You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
แพทองธาร ลั่น "พยายามเกิน 100%" ทำเพื่อชาติ น้อมรับมติศาลรัฐธรรมนูญ 7:2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หลังมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ สว. ที่กล่าวหาผู้นำรัฐบาลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีปรากฏ "คลิปเสียง" สนทนากับผู้นำกัมพูชา
นายกรัฐมนตรีหญิงวัย 38 ปี ซึ่งถูกสั่ง "พักงาน" โดยฝ่ายตุลาการ เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 23 และเป็นผู้นำคนที่ 3 ของประเทศที่มาจากตระกูลชินวัตร โดยเดินตามรอยเท้าบิดาและอาสาวเข้าสู่โลกการเมือง
อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลเมื่อ ส.ค. 2567 ต่อจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนที่ 30 ที่มาจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เช่นกัน หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เขาพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจาก "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" จากการแต่งตั้งบุคคลที่ขาดคุณสมบัติเป็น รมต.
อีกทั้งยังเป็นการบริหารประเทศหลังจากพรรค พท. ต้องประสบความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ในสนามเลือกตั้งปี 2566 จนต้องจับมือตั้ง "รัฐบาลผสมข้ามขั้ว" กับพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม
ไม่กี่ ชม. ก่อนมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ น.ส.แพทองธารเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่งหนึ่งในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) "แพทองธาร 1/1" แต่ต้องเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 3 ก.ค. จึงจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้
วันนี้ (1 ก.ค.) ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมประจำสัปดาห์ โดยได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง หลังประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
- มติ 9:0 รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยให้ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง
- มติ 7:2 ให้ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2568 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
มติของศาลรัฐธรรมนูญได้รับการเผยแพร่ผ่านเอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญช่วงบ่ายวันนี้ โดยไม่มีการเปิดแถลงข่าวแต่อย่างใด
เอกสารข่าวยังเปิดเผยรายชื่อ 2 ตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ยุติชัดเจน ให้ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง แต่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง ให้ใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย "ห้ามมิให้ผู้ถูกร้องใช้หน้าที่และอำนาจด้านความมั่นคง ด้านต่างประเทศ และด้านการคลัง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย"
คดีนี้มาจากการที่ สว. 36 คน นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคง วุฒิสภา ยื่นคำร้องผ่านนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เมื่อ 19 มิ.ย. จากนั้นประธานวุฒิสภาได้ส่งคำร้องดังกล่าวต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในวันรุ่งขึ้น (20 มิ.ย.) ทันที
คณะ สว. เห็นว่า คลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็น "หลักฐาน" ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ 2 ผู้นำ โดย น.ส.แพทองธารก็ยอมรับว่าเป็นเสียงสนทนาจริง แม้มีการแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์แบบส่วนตัว โดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ สว. ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องเห็นว่า "ผู้ถูกร้องแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบ หรือกำหนดมาตรการ รวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะวิสัยและพฤติการณ์แห่งความเป็นนายกฯ พึงกระทำ เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม"
คณะ สว. ผู้ยื่นคำร้อง จึงเห็นว่า นายกฯ แพทองธารไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ พร้อมขอให้ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
แพทองธาร ขอโทษที่ทำให้ไม่สบายใจ
หลังรับทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ น.ส.แพทองธาร แถลงน้อมรับผลคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เวลา 15 วันในการชี้แจง โดยจะชี้แจงอย่างเต็มที่ถึงความตั้งใจที่แท้จริงกรณีคลิปเสียงที่หลุดออกมา
น.ส.แพทองธารกล่าวต่อไปว่า จากกรณีคลิปเสียง ความตั้งใจและเจตนาจริง ๆ ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย ชีวิตของทหารทุกคน และทำเพื่อสันติภาพที่จะเกิดขึ้นในประเทศของเรา พร้อมขอโทษคนไทยเกี่ยวกับวิธีการที่ทำให้หลายคนไม่สบายใจเรื่องนี้
"ดิฉันมั่นใจในสิ่งนี้มาก ๆ แต่วิธีการอาจถูกใจหรือไม่ถูกใจหลาย ๆ คน แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันจะพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นความตั้งใจ เป็นความพยายามเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ที่จะทำเพื่อประเทศชาติจริง ๆ เจตนาไม่มีอยากได้อะไรของตัวเองเลย แล้วก็คิดอย่างเดียวว่าทำยังไง ที่จะไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ไม่ต้องสู้รบกัน ทหารไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ดิฉันเองก็คงรับไม่ได้ ถ้าพูดอะไรกับผู้นำแล้วทำให้เกิดผลเสีย เกิดการทะเลาะหรือโกรธเคือง... ถ้าลองตั้งใจฟังดูจริง ๆ ก็จะเข้าใจว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร"
น.ส.แพทองธารย้ำว่า จะใช้เวลาชี้แจงให้ได้อย่างครบถ้วน พร้อมขอบคุณคนที่ส่งกำลังใจและกล่าวขอโทษอีกครั้ง
"ต้องขอโทษพี่น้องคนไทยทุก ๆ คนที่รู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้ หรือรู้สึกโกรธเคือง" ผู้นำรัฐบาลที่ถูกสั่งพักงานกล่าว
สุริยะขึ้นเป็นรักษาการนายกฯ อัตโนมัติ
ผลจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 วัย 70 ปี ต้องทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกฯ เพราะเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. ชุดใหม่ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พ้นจากตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม แล้วได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างรอถวายสัตย์ปฏิญาณพร้อมเพื่อนร่วมรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 17 ก.ย. 2567 รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 320/2567 ที่มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่นายกฯ ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ โดยเรียงลำดับเอาไว้ ดังนี้ 1. นายภูมิธรรม เวชยชัย 2. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 3. นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 5. นายพิชัย ชุณหวชิระ 6. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง
ล่าสุดเมื่อ 20 มิ.ย. นายกฯ แพทองธารได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 184/2568 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมตรีและ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยเกลี่ยงานที่อยู่ในความดูแลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ไปให้ 3 รองนายกฯ สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) กำกับดูแล หลังจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล
ในการรักษาราชการแทนนายกฯ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยผู้รักษาราชการแทนนายกฯ จะมีอำนาจเต็มเหมือนนายกฯ ทุกประการ
- มาตรา 41 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ใดดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ให้ผู้รักษาราชการแทนตามความใน พ.ร.บ. นี้ มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
สภาพการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 และ รมว.กลาโหม ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ หลังศาลรับ "คดีนายกฯ 8 ปี" เอาไว้พิจารณาเมื่อ 24 ส.ค. 2565 ซึ่งในเวลานั้นมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกฯ ก่อนที่นายกฯ ประยุทธ์จะหวนคืนอำนาจเต็มตัวในอีก 1 เดือนต่อมา เมื่อศาลตีความว่ายังดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่ครบ 8 ปีตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ
นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ผู้เป็นมือกฎหมายของรัฐบาล "ประยุทธ์" เคยชี้แจงไว้ว่า รักษาการนายกฯ มีอำนาจเต็ม ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย รวมถึงการทูลเกล้าฯ กฎหมาย และการรับสนองพระบรมราชโองการ
ส่วนจะสามารถปรับ ครม. รวมถึงประกาศยุบสภาได้หรือไม่นั้น นายวิษณุตอบไว้ว่า "ตามทฤษฎีต้องตอบว่าได้ แต่ทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันไม่สามารถทำเองได้คนเดียว อะไรที่เกี่ยวกับคนอื่นต้องถามคนอื่นด้วย"
คำสั่งของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาในวันเดียวกับที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. "แพทองธาร 1/1" โดยนายกฯ ตัดสินใจควบ รมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ชิงออกมาปฏิเสธล่วงหน้าว่า การควบเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม "ไม่เกี่ยว" กับคดีในศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะเน้นผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์
สำหรับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับหน้าที่ของ รมต. หน้าใหม่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาล "แพทองธาร" ชี้แจงว่า ต้องให้รองนายกฯ ผู้รักษาการนายกฯ เป็นผู้นำถวายสัตย์ปฏิญาณ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนตัวเห็นว่านายสุริยะมีอำนาจเต็ม ทำหน้าที่ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การปรับ ครม. หรือยุบสภา และสามารถนำ ครม. ใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณได้ พร้อมนำ น.ส.แพทองธาร ที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ก็เข้ารับการถวายสัตย์ปฏิญาณได้ในฐานะ รมว.วัฒนธรรม
ส่วนข้อถกเถียงที่ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและมีคำสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะสามารถทำหน้าที่ รมว.วัฒนธรรมได้หรือไม่นั้น นายชูศักดิ์ขอให้เทียบเคียงกับสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปค้นดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่ รมว.กลาโหมได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามมีการตีความว่ากรณีนายกฯ คนปัจจุบันเป็นคนละกรณีกัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ถูกยื่นตีความว่าขาดคุณสมบัติ รมต. เพราะดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบวาระ 8 ปีหรือไม่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขเฉพาะในการดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่กรณี น.ส.แพทองธาร ถูกยื่นตีความคุณสมบัติเพราะฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงซึ่งใช้บังคับกับ ครม. ทุกคน นายชูศักดิ์ตอบเพียงว่า "ไม่เกี่ยว"
แกนนำ สว. ไม่ร้องเพิ่ม ให้หยุดทำหน้าที่ รมว.วัฒนธรรม
ด้าน พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา แกนนำ "สว. สีน้ำเงิน" เจ้าของคำร้องตีความคุณสมบัตินายกฯ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ส่วนตัวจะไม่ยื่นคำร้องหรือข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่ง เพราะนอกจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว คณะ สว. ได้ยื่นคำร้องถอนถอนนายกฯ ไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบกรณีเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า สว. ไม่ติดใจกับการอยู่ใน ครม. ต่อไปของ น.ส.แพทองธาร ใช่หรือไม่ พล.อ.สวัสดิ์บอกว่า "ถ้ากฎหมายให้ทำได้ ทางเขาก็สามารถทำได้... เขาก็คงจะรู้ตัวอย่างที่ว่าเพื่อจะให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นต่อไป" ส่วนตัวเห็นว่าในมิติงานด้านความมั่นคง ถ้าไทยไม่เสียเปรียบฝ่ายตรงข้าม ไม่เสียศักดิ์ศรี ก็อาจจะซอฟต์ลงมา
ผลที่อาจตามมาหลังจากนี้
น.ส.แพทองธาร มีเวลา 15 วันในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2516 มาตรา 54 แต่สามารถขอขยายเวลาได้
สุดท้ายถ้าผลของคดีนี้ออกมาไม่เป็นคุณกับประมุขฝ่ายบริหาร ด้วยการวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ก็จะไม่ทำให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่รัฐมนตรีที่เหลือยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ และตั้ง ครม. ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่
กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับนายเศรษฐา นายกฯ คนที่ 30 ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 14 ส.ค. 2567 จาก "คดีตั้งพิชิต ชื่นบาน" เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)
จากนั้น ครม. ที่เหลืออยู่ก็รักษาการต่อไป กระทั่งสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ คนที่ 31 แล้วนำไปสู่การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่
สำหรับระยะเวลาในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีคุณสมบัตินายกฯ
- สมัยนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา "คดีนายกฯ 8 ปี" ใช้เวลา 38 วัน นับจากศาลมีคำสั่งรับคำร้องของ สส.ฝ่ายค้าน ไว้พิจารณา จนถึงวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย (24 ส.ค. 2565-30 ก.ย. 2565)
- สมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน "คดีตั้งพิชิต ชื่นบาน" ใช้เวลา 84 วัน นับจากศาลมีคำสั่งรับคำร้องของ สว. ไว้พิจารณา จนถึงวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย (23 พ.ค. 2567-14 ส.ค. 2567)