You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นนายกฯ เพราะหัวหน้า คสช. "ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"
วันนี้ (18 ก.ย. 2562) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ถือว่าเป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค ที่ขอให้พิจารณาคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ หรือไม่ คำร้องสรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้เพราะหัวหน้า คสช. ถือเป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" โดยอ้างถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ที่ระบุว่ารัฐมนตรีจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ซึ่งในมาตรา 98 (15) เขียนไว้ว่า ต้องไม่เป็น "พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"
โดยศาลวินิจฉัยว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช. มาจากการยึดอำนาจการปกครองประเทศ การแต่งตั้งหัวหน้า คสช. เป็นผลสืบเนื่องมาจากการยึดอำนาจและเป็นการใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ อีกทั้งไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานใด และ มีอำนาจหน้าที่เป็นการเฉพาะชั่วคราวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นหัวหน้า คสช. จึงไม่มีสถานะ ตำแหน่งหน้าที่ หรือลักษณะงานทำนองเดียวกับหน่วยงานราชการ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้องจึงไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) ของรัฐธรรมนูญ
"อาศัยเหตุผลดังกล่าว ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวเพราะเหตุที่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุ
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัย 12 นาที โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบหมายให้ พล.ต.วิรัช โรจนวาช คณะทำงานของนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนมาฟังคำวินิจฉัย ขณะที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนมารับฟัง
สรุปประเด็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
- ศาลรัฐธรรมนูญอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ซึ่งได้สรุปลักษณะของ "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ไว้ดังนี้ 1)ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย 2) มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ 3) อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ 4) มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย
- การตีความคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ต้องตีความให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติถึงคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ข้าราชการ รวมถึงพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เข้ามาเป็นนักการเมือง
- ตำแหน่งหัวหน้า คสช. มาจากการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 และต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน เห็นได้ว่าการแต่งตั้งตำแหน่ง หัวหน้า คสช.เป็นผลสืบเนื่องมาจากการยึดอำนาจและเป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยเห็นได้จากการออกประกาศและคำสั่งหลายฉบับ หัวหน้า คสช. ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐใด ทั้งเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งโดยกฎหมาย ไม่มีกฎหมายกำหนดกระบวนการวิธีได้มาหรือการเข้าสู่การดำรงตำแหน่ง โดยมีอำนาจหน้าที่เป็นการเฉพาะชั่วคราว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้มีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและประชาชน
- ดังนั้น ตำแหน่งหัวหน้า คสช. จึงไม่มีสถานะตำแหน่งหน้าที่หรือลักษณะงานทำนองเดียวกันกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามมาตรา 98 (15) ผู้ถูกร้องจึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (60) ประกอบมาตรา 98 (15) อาศัยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวเพราะเหตุที่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15)"
ย้อนรอยกรณี "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" กับคุณสมบัตินายกฯ
8 ก.พ.
พล.อ. ประยุทธ์ ตอบรับคำเชิญของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแคนดิเคตนายกฯ
15 ก.พ.
วิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งคัดค้านการประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร. เนื่องจากก่อนและหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง 2562 พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รับเงินเดือนและมีตำแหน่งบริหารในหลายองค์กร ซึ่งมีค่าตอบแทนจากงบประมาณแผ่นดิน
6 มี.ค.
ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งศาลปกครองให้วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) บัญญัติห้ามไว้หรือไม่
20 มี.ค.
กกต. พิจารณาคำร้องของนายวิญญัติ และมีมติเอกฉันท์ว่า การประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 88 และมาตรา 89 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 13 และมาตรา 14
6 มิ.ย.
ในการประชุมร่วม 2 สภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นแคนดิเดตนายกฯ ส่งผลให้ ส.ส.บางส่วนหยิบยกประเด็นคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ มาอภิปราย หนึ่งในนั้นคือประเด็นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้เพราะหัวหน้า คสช. ถือเป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ซึ่งระบุว่ารัฐมนตรีจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ซึ่งในมาตรา 98 (15) ระบุว่า ต้องไม่เป็น "พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"
26 มิ.ย.
ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ตรวจสอบความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เหตุเพราะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
5 ก.ค.
เลขานุการประธานสภาฯ เปิดเผยว่านายชวนได้ตรวจสอบคำร้องและเอกสารประกอบของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน และได้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว
19 ก.ค.
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องของที่ขอให้พิจารณาคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ไว้วินิจฉัย และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งให้ พล.อ. ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่
18 ก.ย.
ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย โดยชี้ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้องจึงไม่ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี