ย้อนข้อต่อสู้-ลำดับความเป็นมา "คดีคลิปเสียง" วัน แพทองธาร ขึ้นไต่สวนกลางศาลรัฐธรรมนูญ

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การเปิดศาลไต่สวน "คดีคลิปเสียง" ใช้เวลาราว 2 ชม. 30 นาที โดยไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดภาพและเสียง โดยให้เหตุผลว่า "คดีเป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และห้ามไม่ให้ผู้เข้าฟังนำข้อมูลไปเผยแพร่ ห้ามนำไปบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน"

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ปรากฏตัวที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ.แจ้งวัฒนะ ก่อนถึงเวลานัดหมายราว 1 ชม. โดยมีนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ร่วมเดินทางมากำลังใจด้วย

วันนี้ (21 ส.ค.) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งเพื่อไต่สวนพยานบุคคล ในคดีที่ประธานวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

คณะ สว. 36 คน เจ้าของคำร้อง กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีปรากฏคลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีคลิปเสียง"

พยานบุคคลที่ศาลเรียกมาไต่สวนมี 2 ปากคือ น.ส.แพทองธาร ในฐานะผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า "ให้ไต่สวนเลขาธิการ สมช. ก่อน และขอให้นายกฯ ออกไปรอข้างนอกก่อน"

องค์คณะมอบหมายให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ดำเนินการพิจารณา พร้อมตุลาการคนอื่น ๆ ร่วมซักถาม

ศาลไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดภาพและเสียง "เนื่องจากพยานบุคคลที่มาเป็นพยานคู่ และคดีเป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และห้ามไม่ให้ผู้เข้าฟังนำข้อมูลไปเผยแพร่ ห้ามนำไปบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน"

น.ส.แพทองธารต้อง "เว้นวรรค" การทำหน้าที่ตั้งแต่ 1 ก.ค. นับจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องเอาไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีมติ 7 ต่อ 2 ให้เธอหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

ศาลเลื่อนกำหนดวันให้คู่กรณียื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเร็วขึ้นเป็น 25 ส.ค. จากเดิม 27 ส.ค. เพื่อให้เวลาตุลาการแต่ละคนได้จัดทำความเห็นส่วนตน เพื่อให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน แต่ยังคงกำหนดวันนัดอ่านคำวินิจฉัยตามเดิม 29 ส.ค.

ผู้นำรัฐบาลไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนราว 3 สัปดาห์แล้ว และลาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 2 นัด

ภายหลังการขึ้นไต่สวนในวันนี้ ซึ่ง น.ส.แพทองธารต้องตอบข้อซักถามขององค์คณะนาน 1 ชม. 35 นาที เธอไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าที่ถามว่า นายกฯ มีกำลังใจดีหรือไม่ น.ส.แพทองธารเพียงแต่ยิ้มและพยักหน้ารับ

ข้อต่อสู้ของแพทองธาร

ก่อนหน้านี้ น.ส.แพทองธาร ได้ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาล ยืนยันว่า การกระทำของตน ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการการเมือง พ.ศ. 2564 และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในความสุจริตและเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

สำนักข่าวอิศราเผยแพร่รายละเอียดคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของ น.ส.แพทองธาร ฉบับเต็ม โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

  • ในการสนทนากับประธานวุฒิสภากัมพูชา "ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจะนําผลประโยชน์ของประเทศไทยไปแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ" มีเพียงการพยายามเจรจาต่อรองเงื่อนไขเพื่อให้สถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชาคลี่คลายลง โดยใช้คําพูดเชิงจิตวิทยาระหว่างการสนทนา เพื่อโน้มน้าวหวังให้สมเด็จฮุน เซน ช่วยแนะนําหรือเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์และลดความขัดแย้งผ่านไปยังผู้นํารัฐบาลกัมพูชา
  • หลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการเจรจาทางการทูตตามหลักการและมาตรฐาน กระทรวงการต่างประเทศมีการกําหนดขั้นตอนเฉพาะกระบวนการที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ไม่ได้กําหนดสําหรับวิธีการที่ไม่เป็นทางการ
  • การเจรจาในลักษณะสายตรงระหว่างผู้นํา หรือสายด่วนผู้นํา (Leader to Leader Hotline) เป็นวิธีการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการที่มีประสิทธิภาพและใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก และมักใช้เพื่อหารือเรื่องเร่งด่วน หรือประเด็นที่มีความอ่อนไหวเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด หรือสร้างความไว้ใจกัน โดยปกติวิธีการเช่นนี้จะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ และมักไม่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ กรณีนี้ "แม้การเจรจาจะเป็นไปแบบส่วนตัว แต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน"
  • สมเด็จฮุน เซน "ผิดมารยาททางการเมืองระหว่างประเทศ โดยการแอบบันทึกเสียงการสนทนาแล้วนํามาเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนแต่ฝ่ายเดียว และเป็นที่คาดการณ์ว่าการกระทําดังกล่าวเป็นการเล็งผลที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทางการเมืองในประเทศไทย ทําให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพหรือก่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศไทยได้ แล้วฉวยโอกาสดังกล่าวใช้กําลังทหารเข้าปะทะดังที่เคยทํามาโดยตลอดตามประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมา" การร้องเรียนของผู้ร้องถึงคุณสมบัติของนายกฯ จึงอาจสอดคล้องกับเจตนาของสมเด็จฮุน เซน

คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของ น.ส.แพทองธาร ยังอธิบายถึงข้อความในบทสนทนาที่คณะ สว. ผู้ร้องเห็นว่าไม่เหมาะสม

การเรียกสมเด็จฮุน เซน ว่า "uncle" (อา): เป็นการแสดงความเคารพในวัยวุฒิแก่คู่เจรจา และเป็นมารยาทที่รักษาปฏิบัติเรื่อยมาเป็นปกติวิสัยในการเจรจากับคู่สนทนาอย่างไม่เป็นทางการ อาทิ การเรียกอดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ว่า "อาหนู" หรือเรียกรองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ว่า "อาสุริยะ" หรือเรียกเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช) ว่า "อาหมอ" จึงเห็นได้ว่าการใช้สรรพนามดังกล่าวสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคมไทย "ดังนั้นการเรียกสมเด็จฮุน เซน ว่า 'uncle' จึงไม่ได้เจตนาแอบแฝงอื่นนอกจากมารยาททางสังคมและความพยายามในการสร้างความไว้วางใจเพื่อนําไปสู่ประเด็นการสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น"

ถ้อยคําว่า "อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้": มีเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อนซึ่งเป็นหลักการสําคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ (Principled Negotiation) โดยการใช้เทคนิคสําคัญคือการตั้งคําถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง (Interest-Based) ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา แต่มุ่งทําความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นํามาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนําไปสู่การยุติความตึงเครียดที่เกิดขึ้น

กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) ว่าเป็น "ฝั่งตรงข้าม": นายฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จ ฮุน เซน สั่งการให้ปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการเฉพาะเจาะจง "จึงจําต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตําหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด" อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดความเข้าใจผิดขึ้น ก็ได้ชี้แจงและกล่าวคําขอโทษต่อแม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.บุญสินยืนยันต่อสาธารณชนว่าไม่ติดใจคลิปเสียงและไม่ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างนายกฯ กับแม่ทัพภาคที่ 2

นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร ยังมุ่งหักล้างความน่าเชื่อถือของ "พยานหลักฐาน" และ "ตัวผู้ร้อง" ด้วย โดยระบุว่า ข้อความตามคลิปเสียงที่อ้างเป็นพยานหลักฐานยังไม่ได้ผ่านการแปลหรือรับรองความถูกต้องโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งพยานหลักฐานที่นําเสนอในคําร้อง เป็นบทสนทนาที่ได้จากการบันทึกเสียงหรือการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปราศจากความยินยอมจากคู่สนทนา ซึ่งเป็นการได้มาซึ่งข้อมูลโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและหลักนิติธรรม

ส่วนผู้ร้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในส่วนของการเลือก สว. และในส่วนของคดีอาญาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ผ่านมามีข้อกังขาแก่สังคมในวงกว้างถึงการทําหน้าที่และการใช้สิทธิลงมติต่าง ๆ ของ สว. กลุ่มดังกล่าวว่าอาจถูกครอบงําทางการเมืองหรือถูกชี้นําโดยพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดหรือไม่ "เมื่อมีพรรคการเมืองหนึ่งประกาศถอนตัวจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ สว. กลุ่มดังกล่าวก็ได้เสนอคําร้องต่อประธานวุฒิสภาในทันที" จึงเห็นว่าการใช้สิทธิยื่นคําร้องในเรื่องนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพียงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มตน

ลำดับความเป็นมา "คดีคลิปเสียง"

นายกฯ หญิงซึ่งมีอายุครบ 39 ปีเต็มในวันนี้ ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเมือง หลังรับสายโทรศัพท์ข้ามแดนจากผู้นำตัวจริงของกัมพูชา ผู้ที่เธอเคยนับถือและเรียกว่า "uncle"

บีบีซีไทยขอลำดับความเป็นมาของคดี ดังนี้

18 มิ.ย. สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ปล่อยคลิปเสียงสนทนากับนายกฯ แพทองธาร คลิปแรกความยาว 9 นาที และคลิปเต็มความยาว 17 นาที ซึ่งทราบในภายหลังว่าเป็นเสียงสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อ 15 มิ.ย. ทั้งนี้เนื้อหาที่ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางคือการเรียกแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า "คนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา" และการบอกกับสมเด็จฮุน เซนว่า "ถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้"

18 มิ.ย. พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี สส. 69 เสียง อ้างเหตุคลิปเสียงดังกล่าวออกแถลงการณ์ถอนตัวจากรัฐบาล แม้ส่อเค้าจะถูกปรับพ้น ครม. อยูแล้ว เนื่องจากเจรจาโควต้ารัฐมนตรีไม่ลงตัว

19 มิ.ย. สว. 36 คน นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคง ซึ่งถูกเรียนขานว่าเป็นแกนนำ สว. "สีน้ำเงิน" ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร

20 พ.ค. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ "รับคำร้องในทางธุรการ" ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

1 ก.ค. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. "แพทองธาร 1/1" โดยนายกฯ ควบเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่ง

1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9:0 รับคำร้องของ สว. ไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีมติ 7:2 ให้ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตั้งแต่ 1 ก.ค. จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย (ตุลาการเสียงข้างน้อยคือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ยุติชัดเจน แต่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง ให้ใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ห้ามมิให้ผู้ถูกร้องใช้หน้าที่และอำนาจด้านความมั่นคง ด้านต่างประเทศ และด้านการคลัง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย)

3 ก.ค. ครม. ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ น.ส.แพทองธารยังสามารถร่วมประชุม ครม. และปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ โดยอาศัยตำแหน่งใหม่

15 ก.ค. นายกฯ ส่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปอีก 15 วัน จากกำหนดเดิมตั้งส่งคำชี้แจงภายใน 16 ก.ค. ก่อนที่เลขาธิการนายกฯ จะออกมาเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงให้ถึงวันที่ 31 ก.ค.

29 ก.ค. นายกฯ ส่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาครั้งที่ 2 โดยขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 15 วันนับถัดจากวันครบกำหนดเดิม โดยให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้เรียบเรียงทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

30 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5:4 มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปจนถึง 4 ส.ค. เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

13 ส.ค. ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือคดี ก่อนเปิดเผยกำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคล, วันยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณี, วันตัดสินคดี

21 ส.ค. นัดไต่สวนพยานบุคคล 2 ปากคือ ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) และเลขาธิการ สมช. (นายฉัตรชัย บางชวด)

25 ส.ค. คู่กรณียื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลรัฐธรรมนูญได้วันสุดท้าย

29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในเวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น.

ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏต่อสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ