง ทีมผู้วิจัยจึงทราบว่าการกลายพันธุ์ในยีน ERAP2 ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์สามารถจดจำและเข้าโจมตีกำจัดเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งเป็นสาเหตุของกาฬโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มียีนกลายพันธุ์ตัวนี้อยู่

ภาพขยายเชื้อกาฬโรค Yersinia pestis (สีเหลือง) บนตัวเห็บหมัด (สีม่วง)

ที่มาของภาพ, NIH

คำบรรยายภาพ, ภาพขยายเชื้อกาฬโรค Yersinia pestis (สีเหลือง) บนตัวเห็บหมัด (สีม่วง)

ศาสตราจารย์ ลูอิส บาร์เรโร หนึ่งในผู้นำทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยชิคาโกบอกว่า “นี่คือหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่า กาฬโรคเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติในมนุษย์ โรคร้ายนั้นสามารถเป็นตัวการผลักดัน จนนำไปสู่วิวัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้”

ผู้ที่มียีน ERAP2 ชนิดกลายพันธุ์ มีโอกาสรอดชีวิตจากการติดเชื้อกาฬโรคสูงกว่าคนทั่วไปถึง 40% เลยทีเดียว แม้ว่าในยุคศตวรรษที่ 14 กาฬโรคได้คร่าชีวิตประชากรในยุโรปไปเกือบครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตามวงการแพทย์พบว่ายีน ERAP2 ชนิดกลายพันธุ์ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเองหลายชนิดในคนยุคปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นโรคโครห์น (Crohn’s disease) เป็นต้น

ศาสตราจารย์ เฮนดริก พอยนาร์ หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์กล่าวเสริมว่า “โรคระบาดสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขจีโนมหรือข้อมูลพันธุกรรมของมนุษย์ได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจซุกซ่อนอยู่โดยไม่ถูกตรวจพบในประชากรรุ่นปัจจุบัน”

“อย่างไรก็ตาม วิวัฒนาการที่เป็นประโยชน์เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว อาจเป็นโทษกับรุ่นลูกหลานที่สืบทอดลักษณะดังกล่าวมาได้ ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวสูงและทำงานอย่างแข็งขันเป็นพิเศษ ในทุกวันนี้กลับส่งผลเสียจนกลายเป็นภูมิคุ้มกันที่ทำร้ายตนเองไป“ ศ. พอยนาร์กล่าวสรุป