You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
มติศาลรัฐธรรมนูญ 5:4 สั่ง เศรษฐา ทวีสิน พ้นเก้าอี้นายกฯ ส่งผลให้ ครม. ไปทั้งคณะ
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)
จากนักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้สั่งสมประสบการณ์บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี นายเศรษฐาใช้เวลาเพียง 175 วันนับจากลงเล่นการเมือง ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในฐานะผู้นำประเทศเมื่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา 22 ส.ค. 2566 ลงมติเลือกนายเศรษฐาเป็นนายกฯ ภายหลังพรรคเพื่อไทย (พท.) จัดตั้งรัฐบาลผสม 11 พรรค รวม 314 เสียงได้สำเร็จ
ทว่าเขานั่งเก้าอี้นายกฯ ได้เพียง 358 วัน ก็จำต้องลุกออกไปด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ จากการแต่งตั้งอดีตทนายความของ 2 อดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตร เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม"
ผลจากการพ้นเก้าอี้ของผู้นำฝ่ายบริหาร ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล “เศรษฐา” ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่ยังต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่
ในวันตัดสินอนาคตทางการเมืองของนายกฯ คนที่ 30 นายเศรษฐา ทวีสิน ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยในช่วงเช้าได้แวะไปขอบคุณเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารที่ช่วยเหลืองานศพมารดา ก่อนเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล จากนั้นในช่วงเที่ยงได้ลงตรวจเยี่ยมตลาดใต้ทางด่วนเพลินจิต ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าที่ขายของริมบาทวิถีมาเช่าพื้นที่ขายของ แล้วกลับเข้าทำเนียบฯ ทั้งนี้เขา “ไม่มีวอร์รูม” ติดดามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปรับฟังการออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ในเวลา 15.00 น.
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่งว่า การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 (นายเศรษฐา) รู้หรือควรรู้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่ 2 (นายพิชิต ชื่นบาน) โดยตลอดแล้ว แต่ยังเสนอชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ย่อมเป็นการปฏิบัติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเสนอบุคคลที่ไม่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
“แม้ผู้ถูกร้องที่ 1 จะกล่าวอ้างว่าตนมีภูมิหลังจากการประกอบธุรกิจ มีประสบการณ์ทางการเมืองที่จำกัด ไม่มีความรู้ทางด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ จึงไม่อาจวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ เพราะนายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายบริหาร ทุกการตัดสินใจมีผลกระทบต่อบ้านเมือง จึงต้องมีความรับผิดชอบในทุกการกระทำ”
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 5 คนที่วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐาสิ้นสุดลง ได้แก่ นายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ไม่สิ้นสุดลง ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 (1) โดยให้นำมาตรา 168 (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
คดีนี้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดเดิม 40 คน ได้ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานละเมิดศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริต และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่
“ถ้าเปลี่ยนผู้นำแล้ว เขาก็มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ตามที่เห็นสมควร"
นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งกลายเป็นอดีตนายกฯ ไปแล้ว ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่า น้อมรับคำตัดสินของศาล และยืนยันว่าตลอดระยะเวลาการเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทำอย่างเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ และไม่ได้มีความขัดแย้งกับใครเป็นการส่วนตัว
นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า ในส่วนนโยบายของรัฐบาลนี้ที่ประกาศออกไปแล้ว ผู้ที่มารับตำแหน่งจะดำเนินการต่อไปหรือไม่นั้นตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบจริง ๆ ว่าใครเป็นนายกฯ ไม่ทราบว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องให้เกียรติกับรักษาการนายกฯ และนายกฯ คนต่อไปเช่นกัน
“จะเป็นพรรคร่วมหรือพรรคเพื่อไทย ถ้าเปลี่ยนผู้นำแล้ว เขาก็มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ตามที่เห็นสมควร" นายเศรษฐากล่าว "อันนี้เราต้องยอมรับว่าเราหมดหน้าที่แล้วตอนบ่ายสามโมงครึ่งวันนี้”
“นายกฯ คนต่อไปจะมาจากพรรคอะไรก็ตามที ผมยอมรับตามกระบวนการของรัฐสภา” นายเศรษฐากล่าว
นายเศรษฐาตอบคำถามเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไปว่า ทุกคนที่มีรายชื่ออยู่ในแคนดิเดตนายกฯ มีความพร้อม แต่ละคนก็มีจุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อยต่างกันไป แต่ต้องเคารพกระบวนการรัฐสภาที่จะเลือกคนใหม่เข้ามา
ช่วงหนึ่งเขากล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ก้าวเข้ามาวันแรกก็รู้อยู่แล้วว่าจะออกยังไงได้หลาย ๆ หน้า จะครบ 4 ปี หรือขึ้นปีที่ 1 จึงต้องพร้อมทั้งหมดสำหรับทุก ๆ ฉากทัศน์
“ผมมั่นใจว่าผมเป็นคนมีจริยธรรม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องที่ถูกร้อง ทำให้ท่านตัดสินออกมาเป็นอย่างนั้น แต่ผมยืนยันว่าเสียใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วย ผมน้อมรับคำตัดสิน” นายเศรษฐากล่าวและ “ผมตอบตลอดเวลาว่า ผมไม่ได้วิ่งเต้นอะไร ไม่ได้โทรหาใคร ผมส่ง closing statement ไปแล้ว ก็ถือว่าจบแล้ว”
เมื่อถามถึงการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรี นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่ากล้าเสี่ยงได้หรือไม่ เพราะได้มีการดูข้อกฎหมายและมีการสอบถามแล้ว และปฏิเสธจะให้ความเห็นต่อ
“ผมว่าเรื่องมันจบไปแล้วดีกว่า เพราะศาลรัฐธรรมนูญตัดสินมาแล้วว่าผมผิด และออกจากหน้าที่ไป ก็อย่าไปถามต่อว่าทำไมถึงเป็นอะไรยังไงดีกว่า เดี๋ยวกลายเป็นว่าผมไม่เห็นด้วย” อดีตนายกฯ คนที่ 30 กล่าวทิ้งท้าย
สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัย 35 นาที โดยบีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญเอาไว้ ดังนี้
หนึ่ง บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานทางบริหารและทางการปกครองประเทศ
การพิจารณาว่าบุคคลใดมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามมาตรา 160 (4) และไม่ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติตามจริยธรรม 160 (5) เป็นดุลพินิจของนายกฯ ต้องเป็นผู้พิจารณาในฐานะผู้รับผิดชอบในการนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการดังกล่าว โดยผู้รับสนองฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการที่ตนลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้นเสมอ เพราะพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามที่มีผู้ถวายคำแนะนำ
ความรับผิดชอบดังกล่าวประกอบด้วย 3 ประการคือ 1. ความรับผิดชอบในความถูกต้องตามแบบพิธีหรือกระบวนการได้มาโดยถูกต้องและสมบูรณ์ 2. ความรับผิดชอบในข้อความของเอกสารที่นำขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย 3. ความรับผิดชอบในสารัตถะที่ถูกต้อง และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน
สอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 2 (นายพิชิต) เคยต้องโทษตามคำสั่งศาลฎีกาที่ 4599/2551 ที่วินิจฉัยว่า เสมียนทนายความที่ทำงานประสานงานให้ผู้ถูกร้องที่ 2 นำถุงกระดาษใส่เงินสดมอบให้เจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาโดยที่รู้หรือควรรู้ว่าภายในถุงกระดาษดังกล่าวมีเงินสดอยู่ และผู้ถูกร้องที่ 2 มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่ามีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าวด้วยในลักษณะเป็นตัวการร่วม โดยมีเจตนาจูงใจให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางทางการเมืองกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ที่อาจเชื่อมโยงไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/1/2550 ซึ่งเป็นลูกความของผู้ถูกร้องที่ 2
การกระทำดังกล่าวเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) และมาตรา 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และน่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงาน สั่งลงโทษผู้ถูกร้องที่ 2 ฐานละเมิดอำนาจศาล คนละ 6 เดือน
ต่อมาในเดือน ก.ย. 2552 คณะกรรมการมารยาททนายความ สภาทนายความ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ถูกลงโทษคดีละเมิดอำนาจศาล เป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงอำนาจศาล ทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาลหรือผู้พิพากษา และกระทบต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรมไทย เป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับสภาทนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 6 และข้อ 28 โดยลบชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 และผู้เกี่ยวข้องออกจากทะเบียนทนายความ จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่สาธารณชนต่างรู้กันโดยทั่วไป
สาม แม้คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า การถูกลงโทษให้จำคุกในคดีดังกล่าวพ้นโทษเกิน 10 ปี ถือเป็นข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แต่ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นการให้ความเห็นที่จำกัด ไม่รวมถึงลักษณะต้องห้ามมาตรา 160 (4) (5) เมื่อพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีลงวันที่ 1 ก.ย. 2566 ไม่ปรากฎชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นรัฐมนตรี แต่ภายหลังมีชื่อเป็นรัฐมนตรีในประกาศลงวันที่ 27 เม.ย 2567 จึงมีปัญหาข้อเท็จจริงต้องพิจารณาว่าผู้ถูกร้องที่ 1 (นายเศรษฐา) รู้หรือควรรู้ข้อเท็จจริงหรือไม่
จากการไต่สวน ผู้ถูกร้องที่ 1 และเลขาธิการ ครม. ชี้แจงว่า กระบวนการเสนอชื่อบุคคลเพื่อกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอพระราชทานพระบรมมหารกรุณาธิคุณเพื่อทรงแต่งตั้งรัฐมนตรี ในเบื้องต้นต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) รับผิดชอบจัดทำแบบประวัติและแบบแสดงคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐนตรีเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัย โดยให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งกรอกข้อมูลและรับรองเอง
พิจารณากระบวนการดังกล่าวเป็นที่แน่ชัดว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ย่อมต้องทราบประวัติ รวมถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกร้องที่ 2 จากเอกสารสรุปการตรวจสอบประวัติที่ สลค. เสนอขึ้นมา และคำชี้แจงของผู้ถูกร้องที่ 1 บอกว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 เคยได้รับโทษฐานละเมิดอำนาจศาลตั้งแต่ปี 2551 รวมถึงถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ เพราะประพฤติผิดมารยาททนายความตั้งแต่ปี 2552 แต่ไม่มีพฤติกรรมอื่นจะถูกโต้แย้ง หรือไม่มีคดีอาญา จุงเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องที่ 1 พิจารณาข้อเท็จจริงและใช้วิจารณญาณในการวินิจฉัยเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่าง ๆ ของผู้ถูกร้องที่ 2 แล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่ได้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ไม่ให้แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1 รู้หรือควรรู้พฤติกรรมของผู้ร้องที่ 2 ว่าอาจมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ไม่ว่าอนุมาตราใดมาตราหนึ่ง ก่อนตั้งเป็นรัฐมนตรี
สี่ ความหมายของคำว่า “ซื่อสัตย์” และคำว่า “สุจริต” มิใช่เป็นเพียงเรื่องของการกระทำทุจริตหรือประพฤติโดยมิชอบเท่านั้น แต่ต้องให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา เชื่อถือได้ ซึ่งต้องเป็นการทำให้วิญญูชนทั่วไปทราบและยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ หากเป็นหรือไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมถือได้ว่าไม่ใช่เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นที่รู้อยู่แล้ว ข้อเท็จจริงต้องไม่มีเหตุหรือเงื่อนไขใด หรือเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้อีก แต่เมื่อผู้ถูกร้องที่ 2 มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ห้า เมื่อผู้ถูกร้องที่ 1 เสนอชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 “ย่อมเป็นการปฏิบัติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเสนอบุคคลที่ไม่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น รมต. ให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แม้ผู้ถูกร้องที่ 1 จะกล่าวอ้างว่าตนมีภูมิหลังจากการประกอบธุรกิจ มีประสบการณ์ทางการเมืองที่จำกัด ไม่มีความรู้ทางด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ จึงไม่อาจวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ เพราะนายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายบริหาร ทุกการตัดสินใจมีผลกระทบต่อบ้านเมือง จึงต้องมีความรับผิดชอบในทุกการกระทำ ประกอบกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและความน่าเชื่อถือหรือไว้วางใจต่อสาธารณชนนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ชัดในลักษณะภาวะวิสัย”
ข้อเท็จจริงของพฤติกรรมผู้ถูกร้องที่ 2 ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่สาธารณะชนต่างรู้กันโดยทั่วไป จากการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นเหตุให้ศาลฎีกาสั่งลงโทษจำคุกนั้น เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่ผิดไปจากบทวิสัยที่วิญญูชนทั่วไปจะปฏิบัติ
การที่นายกฯ จะเสนอบุคคลใดแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีนั้น มิได้อาศัยเฉพาะแต่เพียงความไว้วางใจส่วนตนโดยแท้ เพราะนอกจาก ครม. ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในรูปแบบรัฐสภาแล้ว ครม. ซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแต่ละคน ต้องได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากสาธารณะชนหรือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นความเชื่อถือและไว้วางใจในทางความเป็นจริงด้วย
เมื่อผู้ถูกร้องที่ 1 รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยตลอดแล้ว แต่ยังคงเสนอให้แต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 2 เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามพระบรมราชโองการฯ ลงฉบับวันที่ 27 เม.ย. 2567 ผู้ถูกร้องที่ 1 จึงไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)
หก การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 รู้หรือควรรู้ถึงเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่าง ๆ ของผู้ถูกร้องที่ 2 ดังกล่าวโดยตลอดแล้ว แต่ยังเสนอแต่งตั้งให้ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นรัฐมนตรี ย่อมเป็นกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2563 หมวด 1 ข้อ 8 ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งข้อ 27 วรรคหนึ่ง กำหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ด้วย
ผลที่ตามมาหลังคำตัดสินศาล
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ทำให้การเมืองไทยออกจากภาวะ “อึมครึม” จากปัญหาสถานภาพของนายกฯ คนที่ 30 ที่ไม่แน่นอนมาเกือบ 3 เดือนนับจากศาลรับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อ 23 พ.ค. โดยถือเป็นการ “หักปากกาเซียน” เนื่องจากบรรดานักวิชาการและนักวิเคราะห์ทางการเมืองออกมาฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่านายเศรษฐามีโอกาสสูงที่จะรอดพ้นจากคดีนี้
นายเศรษฐาถือเป็นนายกฯ คนที่ 5 ที่ชะตากรรมต้องแขวนอยู่กับการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ นับจากศาลรัฐธรรมนูญถือกำเนิดในไทยครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 ต่อเนื่องมาถึงรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 โดยมีนายกฯ 2 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญคือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ คนที่ 25 ขาดคุณสมบัตินายกฯ เพราะรับจ้างเป็นพิธีกรรายการอาหาร หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีชิมไปบ่นไป” เมื่อปี 2551 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 28 ต้องตกเก้าอี้เพราะ “คดีโยกย้ายเลขาธิการ สมช. โดยมิชอบ” เมื่อปี 2556
ส่วน 2 คนที่หลุดคดีคือ นายทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 จาก “คดีซุกหุ้น” ปี 2544 กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนที่ 29 จาก 3 คดี ได้แก่ “คดีเจ้าหน้าที่รัฐ” ปี 2562, “คดีพักบ้านหลวง” ปี 2563 และ “คดีนายกฯ 8 ปี” ปี 2565
นายเศรษฐา วัย 62 ปี จึงเป็นประมุขฝ่ายบริหารรายที่ 3 ที่ต้อง “หลุด” จากเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยเขาจะพ้นจากตำแหน่งทันที และไม่สามารถรักษาการนายกฯ ได้อีก
หลังจากนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 และ รมว.พาณิชย์ จะทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา” ก็จะเป็น ครม. ชุดรักษาการไปจนกว่าจะมีนายกฯ คนใหม่ และแต่งตั้งฝ่ายบริหารชุดใหม่
ผลที่เกิดขึ้นทันทีหลังทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เรียกประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายค้าน รัฐบาล และตัวแทน ครม. ที่รัฐสภา
จากนั้นในวันที่ 15 ส.ค. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า จะมีการประชุมวิปรัฐบาลเพื่อกำหนดวันเลือกนายกรัฐมนตรี โดยยอมรับว่าเป็นไปได้ที่จะให้เป็นวาระพิเศษ 16 ส.ค. นี้ “เพราะสภามีนัดประชุมอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เร็วที่สุด”
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า หากวิปทั้ง 2 ฝ่ายคุยกันเรียบร้อยและมีความพร้อม ก็ขอให้เสนอเรื่องมาที่สภาผู้แทนราษฎร ตนก็จะเร่งบรรจุระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรีทันที เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดแล้ว เพราะจะต้องมีรัฐบาล ดังนั้นจะต้องเลือกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้
นายกฯ คนที่ 31 จะมาจากการลงมติเลือกในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาร่วมให้ความเห็นชอบอีกต่อไป
สำหรับบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ได้ ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคการเมืองที่มี สส. ในสภาไม่น้อยกว่า 5% หรือมี สส. เกิน 25 เสียงขึ้นไป ซึ่งขณะนี้เหลืออยู่ 7 คน จาก 5 พรรค ได้แก่
- พรรคเพื่อไทย (พท.) 141 เสียง - น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค, นายชัยเกษม นิติสิริ ที่ปรึกษานายกฯ
- พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค
- พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 40 เสียง - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค
- พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 36 เสียง - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี (ยังไม่เคยลาออกจากบัญชีแคนดิเดตนายกฯ), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค
- พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 25 เสียง - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ
ไทม์ไลน์คดีถอดถอนเศรษฐา
ชนวนเหตุที่ทำให้นายกฯ เศรษฐาต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเมือง มาจากการ “อัพเกรด” นายพิชิต ชื่นบาน จาก ที่ปรึกษานายกฯ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในการปรับ ครม. “เศรษฐา 1/1”
แรกเริ่มเดิมที มีชื่อนายพิชิตติดโผ รมต. ตั้งแต่ในคราวตั้ง ครม. ชุดแรก แต่จนแล้วจนรอด เขาไม่ได้เข้ารับตำแหน่งในครั้งนั้นเพื่อลดกระแสกดดันต่อรัฐบาล “ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว” ที่พรรค พท. เพิ่งเป็นแกนนำจัดตั้งได้สำเร็จ
ในระหว่างนั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เพื่อขอความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ รมต. เฉพาะตามมาตรา 160 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (7) และมาตรา 160 (7) ของรัฐธรรมนูญ โดย สคก. มีหนังสือตามกลับมาเมื่อ 1 ก.ย. 2566 ซึ่งนายเศรษฐาได้ฉวยเอาความเห็นของกฤษฎีกามาแจกแจงต่อสังคมหลายครั้งว่านายพิชิตไม่ตกคุณสมบัติ-ไม่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้เป็น รมต. เพราะ “ผ่านกฤษฎีกาแล้ว”
นายพิชิตเคยถูกศาลฎีกาตัดสินให้มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและถูกจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน เมื่อ 25 มิ.ย. 2551 เมื่อครั้งเป็นทนายความให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยลูกทีมของเขาได้นำถุงบรรจุเงินสด 2 ล้านบาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในช่วงพิจารณาคดีทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่มีอดีตนายกฯ คนที่ 23 เป็นจำเลยที่ 1 กับ คุณหญิงพจมาน ภรรยา (ขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 2 และถูกเรียกขานกันว่า “คดีถุงขนม 2 ล้านบาท”
ทันทีที่นายเศรษฐาเดินหน้าส่งนายพิชิตเข้ามาร่วมวง ครม. จึงกลายเป็นประเด็นที่ย้อนกลับมาเล่นงานตัวเขาเอง
บีบีซีไทยขอสรุปเส้นทางคดีเอาไว้ ดังนี้
27 เม.ย. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. “เศรษฐา 1/1” โดยมีนายพิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในโควต้าพรรค พท.
15 พ.ค. สว. 40 คนยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายพิชิต ชื่นบาน ผู้ถูกร้องที่ 2
16 พ.ค. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ “รับคำร้องในทางธุรการ” ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
21 พ.ค. นายพิชิตยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายรัฐมนตรี โดยกำหนดให้มีผลทันที ทั้งนี้หนังสือลาออกระบุตอนหนึ่งว่า “เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีที่มีความจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความต่อเนื่อง”
23 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย (ตุลาการเสียงข้างน้อยคือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ) และมีมติ 5:4 ไม่สั่งให้ผู้ถูกร้อง (นายเศรษฐา) หยุดปฏิบัติระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ส่วนกรณีนายพิชิต ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8:1 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เพราะความเป็น รมต. สิ้นสุดลงแล้ว (ตุลาการเสียงข้างน้อยคือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม)
12 มิ.ย. ประชุมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีนายกฯ เศรษฐาต่อเป็นครั้งที่ 2 โดยศาลมีคำสั่งให้คู่กรณียื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานภายใน 17 มิ.ย.
17 มิ.ย. คู่กรณียื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาล โดยฝ่ายผู้ถูกร้อง (นายเศรษฐา) ส่งชื่อพยานไปเพิ่มเติม 1 คนคือ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่วนฝ่ายผู้ร้อง (40 สว.) ส่งชื่อพยาน 3 คน ได้แก่ นายสมชาย แสวงการ นายดิเรกฤทธิ์ เจนคลองธรรม และนายประพันธ์ คูณมี
18 มิ.ย. ประชุมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีนายกฯ เศรษฐาต่อเป็นครั้งที่ 3 โดยศาลให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาล
10 ก.ค. ประชุมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีนายกฯ เศรษฐาต่อเป็นครั้งที่ 4 โดยศาลให้เรียกข้อมูลเพิ่มเติมและรอคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากหน่วยงานหรือบุคคลซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปก่อนหน้านี้ และกำหนดพิจารณาคดีต่อ 24 ก.ค. 67
24 ก.ค. ประชุมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีนายกฯ เศรษฐาต่อเป็นครั้งที่ 5 โดยศาลเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน และหากคู่กรณีประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นเป็นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 31 ก.ค. และกำหนดวันลงมติและนัดฟังคำวินิจฉัย 14 ส.ค.
31 ก.ค. คู่กรณียื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของคำแถลงปิดคดีของนายกฯ อ้างว่าตนมีภูมิหลังในการประกอบอาชีพทางธุรกิจ มีประสบการณ์ทางการเมือง และการบริหารราชการแผ่นดินที่จำกัด ไม่มีภูมิหลังทางการศึกษาด้านนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ จนไม่อาจชี้ขาดได้ว่านายพิชิต เป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง รมต. นอกจากนี้ “ความผิดของนายพิชิต ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 2 เสมือนเป็นความผิดประธาน ซึ่งในขณะที่มีการเสนอชื่อนายพิชิตเป็นรัฐมนตรี ก็ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยความผิดประธานโดยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีของตนเอง ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 1 จึงเปรียบเสมือนเป็นความผิดอุปกรณ์ จึงไม่อาจมีไปด้วยได้”
14 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในเวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. โดยมีมติ 5 ต่อ 4 ให้นายเศรษฐาพ้นจากตำแหน่ง
ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏต่อสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ